โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 5 วิกฤตเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่รอการแก้ไข

อีจัน

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 09.23 น. • อีจัน

คอลัมน์ : ห้อยหัววิเคราะห์ข่าว

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากรัฐบาลปัจจุบัน หลายๆ วิกฤตมีการเกี่ยวพันกัน ส่งผลกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จีดีพีที่โตเพียง 2.5% ในปี 2567 และคาดการณ์ที่ 2.8% ในปีนี้ ปัญหาหลายๆ อย่างเป็นปัญหาโครงสร้างที่ควรได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะฝังรากลึกลงไปกว่านี้จนยากที่จะเยียวยา

วิกฤตหนี้ครัวเรือน

ปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่วกลายเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการการแก้ไขโดยเร็ว โดยพบว่าในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ครัวเรือนไทยมีหนี้รวมจำนวนทั้งสิ้น 16.3 ล้านล้านบาท ขยายตัว 0.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีหนี้เสียหรือ NPLs (Non-performing Loans) รวม 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.78% ต่อสินเชื่อรวม จากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ประชาชนมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และจำนวนหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้ความสามารถในการจับจ่ายของประชาชนลดน้อยลง เกิดภาวะเงินฝืดในตลาดและส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและบิดาของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ได้มีแนวคิดในการซื้อหนี้เสียหรือ NPLs ของประชาชนออกจากระบบธนาคารเพื่อปลดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโร จากนั้นจึงให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อนโดยไม่จำเป็นต้องชำระเต็มจำนวน เพื่อให้พวกเขาได้เริ่มต้นทำมาหากินกันใหม่เหมือนคนที่ไม่มีภาระหนี้สิน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจเป็นการสร้างพฤติกรรมที่ไม่ดีให้แก่ประชาชน ประชาชนจะมีพฤติกรรมและวินัยทางการเงินที่เปลี่ยนไปเพราะรู้ว่าจะมีคนอื่นมารับผิดชอบแทน เราจะกู้เงินหรือใช้เงินโดยไม่รับผิดชอบ จะเปลี่ยนคนจากคนที่ยืนด้วยตนเองเป็นคนที่รอความช่วยเหลือตลอดเวลา แนวคิดดังกล่าวยังขาดการจัดการที่เป็นระบบ เช่นรัฐบาลจะเอางบประมาณที่ไหนที่จะมาสนับสนุนการซื้อหนี้ของประชาชนจำนวนมหาศาล

ในกรณีที่จะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในแนวคิดซื้อหนี้ของประชาชนออกจากระบบ มันจะแตกต่างกันหรือไม่อย่างไรกับการที่ธนาคารพาณิชย์แบกรับความเสี่ยงและบริหารหนี้ของประชาชนอยู่ในปัจจุบัน และเอกชนที่มาลงทุนจะกล้าแบกความเสี่ยงจากภาระหนี้เสียหากประชาชนไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวได้ตามกำหนด แนวคิดการซื้อหนี้ของประชาชนออกจากระบบธนาคารจึงอาจเป็นแค่เพียง “ความฝัน” ที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ในขณะที่ “ความไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ” น่าจะเป็นแนวทางที่ประชาชนยึดถือในการดำเนินชีวิตที่มีความสุข ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

วิกฤตความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ลดครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอหารค้าไทย เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมันของผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 57.8 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้า จากนโยบาย Trump 2.0 ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยและทั่วโลกปรับตัวลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 51.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานอยู่ที่ 55.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 66.7 โดยดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนเช่นกัน

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลเร่งสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านการประสานงานอย่างบูรณาการจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บริหารระดับกระทรวง ภาคเอกชนในแต่ละภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ เนื่องจากหลายๆ อุตสาหกรรมต้องการการแก้ไขปรับเปลี่ยนในระดับโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว โดยรัฐบาลควรเร่งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้บริโภคให้พวกเขาสามารถยืนได้ด้วยตนเองและสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างยั่งยืน ดีกว่าการแจกเงินโดยปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

วิกฤตการว่างงาน

สภาพัฒน์เปิดเผยตัวเลขการว่างงานล่าสุดที่ 3.6 แสนคนในไตรมาส 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้น 8.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาจบใหม่อายุ 20-24 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทลดการจ้างงาน และแรงงานต่างชาติแย่งโอกาสในการทำงาน ผู้ว่างงานกว่า 1.68 แสนคนไม่เคยมีงานทำมาก่อนในขณะที่ผู้มีประสบการณ์การทำงานมาแล้วก็ยังเผชิญปัญหา โดยแรงงานภาคบริการและการค้าได้รับผลกระทบหนักสุดตามด้วยภาคการผลิตและเกษตรกรรม ในขณะที่แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปีแตะ 3.35 ล้านคน นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างผลกระทบให้ตลาดแรงงานไทย

วิกฤตการณ์การว่างงานในตลาดแรงงานไทยเป็นผลสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมการผลิตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น AI หรือหุ่นยนต์ ที่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ พัฒนาการของสินค้าไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้สินค้าปัจจุบันตกรุ่นนำไปสู่อุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาลงหรืออุตสาหกรรมตะวันตกดิน (Sunset Industry) และมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ธนาคารปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้บริษัทต่างๆ ขาดสภาพคล่องจนต้องลดขนาดธุรกิจ ลดจำนวนพนักงานและปฏิเสธการรับพนักงานใหม่

ปัญหาดังกล่าวจึงต้องได้รับการแก้ไขในระดับโครงสร้างโดยประเทศไทยควรออกจากกับดักการเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตหรือ Original Equipment Manufacturer (OEM) ที่อาศัยต้นทุนต่ำ แรงงานไทยควรได้รับการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ หลีกหนีจากการเป็นแรงงานราคาถูก โดยผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรมการผลิต หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ระบบการศึกษาไทยควรพัฒนาหลักสูตรโดยเล็งเห็นถึงความต้องการและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานเป็นสำคัญ

วิกฤตอุยกูร์

การส่ง 40 ชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยชนอย่างรุนแรงแก่ประเทศไทย อันอาจนำมาซึ่งปัญหาการก่อการร้ายในประเทศไทยได้ ดูจากการที่หลายๆ ประเทศ ได้ประกาศเตือนประชาชนของตนเองไม่ให้มาท่องเที่ยวหรือให้ระมัดระวังอันตรายจากการก่อการร้ายในการเดินทางมายังประเทศไทย นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังได้ตอบโต้ไทยโดยกายจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งอุยกูร์ 40 คน กลับจีนโดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเนื่องจากชาวอุยกูร์เหล่านั้นต้องเผชิญกับการทรมานและการบังคับให้สูญหายจากการที่จีนกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกับชาวอุยกูร์มาเป็นเวลานาน วิกฤตการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องและผู้ประกอบการต่างๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

วิกฤตการค้าโลก

ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประเทศจีน นอกจากนี้ อเมริกายังมีแนวโน้มที่จะขึ้นกำแพงภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทย เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่ได้เปรียบดุลการค้าอเมริกา มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกที่จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หรืออาจต้องเสาะหาตลาดใหม่ๆ เป็นการทดแทน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญกับสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนที่จะต้องบุกเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยภาคเอกชนนำโดยหอการค้าไทย ได้เสนอแนะให้รัฐบาลจัดตั้งทีมพิเศษ ประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาลที่มีอำนาจสั่งการในระดับกระทรวง และตัวแทนภาคเอกชน ในการศึกษามาตรการเพื่อรองรับกับปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดนี้เป็นสภาวะวิกฤตที่ประเทศไทยกำลังประสบและเป็นปัญหาที่ต้องการได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาในระดับรากเหง้านี้ควรได้รับการบูรณาการจากผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจเอกชนและภาคนักวิชาการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนในการนำพาประเทศไปสู่จุดหมายที่วางไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ภาคธุรกิจและภาคประชาชน

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...