โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB ชี้ อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปปีนี้หดตัว

AEC10NEWs

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2568 เวลา 03.25 น. • AEC10NEWS

SCB EIC คาดว่ารายได้อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปในปี 2025 มีแนวโน้มหดตัว โดยมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง และปริมาณผลผลิตยางพาราโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัว กดดันให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง

มูลค่าการส่งออกยางพาราไทยในปี 2025 มีแนวโน้มหดตัว 8.8%YOY มาอยู่ที่ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาส่งออกยางพาราโดยเฉลี่ยจะลดลง 6.7%YOY เนื่องจากภาวะขาดดุลในตลาดยางพาราโลกมีแนวโน้มคลี่คลาย จากความต้องการใช้ยางพาราโลกที่จะเติบโตชะลอลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และปริมาณผลผลิตยางพาราโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดี จากปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายและโรคระบาดในพืชที่ลดลง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2025 จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ราคายางพาราปรับตัวลดลงตามไปด้วย ในขณะที่ปริมาณการส่งออกยางพาราในปี 2025 จะลดลง 2.2%YOY เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ซึ่งปริมาณการส่งออกที่ลดลงจะมีส่วนกดดันให้กำไรโดยรวมของอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปในปี2025 ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดียังต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วและการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ที่จะกระทบต่อราคาและปริมาณการส่งออกยางพารา

อนึ่งอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปมีผู้เล่นสี่รายครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่โดยผู้เล่นจะแข่งขันกันในด้านการกระจายแหล่งรายได้/ตลาด/วัตถุดิบการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและการมุ่งสู่ความยั่งยืนอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมที่มีการประหยัดต่อขนาด ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดส่งออกราว 80% กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 4 ราย โดยกลุ่มบริษัทที่สามารถจัดการความเสี่ยงด้านตลาดแหล่งวัตถุดิบและราคาได้ดีมีต้นทุนการผลิตต่ำและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีการดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาลจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Industry overview

อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปมีผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลายและพึ่งพารายได้จากตลาดโลกในระดับสูงโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางพาราแปรรูปอันดับ1 ของโลกอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้จะรับซื้อผลผลิตยางพาราขั้นต้นจากเกษตรกรต้นน้ำ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราขั้นกลาง เช่น ซื้อยางก้อนถ้วยเพื่อมาแปรรูปเป็นยางแท่ง เป็นต้น (รูปที่ 1) ซึ่ง 77.6% ของผลิตภัณฑ์ที่ได้จะใช้เพื่อการส่งออกโดยในปี 2023 ไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราขั้นกลางอันดับ1 ของโลกมีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่ที่28.6% ทั้งนี้ในปี 2023 มูลค่าการส่งออกยางพาราอยู่ที่ 3,649 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 1.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยตลาดส่งออกหลัก คือ จีน มาเลเซีย และสหรัฐฯซึ่งผลิตภัณฑ์ส่งออกโดยส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์สะท้อนได้จากปริมาณการส่งออกยางแท่งและยางแผ่นรมควันซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อคิดเป็นสัดส่วนต่อปริมาณการส่งออกทั้งหมดราว 57.9% และ 13.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำยางข้นเพื่อไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง ถุงยางอนามัย และอื่น ๆ คิดเป็น 28.4% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด

ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปต้องเผชิญในระยะ1-3 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกยางพาราของไทยในปี 2023 หดตัวสูงถึง 29.3%YOY เนื่องจากปริมาณผลผลิตยางพาราไทยลดลง จากปัญหาภัยแล้งและโรคระบาดในพืช และความต้องการบริโภคในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ของประเทศคู่ค้าปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการลดระดับการสต็อกสินค้าลง อย่างไรก็ดี ในปี 2024 ความต้องการบริโภคของประเทศคู่ค้ากลับมาฟื้นตัว ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนอุปทานโลก ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2024 ราคาส่งออกยางพาราของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30.1%YOY ในขณะที่ปริมาณการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.3%YOY ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงถึง 38.4%YOY ซึ่งราคาและปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลดีต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบธุรกิจยางพาราแปรรูปในตลาดหลักทรัพย์ (ตารางที่ 1) โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ รายได้และกำไรโดยรวมของผู้ประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง22.9%YOY และ 146.9%YOY ตามลำดับ

มูลค่าการส่งออกยางพาราในปี 2025 มีแนวโน้มหดตัว 8.8%YOY

Industry outlook and trend

SCB EIC คาดว่ารายได้อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปในปี2025 มีแนวโน้มหดตัวโดยมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงและปริมาณผลผลิตยางพาราโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวกดดันให้ราคาปรับตัวลดลงมูลค่าการส่งออกยางพาราในปี2025 มีแนวโน้มหดตัว8.8%YOY มาอยู่ที่ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสอดคล้องกับราคาและปริมาณการส่งออกที่ปรับตัวลดลง โดยราคาส่งออกยางพาราโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง6.7%YOY มาอยู่ที่1,608ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (รูปที่ 2) เนื่องจากภาวะขาดดุล หรือภาวะที่ผลผลิตน้อยกว่าความต้องการใช้ในตลาดยางพาราโลกมีแนวโน้มคลี่คลายลง จาก 1) ความต้องการยางพาราโลกมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดยางล้อรถยนต์ที่สำคัญของโลก โดย SCB EIC คาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวเพียง 1.9%YOY ในปี 2025จากที่ขยายตัว 2.7%YOY ในปี 2024 และ 2) ปริมาณผลผลิตยางพาราโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดี จากปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายและโรคระบาดในพืชที่ลดลงโดยเฉพาะในไทย (รูปที่ 3) นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2025ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันให้ราคาส่งออกยางพาราปรับตัวลดลง ทั้งนี้ปริมาณการส่งออกยางพาราในปี2025 มีแนวโน้มลดลง2.2%YOY มาอยู่ที่2.8 ล้านตันเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ มีแนวโน้มเติบโตต่ำ ซึ่งปริมาณการส่งออกที่ลดลงจะมีส่วนทำให้กำไรโดยรวมของอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปลดลงตามไปด้วยเนื่องจากผู้ประกอบการมีกลยุทธ์การตั้งราคาแบบบวกจากต้นทุน (Cost Plus Pricing) ซึ่งจะทำให้กำไรโดยรวม (กำไรต่อหน่วยคูณปริมาณการขาย) ปรับตัวในทิศทางเดียวกับปริมาณการส่งออก

รูปที่2 : ราคาส่งออกยางพาราโดยเฉลี่ยในปี2025 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ราว1,608 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากภาวะขาดดุลในตลาดยางพาราโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้นและราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ การยางแห่งประเทศไทย, IRSG และสมาคมผู้ค้ายางพาราไทย

รูปที่3 : ปริมาณผลผลิตยางพาราของไทยในปี2025 มีแนวโน้มฟื้นตัวมาอยู่ที่ราว4.8 ล้านตันจากปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าจะคลี่คลายและการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ที่ลดลง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ IRSG

อนึ่ง อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปยังต้องเผชิญความเสี่ยง จากภาวะเศรษฐกิจโลก สภาวะภูมิอากาศสุดขั้วและการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ โดยภาวะเศรษฐกิจโลก จะส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคยางพาราโลก ซึ่งหากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Downside risk) ก็จะส่งผลให้ความต้องการบริโภคยางพาราโลกเติบโตต่ำกว่าที่คาด และส่งผลให้ราคาและปริมาณส่งออกยางพาราของไทยลดลงมากกว่าที่คาด ในทางตรงกันข้าม หากเศรษฐกิจโลกเติบโตดีกว่าคาด (Upside risk) ก็จะส่งผลให้ราคาและปริมาณส่งออกยางพาราของไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าคาดหรืออาจปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยางพาราทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยหากปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโรคในพืชไม่คลี่คลายอย่างที่คาด หรือมีปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้น ปริมาณผลผลิตยางพาราโลกก็จะไม่ฟื้นตัวดีอย่างที่คาด ผลักดันให้ราคาส่งออกยางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้

ในระยะต่อไปอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความยั่งยืนโดยเมกะเทรนด์ความยั่งยืน (Sustainability) จะทำให้ผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลมากขึ้นในอนาคต ซึ่งกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2025 เป็นตัวอย่างความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นจากกระแสความยั่งยืน โดย EUDR กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้ายางพาราหรือสินค้าที่ผลิตจากยางพาราไปยังตลาด EU จะต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าจะต้องมาจากพื้นที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยคว้าส่วนแบ่งตลาดยางพาราใน EU หรือในประเทศที่ส่งสินค้าที่ผลิตจากยางพาราไป EU ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีความพร้อมในการดำเนินการตามระเบียบ EUDR มากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

Competitive landscape

อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปมีผู้เล่นสี่รายครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่โดยผู้เล่นจะแข่งขันกันในด้านการกระจายแหล่งรายได้/ตลาด/วัตถุดิบการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและการมุ่งสู่ความยั่งยืน

อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมที่มีการประหยัดต่อขนาด(Economy of scale) ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายโดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นในอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปเน้นการแข่งขันในด้านการขยายกำลังการผลิต เพื่อใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด ตัวอย่างเช่น กลุ่มศรีตรังมีการเพิ่มกำลังการผลิตที่เหมาะสม (Optimum capacity) จาก 1.3 ล้านตันในปี 2013 มาอยู่ที่ 2.8 ล้านตันในปี 2023 โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวลดลง ซึ่งต้นทุนที่ต่ำลงส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (ซึ่งไม่ใช่ผู้ผลิตยางธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ) ไม่สามารถแข่งขันได้และต้องออกไปจากตลาดในที่สุด และทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดย SCB EIC พบว่า ในปี 2023 กลุ่มผู้ผลิตยางพาราแปรรูปรายใหญ่ 4 อันดับแรกครองส่วนแบ่งตลาดส่งออกยางพารารวมกันสูงถึง 80.0% โดยกลุ่มศรีตรัง (STA) มีส่วนแบ่งตลาดมากเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยไทยฮั้ว เซาท์แลนด์ และวงศ์บัณฑิต ในขณะที่นอร์ทอีส (NER) ไทยอีสเทิร์น (TEGH) และไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์(TRUBB) มีส่วนแบ่งตลาดมากเป็นอันดับ 10 11 และ 17 ตามลำดับ

ผู้ประกอบการจะเน้นแข่งขันในด้านการกระจายรายได้/ตลาด/แหล่งวัตถุดิบการบริหารความเสี่ยงด้านราคาและการมุ่งสู่ความยั่งยืนความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางพาราของคู่ค้า ราคา และปริมาณวัตถุดิบยางพารามีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงขึ้น ซึ่งลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงที่ปริมาณการสั่งซื้อจะลดลงกะทันหัน ไม่สามารถจัดหาสินค้ามาส่งมอบให้กับลูกค้าตามที่สัญญาและมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาดทุน จากความผันผวนของราคา ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะซื้อแพง แต่ต้องขายถูกตามราคาในสัญญาที่ตกลงกันล่วงหน้าหรือก่อนส่งมอบ ดังนั้น ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สูงขึ้นดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงควรปรับตัวโดยแข่งขันกันกระจายการส่งออกไปยังตลาดส่งออกที่หลากหลายและกระจายการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งหรือรายได้จากสินค้าใดสินค้าหนึ่งมากเกินไป พร้อมกันนั้น ผู้ประกอบการก็มีการแข่งขันกันพัฒนาขีดความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบ ผ่านการซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไปและเน้นพัฒนาความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้านราคา ผ่านการบริหารจัดการสต็อกและการใช้สัญญาซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายล่วงหน้า นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังมีการแข่งขันในด้านการมุ่งสู่ความยั่งยืน เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการใช้น้ำ การปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบด้านความยั่งยืน เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มผู้ผลิตที่สามารถจัดการความเสี่ยงด้านตลาดแหล่งวัตถุดิบและราคาได้ดีมีต้นทุนการผลิตต่ำและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีการดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาลจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ในระดับประเทศอินโดนีเซียและโกตดิวัวร์คือคู่แข่งที่สำคัญของไทยโดยในปี 2023 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดยางพาราโลกมากสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 28.7% ตามมาด้วยอินโดนีเซียและโกตดิวัวร์ที่มีส่วนแบ่งตลาด 19.7% และ 16.3% ตามลำดับ ในขณะที่จีนสหรัฐฯและมาเลเซียเป็นตลาดนำเข้ายางพาราที่สำคัญของโลก มีสัดส่วนการนำเข้ารวมกันสูงถึง 44.4% ของมูลค่าการนำเข้ายางพาราทั้งหมดของโลก (รูปที่ 4)

รูปที่4 : ส่วนแบ่งตลาดผู้ส่งออกและนำเข้ายางพารา5 อันดับแรกของโลกปี2023

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Trademap

ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไทยพาณิชย์ เผย ธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตได้ดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...