โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องอาการเศรษฐกิจไทย เป็นจุดอ่อนแค่ไหน? ในศึกซักฟอก 'นายกฯแพทองธาร'

Amarin TV

เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 11.30 น.
ส่องอาการเศรษฐกิจไทย เป็นจุดอ่อนแค่ไหน? ในศึกซักฟอก 'นายกฯแพทองธาร' ข้อมูลของสวนดุสิตพบ ประชาชนอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับศึกซักฟอกรัฐบาลหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มี.ค.โดยใช้เวลารวมทั้งสิ้น 37 ชม. ก่อนลงมติในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ซึ่งการผ่านญัตติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ต้องอาศัยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 247 เสียง จาก สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน

ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐบาล นอกจากประเด็นร้อนทางการเมืองแล้วแน่นอนว่าเรื่องนโยบายการบริหารเศรษฐกิจไทยของรัฐบาล ก็กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก ท่ามกลางข้อมูลทางเศรษฐกิจในปี 2568 ของหลายสำนักที่ชี้ชัดว่าอัตราการเติบโตหรือจีดีพีของประเทศไทยเกือบจะรั้งท้ายในอาเซียน

ขณะที่ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,141 คน เกี่ยวกับคนไทยกับภาวะเศรษฐกิจ ณ วันนี้ ผลสำรวจพบว่า

  • 46.01% คาดการณ์ ปี 68 เศรษฐกิจน่าจะทรงตัวเหมือนเดิม

  • 51.01% สภาพเศรษฐกิจทำให้ใช้จ่ายเดือนชนเดือน ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

  • 82.94% ค่าครองชีพสูง ไม่กล้าใช้สอย กำลังซื้อในประเทศไม่ขยายตัว

  • 69.50% รัฐบาลยังไม่มีมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา

  • 76.58% นายกและรัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจด่วน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ประธานหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พูดถึงการสำรวจครั้งนี้ว่า

“ประชาชนมองว่ามาตรการของรัฐบาลมีประสิทธิภาพควรเร่งปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจและคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีและฝ่ายรัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำในการแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ถูกคาดหวังให้ช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน
นอกจากนี้การที่ประชาชนคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะคงที่หรือแย่ลงแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงิน 10,000 บาทออกมาก็ตาม รัฐบาลควรปรับมาตรการเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลผลกระทบจากค่าครองชีพและช่วยลดภาระหนี้สินของประชาชน กระตุ้นการลงทุน โดยการลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นคงในระบบการเงิน ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเพิ่มความโปร่งใสและมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจอย่างจริงจังและจริงใจ”

Spotlight เลยอยากนำสถานการณ์เศรษฐกิจจากมุมมองของ 2 สำนักวิจัยนั่นก็คือ KKP Research และและศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มีข้อมูลเศรษฐกิจสอคล้องในทางเดียวกันว่าปีนี้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอาจไม่ดีอย่างที่หวังโดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย เพื่อให้รัฐบาลได้เตรียมรับมือและเลือกใช้นโยบายในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศได้แม่นยำมากขึ้น

KKP ปรับลด GDP ไทยปี 68 เหลือโตแค่ 2.3%

KKP Research ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 ลงเหลือ 2.3% จากเดิม 2.6% ปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ชะลอตัวคือ

1.การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ช้ากว่าคาด และ ผลกระทบจากนโยบายแจกเงินของรัฐบาลที่กระตุ้นการบริโภคได้น้อยกว่าที่คาด

2.เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจาก นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยถูกขึ้นภาษีระหว่าง 10%-20% ซึ่งกระทบการส่งออกของไทย

สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และผลต่อเศรษฐกิจพบว่า

มาตรการแจกเงิน (Digital Wallet) - รัฐบาลใช้มาตรการแจกเงิน 177,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลที่ได้ต่ำกว่าคาด เพราะส่งผลต่อการบริโภคเพียงเล็กน้อยประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย โดยมีผลกระตุ้นการบริโภคในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคระยะสั้น เช่น อาหารและเครื่องดื่ม แต่อย่างไรก็ตาม การบริโภคในภาคสินค้าคงทน เช่น ยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ ยังคงหดตัว เนื่องจากภาระหนี้สินของประชาชนยังสูง ขณะเดียวกันต้องจับตาการเตรียมแจกเงินเพิ่มเติมอีก 27,000 ล้านบาท สำหรับคนอายุ 16-20 ปี ในไตรมาส 2 ปี2568นี้

ขณะที่การท่องเที่ยวไทยปีนี้ - คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 37.2 ล้านคน ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 38.1 ล้านคน เพราะการท่องเที่ยวจากจีนฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะ กลุ่มกรุ๊ปทัวร์จีน ที่อาจไม่กลับมาสู่ระดับก่อนโควิดอีกต่อไป จากข้อมูลพบว่า นักท่องเที่ยวจีนหันไปเที่ยว ญี่ปุ่นและมาเลเซีย มากขึ้นทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น

ผลกระทบต่อ GDP ไทยจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ส่วนภายใต้สถานการณ์ที่สหรัฐฯอาจปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย ส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยตามระดับความรุนแรงของภาษี (%) และมูลค่าเพิ่มสะสมในประเทศของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ (% Value Added of Exports) เช่น หากสหรัฐฯ ปรับภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 10% และสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มสะสมในประเทศ 40% GDP ไทยอาจหดตัวประมาณ -0.27% ส่วนในกรณีที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีเป็น 30% และสินค้ามีมูลค่าเพิ่มสะสมที่ 50% GDP ไทยอาจหดตัวสูงสุดที่ -1.00% เป็นต้น

KKP Research คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2025 ลงมาอยู่ที่ 1.5% และอาจลดลงอีกในปี 2026 เหลือ 1.25% เป้าหมายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ
ทั้งนี้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่โตช้าโดยตั้งแต่ปี 2020 หลังวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์มาตลอด แม้ว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยปี 2024 GDP ไทยเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์เดิมที่ 2.7%-2.9% การเข้าสู่สังคมสูงวัยและโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจทำให้อัตราการเติบโตของไทยต่ำลงเรื่อย ๆ และอาจต่ำกว่า 2.0% ภายในปี 2035

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมอง GDP ไทยเสี่ยงโตต่ำกว่าคาด

ด้านมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย แม้จะคงคาดการณ์จีดีพีปี 2568 โตที่ 2.4% แต่ก็ประมินจากปัจจัยลบของสงครามการค้า ที่อาจจะทำให้จีดีพีไทยปี 2568 มีโอกาสเติบโตต่ำกว่าคาดแต่จะยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2.0% นอกจากนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2568 แทบจะไม่เติบโตเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) จากผลกระทบสงครามการค้า ปัจจัยฐานที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และแรงส่งทางเศรษฐกิจลดลง

ความเสี่ยงจากสงครามการค้า

สหรัฐฯ อาจใช้ Mar-a-Lago Accord ซึ่งเป็นแนวทางคล้าย Plaza Accord เพื่อลดค่าเงินดอลลาร์ฯ ส่งผลให้ไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่นโยบาย Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่อาจขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 10%-25% ซึ่งอาจทำให้ GDP หดตัว 0.3%-0.6%

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์, เหล็ก และอะลูมิเนียม อาจถูกกระทบทางอ้อมจากการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่การแข่งขันในตลาดรถยนต์โลกที่เพิ่มขึ้นและราคาที่ลดลง จะกระทบการส่งออกของไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดส่งออกรถยนต์ถึง 67% ของยอดการผลิตทั้งหมด ส่วนคอุตสาหกรรมการผลิตไทยในภาพรวมอาจหดตัว 1% ในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ทักษะต่ำจะเผชิญความเสี่ยงด้านรายได้

ความเสี่ยงจากภาคการท่องเที่ยว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวหลัก อย่างจีนและมาเลเซีย ลดลง ทำให้ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวได้น้อยกว่าปีก่อน และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไป โดยหันไปเที่ยวญี่ปุ่นและมาเลเซียมากขึ้น แม้ไทยจะพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันสูงและการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวอาจไม่สามารถกลับสู่ระดับก่อนโควิดได้เร็ว

ดังนั้นแม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง แต่ต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนอาจไม่ได้ลดลงมาก เพราะนักลงทุนยังระมัดระวัง สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโตต่ำเพียง 0.6% โดยสินเชื่อ SME และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังหดตัว สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจและอำนาจซื้อที่ไม่แน่นอน ขณะที่มองว่ามาตรการ LTV ที่เพิ่งผ่อนคลายจะทำให้ประมาณการสินเชื่อบ้านปีนี้โตเพิ่มขึ้นได้อีก 0.1-0.2% จากประมาณการเดิมที่ 0.5%

และนี่คือการชี้จุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เชื่อว่า คนไทยทั้งประเทศกำลังรอการฟื้นของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย , KKP Research , สวนดุสิตโพล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...