คนไทยกำลังซื้อทรุด “กินแค่อยู่รอด” ทำธุรกิจร้านอาหารยอดขายดิ่ง 30-50%
เศรษฐกิจทุบกำลังซื้อคนไทยต่ำ เกิดภาพ “กินแค่อยู่รอด-พอยังชีพ” หั่นค่าอาหาร ทำธุรกิจร้านอาหารยอดขายดิ่ง 30-50% ซ้ำหลายอุตฯ ยอดร่วง ทำเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจหาย 5 แสนล้านบาท สตรีทฟู้ด-SME สายป่านสั้นลำบาก
ประเทศไทยยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2567 ขยายตัว 2.3% (จากไตรมาส 1 อยู่ที่ 1.6%) เติบโตต่ำสุดในอาเซียน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อผู้บริโภค และ “ตลาดร้านอาหาร”
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผย “การเงินธนาคาร” ว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารในไทยมีมูลค่า 6.69 แสนล้านบาท จากร้านอาหารทั้งสตรีทฟู้ดและ SME (ห้องแถวขนาดไม่เกิน 50 ตร.ม.) 4-5 แสนราย แต่ถ้านับกลุ่มออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านจะมีผู้ประกอบการรวม 1 ล้านราย
“การเพิ่มขึ้นของซัพพลายร้านอาหารมาจากช่วงหลังโควิดคนออกจากธุรกิจโรงแรม การบริการ มาสู่อาชีพอิสระมากขึ้น สวนทางกับดีมานด์ที่หายไปจากตลาด จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ลดลง”
ปัจจัยหลักด้านเศรษฐกิจมาจากหลายด้าน อาทิ โรงงานปิดจากการย้ายฐานผลิต ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ส่งผลให้ตัวเลขที่เคยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนในตลาดราว ๆ 5 แสนล้านบาทหายไป
ขณะที่บริษัทฯ หรือโรงงานที่ยังเปิดทำการอยู่ ก็ต้องลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างโอทีพนักงาน ซึ่งหลัก ๆ รายได้ของคนกลุ่มนี้มีเพียง 12,000-15,000 บาท/เดือน และที่พอลืมตาอ้าปากได้ก็มาจากค่าโอทีเป็นหลัก เมื่อส่วนนี้หายไปเงินในกระเป๋าคนจึงน้อยลงมาก
โดยตั้งแต่ พ.ค. เป็นต้นมา เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นร้านอาหาร ทั้งการเข้าสู่ฤดูฝน และเด็กเปิดเทอม และภาพยังดรอปลง จนกว่าจะถึงช่วง พ.ย. น่าจะกลับมาดี
“ด้านยอดขายลดลงเฉลี่ย 30-50% บางร้านหายไปถึง 50-60% จากยอดขาย 4 ล้านบาท 8 ล้านบาท หายไป 3 เดือนก็เป็น 10 ล้านบาท ถ้าสายป่านยาวพอก็ดึงเงินในระบบมาใช้ได้ แต่ที่น่าห่วงคือกลุ่มรากหญ้า ถ้ายอดขายลดลงจะไม่มีทุนค่าวัตถุดิบที่จะไปต่อในวันพรุ่งนี้”
ทั้งนี้ ด้วยการแข่งขันร้านอาหารเป็นเรดโอเชี่ยนก็มีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ หากทำการตลาดไม่ได้ขายไม่เป็น ก็จะหายไปจากแพลตฟอร์ม เพราะคนมีตัวเลือกเยอะ ราคาถูกกว่า 5-10 บาท ก็เอาแล้ว สะท้อนว่าปีนี้เข้าสู่ “ยุคแห่งความลำบาก” ซึ่งค่ากินตัดง่ายสุด กลายเป็นการกินเพื่อพอยังชีพมากกว่า
ในทางกลับกันบางร้านก็ยังขายดี แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเป็นนักจัดการ เพื่อรองรับค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน และรอให้ถึงช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4
อย่างไรก็ดี กลุ่มร้านอาหารกำลังรอเครื่องจักรการท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยประมาณ 19 ล้านคน ทว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเที่ยวเองไม่ใช้ทัวร์ (FIT) ซึ่งเขามีลิสต์ร้านอาหารที่จะไปรับประทานในใจอยู่แล้ว
และหลัก ๆ นักท่องเที่ยวจะกระจายตัวเฉพาะเมืองใหญ่ เมืองรองไม่ค่อยได้ จึงเกิดภาพข่าวการเซ้งร้านอาหารมากขึ้น หรือบางร้านออกมาพูดการขายไม่ดีในรอบ 40 ปี สิ่งที่จะทำได้คือ ททท. อาจต้องกระจายนักท่องเที่ยวไทยไปสู่เมืองรอง 55 จังหวัดมากขึ้น
“ยุคนี้มีสิ่งที่แตกต่างจากช่วงโควิด คือ โควิดมีการปิดและหยุดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง อาทิ ลด/งดเว้นค่าเช่า การพักหนี้/ดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงิน แต่ปี 2567 ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ ไม่มีการพักต้นทุนเฉกเช่นช่วงโควิด”
เมื่อถามถึงนโยบายภาครัฐบาล ที่จะช่วยกระตุ้นภาคร้านอาหาร อยากให้นำโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระจายเงินลงสู่ฐานราก หรือโครงการ “ร้านอาหารธงฟ้า” หรืออย่างโครงการ “ข้าวแกงกำลังใจ” เป็นอาหารราคาเดียว ให้แรงงานได้อาหารราคาถูก แต่ต้องประกอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบเพื่อให้ได้วัถุดิบราคาย่อมเยาพอที่จะทำได้