โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 ต.ค. 2567 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2567 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 (จบ)

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จากหลักฐานแบบร่างที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นที่พอพระทัยทั้งหมดแล้วหรือยัง เพราะยังมิใช่แบบที่สรุปสุดท้าย แต่ก็ชัดเจนว่าโดยภาพรวมน่าจะเป็นไปตามแนวคิดของพระองค์ (ขาดตกบกพร่องไปก็เพียงการลงรายละเอียดลวดลายที่ดูจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก) ซึ่งจากแบบร่างที่ปรากฏเห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างมากกับสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร

สัญลักษณ์รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ถูกกำหนดให้ใส่ไว้ในตู้ขาสิงห์ครอบกระจกตั้งอยู่บนโต๊ะขาสิงห์สูงโปร่งอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการออกแบบมีลักษณะคล้ายจะสื่อสารว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสำคัญในรูปแบบเดียวกันกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในสังคมไทย

จากลักษณะที่ปรากฏ หากได้สร้างจริง น่าจะถูกนำไปตั้งหรือเก็บรักษาไว้ภายในอาคารในรูปแบบเช่นเดียวกับหอพระไตรปิฎก เพราะลักษณะการออกแบบไม่เอื้อให้นำไปตั้งแสดงในที่สาธารณะ

และน่าเชื่อว่า ไม่น่าจะมีแนวคิดในการผลิตซ้ำปริมาณมากเพื่อแจกจ่ายไปตามจังหวัดต่างๆ แต่น่าจะเป็นการทำเพียงชุดเดียวโดยเก็บรักษาเอาไว้ในสถานที่พิเศษ

ในกรณีนี้อาจนำไปตั้งไว้ในอาคารที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่น ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญและรัฐสภาในเวลาต่อมาอีกด้วย

หรือหากมีแนวคิดในการผลิตมากกว่าหนึ่งชิ้น ก็คงผลิตในปริมาณไม่มากนักและถูกนำไปเก็บรักษาไว้เฉพาะในอาคารที่สำคัญ อาจจะเป็นทำเนียบรัฐบาล และศาลสถิตยุติธรรม เป็นต้น ในลักษณะของการเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะ “ขลัง” ตามแนวคิดของพระองค์

มองเฉพาะในแง่การออกแบบ ตู้ของพระองค์มิได้มีคุณลักษณะในเชิงความเป็นสัญลักษณ์ที่จะนำไปผลิตซ้ำในวงกว้างสู่มวลชน แต่มีลักษณะเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่ต้องตั้งอยู่ภายในอาคารที่มีความพิเศษและศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

ในขณะที่ “สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ” ของคณะราษฎรมีลักษณะที่เอื้อต่อการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แบบมวลชนมากกว่า ทั้งง่ายต่อการนำมาประยุกต์ใช้ และง่ายต่อการดัดแปลงเข้ากับสื่อในรูปแบบต่างๆ

แม้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรจะถูกอธิบายว่าถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้มีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพบูชาเช่นกัน โดยเฉพาะการกำหนดให้สัญลักษณ์เป็นรูปพานรัฐธรรมนูญวางอยู่บาน “พานแว่นฟ้า” ซึ่งในความหมายของไทย พานแว่นฟ้าคือภาชนะที่ใช้รองรับสิ่งของซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎ พระบรมสารีริกธาตุ และผ้าพระกฐิน ตลอดจนเอกสารหลายชิ้นและพิธีกรรมหลายอย่างที่สะท้อนความพยายามที่จะทำให้พานรัฐธรรมนูญกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏขึ้นจริง สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรกลับมิได้ถูกยกให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในแบบวัตถุทางศาสนาที่ต้องกราบไหว้มากมายขนาดนั้น

ตัวของมันเองถูกปรับแปลงและใช้สอยในรูปแบบที่หลากหลายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีความเป็นมวลชน

และหลายครั้งถูกนำไปสวมลงกับวัตถุสิ่งของสามัญในชีวิตประจำวันที่มิได้ชี้ชวนให้เราต้องกราบไหว้อะไรเลย เช่น ที่เขี่ยบุหรี่ กล่องไม้ขีดไฟ โอ่งน้ำ และขวดน้ำหวาน

(อ่านเพิ่มในหนังสือ ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์)

ความแตกต่างอีกประการ คือ รัฐธรรมนูญในตู้ของรัชกาลที่ 7 มิได้ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า แต่รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า

แม้นักวิชาการหลายท่านอธิบายว่า การนำรัฐธรรมนูญวางบนพานแว่นฟ้าคือการเน้นย้ำมิติศักดิ์สิทธิ์ แต่ผมกลับคล้อยตามข้อเสนอของนิธิ เอียวศรีวงศ์ มากกว่าที่วิเคราะห์ว่า ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เราเห็นถึงนัยยะว่าด้วยที่มาหรือแหล่งกำเนิดรัฐธรรมนูญ (ดูประเด็นนี้ในหนังสือ ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์)

นิธิอธิบายว่า ตามธรรมเนียมไทย เมื่อใดก็ตามที่คนธรรมดาจะถวายของให้กษัตริย์เราจำเป็นต้องใส่ของที่จะถวายลงบนพานแว่นฟ้าเสียก่อน จากนั้นจึงยกขึ้นถวาย

พานแว่นฟ้าจึงมีสถานะเหมือนวัตถุตัวกลางที่คนธรรมดาจะส่งผ่านสิ่งนั้นสู่กษัตริย์

ในทางกลับกัน หากกษัตริย์ประสงค์พระราชทานสิ่งใดให้แก่คนทั่วไป สามารถพระราชทานโดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านวัตถุตัวกลางใดๆ ทั้งสิ้น ตัวอย่างคือ การพระราชทานปริญญาบัตร

ด้วยนัยยะนี้ รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า จึงสื่อความหมายถึงรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากข้างล่างส่งขึ้นไปข้างบน โดยคณะราษฎรในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวสยามนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือกล่าวให้ชัดคือ รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากประชาชนมิใช่ของพระราชทาน

ในขณะที่รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า ซึ่งแสดงในแบบร่างใส่ตู้รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จะสื่อความหมายโดยอ้อมว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งของพระราชทานจากกษัตริย์ลงมาให้แก่ปวงชนชาวสยาม

แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พานแว่นฟ้ามีความหมายที่มากกว่านั้น โดยอาจจะหมายถึงการที่เราต้องการยกย่องสิ่งของใดว่าสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจทำได้โดยวางของสิ่งนั้นลงบนพานแว่นฟ้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องเลยกับการพระราชทานหรือไม่พระราชทาน

แต่หากเราย้อนกลับไปมองเหตุการณ์วันที่ 10 ธันวาคม 2475 อีกครั้ง เราจะเห็นชัดว่า พานแว่นฟ้าที่ถูกใช้ในวันนั้นเป็นการใช้ในความหมายของวัตถุตัวกลางในการส่งผ่านสิ่งของ (รัฐธรรมนูญ) จากข้างล่าง (ประชาชน ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร) ขึ้นไปสู่ข้างบน (กษัตริย์) เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เมื่อเสร็จพิธี รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้าได้ถูกนำมาตั้งในกระโจมบริเวณสนามหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มองเห็น มีการถ่ายภาพและตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ จนทำให้วัตถุชิ้นนี้เปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์

และไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ตัวมันก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารความหมายของระบอบประชาธิปไตยแทบจะในทันที

สิ่งที่น่าคิดคือ ณ ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากำลังเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยหลัง 10 ธันวาคม 2475 รัชกาลที่ 7 ก็มีพระราชดำริจัดทำตู้ใส่รัฐธรรมนูญขึ้นพร้อมกันแทบจะในทันที ราว 1 เดือนครึ่งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2475 ตามรายละเอียดที่กล่าวไป

ในทัศนะผม การเกิดขึ้นของตู้ใส่รัฐธรรมนูญคือการสะท้อนนัยยะความพยายามแย่งชิงสัญลักษณ์และความหมายกำเนิดรัฐธรรมนูญว่ามาจากแหล่งอำนาจใด เป็นการแข่งขันกันระหว่างสัญลักษณ์ “รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า” ของคณะราษฎร ที่สะท้อนความหมายว่า ประชาชนเป็นผู้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ (จากล่างขึ้นบน) กับ “รัฐธรรมนูญในตู้ขาสิงห์” ของรัชกาลที่ 7 ซึ่งสะท้อนความหมายว่า รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการพระราชทาน (จากบนลงล่าง)

อย่างไรก็ตาม เมื่อราชบัณฑิตยสภารับทราบพระราชดำริในการจัดสร้างตู้ใส่รัฐธรรม ได้ทำจดหมายตอบกลับมีเนื้อความน่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“…ตามจดหมายที่ 234/2124 ลงวันที่ 23 มกราคมศกนี้ ว่าขอให้ออกแบบตู้สำหรับรัฐธรรมนูญฯ นั้น เวลานี้ช่างแผนกศิลปากรกำลังระดมช่วยกระทรวงเกษตรพาณิชยการ จัดเครื่องพิพิธภัณฑ์ซึ่งรัฐบาลจะส่งไปแสดงที่กรุงเรไยนา ประเทศแคนาดา ในเวลาอันมีน้อย ถ้าสั่งให้วางมือก็จะเสียราชการทางโน้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการออกแบบตู้สำหรับใส่รัฐธรรมนูญนี้พอจะรอได้ จึงแจ้งให้ทราบไว้พลาง…”

จนเวลาล่วงเลยมาราว 1 เดือน แบบก็ยังไม่เสร็จ จนมีการทำจดหมายทวงถามกันอีกครั้ง ซึ่งกว่าแบบร่างจะถูกเขียนขึ้นเวลาก็ล่วงมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2475 และสุดท้ายแบบดังกล่าวก็ไม่เป็นที่พอใจและถูกส่งกลับมาให้ปรับแก้อีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มีการปรับแก้และส่งกลับไปให้พิจารณาอีกแต่อย่างใด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเอกสารต่อจากนี้สูญหาย หรือไม่มีการแก้แบบตามที่ร้องขอ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ความล่าช้านี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ไม่น่าจะได้รับการตอบรับเท่าที่ควร อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองไม่สู้ดีนัก กำลังจะเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชซึ่งถือว่าเป็นจุดแตกหักสำคัญระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า

ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาล ณ ขณะนั้นก็กำลังสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย โดยหลังจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชไม่นาน รัฐบาลได้เริ่มโครงการจัดทำพานรัฐธรรมนูญจำลองส่งไปให้แก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ผลิตสิ่งพิมพ์รูปพานรัฐธรรมนูญและหลักหกประการ ตลอดจนวัตถุที่บรรจุพานรัฐธรรมนูญเอาไว้อีกมากมายหลายประเภท ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย

เอกสารโครงการจัดทำตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จึงเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นความพ่ายแพ้เล็กๆ ในการแย่งชิงความหมายกำเนิดรัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ในช่วงแรกเริ่มระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่แนวคิด “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” ของพระองค์จะประสบความสำเร็จในที่สุดหลังการรัฐประหาร 2490 และกลายเป็นแนวคิดกระแสหลักของสังคมไทยในปัจจุบัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...