คัด 3 หุ้นแบงก์ปันผลดี แหล่งพักเงินช่วงตลาดหุ้นผันผวน
ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนและรอดูความชัดเจนจากประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ นักลงทุนอาจกำลังมองหาหุ้นที่เป็นแหล่งพักเงินที่ดี ซึ่งหุ้นปันผล นับเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นธนาคารที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันสูง
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กลุ่มธนาคารปันผลสูงเป็นแหล่งพักเงินที่ดีในช่วงตลาดแกว่งสร้างฐาน โดยให้คำแนะนํา “ซื้อ” สะสมหุ้นกลุ่มธนาคารที่มีการจ่ายปันผลสูง 6-10% ในช่วงตลาดพักฐาน ได้แก่
TTB ซึ่งเป็น 1 ใน Top pick กลุ่มธนาคารคู่กับ KTB โดยมีศักยภาพในการสร้างกําไรที่แข็งแกร่งและมีผลประโยชน์ทางภาษีที่เหลืออยู่สูงถึง 1.17 หมื่นล้าน พร้อมให้ปันผลสูง 7.6% ในปี 2568 ขณะที่ทางเทคนิคราคามีแนวโน้มฟื้นตัว ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.3 บาท
KTB อีกหนึ่งหุ้น Top pick กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์มากสุดจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะเดียวกันยังเป็นธนาคารเดียวที่สินเชื่อในไตรมาส 3/67 เติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/67 และให้ปันผลในระดับ 6.7% ในปีหน้า โดยให้ราคาเป้าหมาย 24 บาท
และ KKP คุณภาพสินทรัพย์และรายได้ตลาดทุนปรับตัวดีขึ้น พร้อมอัตราปันผลที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 6.9% ในปี 2567 เป็น 9.3% ปีหน้า โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 63 บาท
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2567 ของ TTB คิดเป็น 78.9% ของประมาณการทั้งปี พร้อมคงมุมมองเดิม โดยคาดแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 4/67 ของ TTB จะชะลอตัวจากไตรมาส 3/67 จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่สูงขึ้น แต่คาดโตจากไตรมาส 4/67 หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัวขึ้น ทำให้คาดทั้งปี 2567 จะมีกำไรสุทธิ 20,175 ล้านบาท โต 9.3% จากปีก่อน
นอกจากนี้ TTB มีสิทธิทางภาษีคงเหลืออีก 1.2 หมื่นล้านบาท ที่สามารถทยอยรับรู้ได้ถึงปี 2571 เป็นปัจจัยเสริมเฉพาะตัวที่ช่วยชดเชยกำไรจากการดำเนินงานที่ยังโตได้จำกัด อีกทั้งคาด TTB จะให้ปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท คิดเป็น Dividend yield 3.1% จึงคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” มูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 2.10 บาท
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางกำไรไตรมาส 4/67 ของ KTB จะอ่อนตัวจากไตรมาส 3/67 เพราะ OPEX ตามฤดูกาล แต่เติบโตเด่นจากฐานกําไร 6.1 พันล้านบาทในไตรมาส 4/66 แต่ในการประเมินมูลค่าหุ้นยก PBV มาที่ 0.7 เท่า (เดิม 0.66 เท่า) สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์เด่นกว่ากลุ่มฯ และได้มูลค่าที่ 23.4 บาท (เดิม 21.8 บาท)
พร้อมคงแนะนํา Outperform ประเมินราคาหุ้นเคลื่อนไหวได้ดีกว่ากลุ่มฯ หลังคุณภาพสินทรัพย์งวดนี้ทําได้ดีกว่ากลุ่มฯ ประกอบกับระดับ ROE สูงกว่าธนาคารใหญ่อื่นๆ รวมทั้งสินเชื่อมีแรงหนุนจากลูกค้ารัฐบาลเป็นจุดแข็งเหนือธนาคารอื่น
สุดท้าย KKP นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็น 76.9% ของประมาณการทั้งปี และยังคงประมาณการเดิม โดยเบื้องต้นคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 ของ KKP จะลดลงจากไตรมาส 3/67 ทั้งจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปีและการตั้งสำรองที่คาดจะกลับมาเพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่ำกว่าปกติในไตรมาส 3/67
แต่หากเทียบกับไตรมาส 4/66 คาดกำไรจะกลับมาปรับขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากคุณภาพสินทรัพย์ในฝั่งธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์มีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงคาดผลขาดทุนจากการขายรถยึดจะปรับตัวลง หนุนให้คงคาดการณ์ทั้งปี 2567 KKP จะมีกำไรสุทธิ 4,656 ล้านบาท ลดลง 14.5% จากปีก่อน ก่อนจะพลิกกลับมาโต 8.3% ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ยังคงความระมัดระวังต่อ KKP เนื่องจากกำไรจากการดำเนินงานโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside เหลือ จากมูลค่าพื้นฐานปี 2568 เดิมที่ 50 บาท จึงคงคำแนะนำเพียง “เก็งกำไร”