โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสิรฐ ซีอีโอ CPF เคลียร์ทุกปม ‘ปลาหมอคางดำ’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ส.ค. 2567 เวลา 08.11 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2567 เวลา 06.29 น.
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสิรฐ

ความสงสัยในประเด็นของต้นตอการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ยังเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง วันนี้นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้นำผู้บริหาร เปิดเผย CPF ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการวิจัยปลาหมอคางดำปี 2553 ถึง 2554 แบบละเอียดทุกขั้นตอน

โดยสรุป 6 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1) บริษัทยังไม่ได้เริ่มทำการวิจัยเนื่องจากลูกปลาเสียหายทั้งหมดในขั้นตอนกักกันโรค เป็นระยะเวลาเพียง 16 ตั้งแต่ 24 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2564

2) บริษัทได้ดำเนินการตามเงื่อนไขการขอนำเข้าตามหลักมาตรฐาน 3) มีการใช้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อ ซึ่งบริษัทอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี

4) เหตุใดจึงมีการส่งออกปลาหมอคางดำกว่า 300,000 ตัวในลักษณะปลาสวยงามที่มีชีวิตไป 17 ประเทศในช่วงปี 2556-2559

5) เหตุใดจึงมีการระบาดของปลาหมอบัตเตอร์ ทั้งทีเป็นปลาที่ห้ามนำเข้า หรือเพาะเลี้ยง6) งานวิจัยของกรมประมงในปี 2563 และ ปี 2565 ที่มีการนำมากล่าวอ้างยังมีข้อสงสัยในหลายข้อ

ข้อเท็จจริง การวิจัยปลาหมอคางดำ

นายประสิทธิ์เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นในการศึกษาเรื่องปลาหมอคางดำ มาจาก โครงการปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ในปี 2549

“การพัฒนาพันธุ์ไม่มีใครรู้คำตอบหรอก ว่าผลวิจัยจะเป็นอย่างไร เพียงแต่เรามีไอเดียเมื่อปี 2548-2549 ว่าจะพัฒนาปลานิลซึ่งมีปัญหาในบางจุดจึงนำเอาปลานิลสายพันธุ์อื่นที่มีความหลากหลายเข้ามา หลักคิดก็มีเพียงเท่านั้น ตอนนั้นแนวคิดนี้เกิดจากการประชุม World Fish Conference ที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีการพูดถึงปลานิลสายพันธุ์อื่นๆ ทำให้เกิดไอเดียว่าจะมีการนำเข้าปลาสายพันธุ์อื่นมาพัฒนาสายพันธุ์ แต่ไม่ได้นำเข้าในทันทีเมื่อปี 2549 แต่ปลายทางไม่สามารถหาพันธุ์ปลาให้ได้จึง เพิ่งจะได้มานำเข้าในปี 2553”

โดยวัตถุประสงค์ของโครงการ นำเข้าลูกปลาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron หรือชื่อภาษาไทย คือ ปลานิล จากประเทศกานา จำนวน 5,000 ตัว แต่ ปี 2549 ทางปลายทางไม่สามารถหาปลาหมอคังดำให้ได้จึงเลื่อนมานำเข้าในปี 2553 ได้เพียง 2,000 ตัว มาทดลองปรับปรงพันธุ์ปลานิล เพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อลดการเกิดเลือดชิด (การปรับปรงพันธุ์) ของสายพันธุ์ที่มีอยู่เพื่อทดลองประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และประเทศกานาเป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมและไม่ได้ทำการคัดพันธุ์ จึงน่าจะยังคงความหลากหลายของยีนส์

เปิดขั้นตอนการวิจัยปลาหมอคางดำ CPF

สำหรับกระบวนการวิจัยมี 4 สเตจ คือ ขออนุญาต นำเข้า วิจัย และสรุปผลโครงการ ดังนี้

( 1) ขออนุญาต

1.1 เลือกชนิดปลา, สายพันธุ์ที่จะนำเช้า

1.2 ขออนุญาตนำเข้าจากกรมประมง

ซึ่งข้อปฏิบัติของกรมประมง จะต้อง

1.เข้าที่ประชุมคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (IBC) พิจารณา

2.ออกใบอนุญาต

3.แต่งตั้งคณะกรรมการย่อยเพื่อติดตามโครงการ

(2) นำเข้า

2.1 นำเข้าและตรวจสภาพปลา

2.2 นำไปไว้ในบ่อกักกันโรคระยะเวลา 60 วัน

2.3 ประเมินความแข็งแรง

ข้อปฏิบัติของกรมประมง

1.เจ้าหน้าที่ตรวจสัตว์น้ำที่ด่านตรวจสัตว์น้ำ

นายประสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า การเอาปลาสายพันธุ์ใหม่เข้ามาต้องมีการกัดกันโรคก่อนเพื่อป้องกันการนำเชื้อจากฟาร์มอื่นเข้ามาแพร่ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับกัดการกัดกันโรคของคนที่มีการเดินทางไปต่างประเทศบางประเทศก็จะต้องมีการกักตัวและฉีดวัคซีนบางอย่าง

(3) วิจัยลักษณะเด่น

3.1 ทดสอบลักษณะเด่นของ สายพันธุ์ เช่น ทนเค็มได้หรือไม่

3.2 ระยะเวลา แบบ Direct shock 15 วัน และแบบ Gradually increase salinity รวมระยะเวลา มากกว่า 3 ปี

ใน ขั้นตอนนี้ ข้อปฏิบัติของกรมประมง จะต้องมีเจ้าหน้าที่เก็บครีบโดยไม่ทำให้ปลาตาย

และ เจ้าหน้าที่ติดตามและตรวจสอบตลอดโครงการวิจัย ทุกเดือน(โดยประมาณ)

(4) สรุปโครงการ

4.1 สรุปผลโครงการวิจัย

4.2 ยืนขออนุญาตทดลองรุ่นต่อไป

ข้อปฏิบัติของกรมประมง

1.ติดตามสรุปผลการทดลอง

2.ตรวจสอบซากและหลักฐานการทำลาย

เปิด Timeline การขนส่งปลาหมอคางดำ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า บริษัทยังไม่ได้เริ่มทำการวิจัยเนื่องจากลูกปลาเสียหายทั้งหมดในขั้นตอนกักกันโรค เป็นระยะเวลาเพียง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2564

โดยลำดับเหตุการณ์ ดังนี้ วันที่ 24 ธ.ค. 53 เวลา 20.00 น. บริษัทได้เดินทางมารับปลาที่นำเข้าจากกาน่า จำนวน 2,000 ตัวที่ด่านกักสัตว์น้ำสุวรรณภูมิโดยปลาที่นำเข้าเป็นลูกปลาที่มีขนาดเล็ก บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ที่มีการอัดเอาออกซิเจนเข้าไปเดินทางด้วยการขนส่งมากกว่า 35 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกปลาตายระหว่างการเดินทาง 1,400 ตัวเหลือลูกปลา 600 ตัว

ต่อมาในเวลา 23.00 น. วันเดียวกัน บริษัทได้นำลูกปลาส่วนที่เหลือไปไว้ในบ่อกักโรค ที่ฟาร์ม ในศูนย์วิจัยการเลี้ยงกุ้ง และเทคโนโลยีชีวภาพ ยี่สาร จ. สมุทรสงครามมาส่วนปลาที่ตายทั้งหมด 1,400 ตัวได้ฝังตามกระบวนการที่กระทรวงกำหนด ทั้งการขุดหลุมลึก 50 cm โรยปูนขาวรองพื้นก่อนจากนั้นนำซากปลาที่แช่ฟอร์มาลีนมาฝังและโรยทับด้วยปูนขาวอีกชั้นหนึ่ง

หลังจากที่เลี้ยงและดูแลปลาส่วนที่เหลือก็ยังพบว่าปลายังทยอยตาย ผู้ดูแลได้มีการปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมประมงว่าลูกปลาไม่แข็งแรงและไม่เพียงพอต่อการวิจัย (การวิจัยเพื่อให้ได้ผลเป็นประสิทธิภาพต้องมีปลา 250 คู่หรือประมาณ 500 ตัว) เจ้าหน้าที่ให้เก็บตัวอย่างปลาใส่ขวดโหลแซ่ฟอร์มาลีนมาส่งที่กรมประมงสัปดาห์ที่ 2 เก็บ

ตัวอย่างปลา 50 ตัวดองฟอร์มาลีนเข้มข้นเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสัปดาห์ที่ 3 วันที่ 6 ม.ค. 54 นำตัวอย่างปลาไปส่งและแจ้งปิดโครงการแก่เจ้าหน้าที่กรมประมง

“ปลาที่นำเข้ามาตายตั้งแต่แรกจำนวน 2 ใน 3 ส่วนที่เหลือเราก็เลี้ยงอย่างประคบประหงม ดูว่าจะมีปลาเหลือรอดสำหรับการวิจัยได้เพียงพอที่จะทำให้ผลการวิจัยออกมาสมบูรณ์หรือไม่ แต่ในที่สุดเพียง 16 วันปลาก็ตายจนเหลือไม่เพียงพอ จึงได้ยุติก่อนที่จะเริ่มการวิจัย”

“และ จากขั้นตอนจะเห็นว่าขั้นตอนในการวิจัยจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีซึ่งวงจรชีวิตปลาชนิดนี้จะต้องมีการเลี้ยง 1 รอบใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือนเท่ากับว่าปีนึงจะเลี้ยงได้แค่เพียง 2 รอบเราต้องการการเลี้ยงมากกว่า 5-6 รอบจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาวิจัย”

เปิดภาพผังฟาร์มวิจัยปลาหมอคางดำ

พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดทำและนำแผนผังของฟาร์มออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก เปรียบเทียบระหว่างปี 2553 และปีปัจจุบัน เพื่อยืนยันว่า โซนของบ่อกักโรคจะอยู่ในอาคารแยก และไม่สามารถเชื่อมโยงถึงแหล่งน้ำภายนอกได้

จุดกักกันโรคลูกปลาหมอคางดำ 600 ตัวได้ถูกนำมาพักในบ่อลักษณะเป็นบ่อปูนซีเมนต์ขนาดความจุน้ำ 8 ตัน ตามกำหนดจะกัก 60 วันแต่ตายเสียก่อนซึ่งจุดนี้อยู่มนอาคารที่มีหลังคาในระบบปิด กระบวนการนี้เป็นช่วงเวลาของการกักกันโรค (Quarantine) ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-securities) แยกส่วนออกจากบ่อเลี้ยงโดยบ่อเลี้ยงปลาสำหรับการวิจัยซึ่งบ่อนี้ก็จะอยู่คนละส่วนกับบ่อเลี้ยงกุ้ง (ตามภาพ) เมื่อปลาผ่านการกักโรคและแข็งแรงจัถูกนำมาเลี้ยงในบ่อวิจัยโดยจะเลี้ยงในกระชังเท่านั้น ตามระบบ normal practice

ดังนั้น คำกล่าวอ้างที่ว่าฟาร์มยี่สารมีแต่บ่อดินและเลี้ยงปลาหมอคางดำในบ่อดินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553-2560 จึงเป็นข้อความเท็จและบิดเบือน

“บ่อพักน้ำที่อยู่โดยรอบฟาร์มที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ที่มีการตรวจสอบเมื่อปี 2560 และพบว่ามีปลาหมอคางดำอยู่ในนั้นตามที่เป็นข่าวบริษัทขอชี้แจงว่า บริเวณบ่อพักน้ำจะมีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำภายนอกเข้ามาสำรองใช้ในฟาร์มในแต่ละปีโดยกำหนดจำนวนครั้ง เพื่อรักษาสภาพความของน้ำที่จะต้องมีความกร่อยด้วย แต่จะไม่มีการถ่ายน้ำออกไปภายนอกเพราะน้ำระหว่างบ่อพักน้ำและบ่อวิจัยจะมีการ circulate กัน”

ปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าปลา

“ในปี 2549 การนำเข้าปลาหมอคางดำยังไม่ถูกจัดให้เป็น สิ่งต้อง ห้ามนำเข้า แต่การจะนำเข้าจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมง โดยผ่านคณะกรรมการ IBC และต้องนำเข้าภายใต้กฎหมายที่กำหนดซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างเงื่อนไขในปี 2549 และปี 2553 ต่อมา ภายหลัง ปี 2561 จึงได้เปลี่ยนแปลงโดยกำหนด ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าเลย”

ทั้งนี้ เงื่อนไขในการนำเข้าปี 2549 เป็นไปตามหนังสือ กษ0510.2/15622 ประกอบด้วย เงื่อนไข

1) กรมประมงขอเก็บตัวอย่างครีบภายหลังการนำเข้า

2) กรมประมงขอทราบผลการศึกษาอัตราการเจริญเติบโตเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม

3) หากผลการศึกษาที่ได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่ประสงค์จะทำการศึกษาต่อ ต้องทำลายปลาชุดดังกล่าวทั้งหมด

ส่วนเงื่อนไขในที่ประชุมคณะกรรมการ IBC 22 เมษายน 53 ประกอบด้วย

1) กรมประมงเก็บตัวอย่างครีบ โดยไม่ทำให้ปลาตายอย่างน้อย 3 ตัว

2) เมื่อสิ้นสุดการทดลองให้ผู้นำเข้าแจ้งผลการทดลองแก่กรมประมง

3) ในกรณีที่การทดลองได้ผลไม่ดี ผู้ขอนำเข้าไม่ประสงค์จะใช้ปลาต่อไป ขอให้ทำลายและเก็บซากไว้ให้กรมประมงตรวจสอบ

แต่ในหนังสือ กษ 0510.2/3835 วันที่ 28 เม.ย. ปี 2553 กลับแจ้งเพียงว่า “เก็บตัวอย่างครีบดอง ในน้ำยาเก็บ ตัวอย่าง ส่งมาที่กลุ่มความหลากหลายทาง ชีวภาพสัตว์น้ำ และให้แจ้งที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2558 xxxx

และ 2) เมื่อสิ้นสุดการทดลองให้รายงานผลการศึกษาหากผลการศึกษาที่ได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่ประสงค์จะทำการศึกษาต่อ ให้ทำลายปลาชุดดังกล่าวทั้งหมด โดยแจ้งกรมประมงเพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการทำลายต่อไป”

“ประเด็นในการเก็บครีบตามเงื่อนไขแรกที่ให้เก็บครีบหลังจากที่ขนส่งปลาเข้ามากำหนดให้ต้องทำในขณะที่ปลาโตอย่างเหมาะสม เพื่อที่จะเก็บแล้วปลาไม่ตาย แต่ปรากฎว่าพอนำมาเลี้ยงเพียง 16 วันปลาตายจึงไม่สามารถเก็บครีบได้”

ส่วนเงื่อนไข 3 การเก็บตัวอย่างปลาหลังสิ้นสุดการวิจัย ซึ่งจะเห็นว่ามติทาง IBC กำหนดให้กรมประมงเป็นผู้เก็บแต่ในหนังสือของกรมประมงไม่ได้ระบุว่าให้ใครเป็นผู้เก็บจึงทำให้เกิดสับสนกันในทางปฏิบัติว่าใครควรจะต้องเป็นผู้เก็บ

โดยบริษัทเข้าใจได้ว่าเหตุผลที่ IBC กำหนดให้กรมประมงต้องเป็นผู้เก็บครีบเองเพราะว่าการเก็บครีบนำไปส่งนั้นมีความสำคัญมากเพราะ หากให้เอกชนผู้วิจัยเป็นผู้เก็บก็อาจจะทำให้ไม่มั่นใจว่าเป็นการเก็บครีบของปลาชนิดใด เป็นปลาตามที่ขออนุญาตหรือไม่ ดังนั้นจึงควรต้องให้กรมประมงเป็นผู้เก็บด้วยตัวเอง และการเดินทางมาตรวจตามจะมีส่วนสำคัญทำให้ กรมมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบและดูแลในพื้นที่ทำวิจัยได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนประเด็นเรื่องการสั่งทำลายซากปลานั้นทางบริษัทขอยืนยันว่ากระบวนการปักซากปลาได้มีการแบ่งทำหลายครั้งครั้งแรกฝังเมื่อ มีปลาตายล็อตแรก 1,400 ตัวและทยอยฝากส่วนที่เหลือโดยดำเนินการตามกระบวนการของกรมประมง โดยมีการใส่คลอรีนที่มีความเข้มข้น 100 ppm ลงไปในน้ำเพื่อทำลาย ปลาและมีการดองฟอร์มาลีนก่อนจะนำมาฝังกลบ โดยหลุมที่ฝังกลบขุดลึก 50 ซม.มีการรองพื้นด้วยปูนขาวก่อนหลังจากนั้นก็มีการกลบทับด้วยปูนขาวอีกชั้นหนึ่ง

“การส่งโหลของปลาดองล็อตสุดท้าย 50 ตัวมีการส่งไปในวีคที่ 3 ในวันที่ 6 มกราคม 2554 ซึ่งกระบวนการติดต่อกันระหว่างบริษัทและกรมประมงก็จะมีลักษณะที่ใช้โทรศัพท์ในการสื่อสารกัน ไปมา แต่หลังจากนั้นนับจากปี 2554 ก็ไม่ได้มีการเข้ามาตรวจความจนกระทั่งปี 2560 ที่มีการร้องเรียนเกิดขึ้นทำให้กรมประมงและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเดินทางเข้ามาชมฟาร์ม”

ย้ำถูกใช้ภาพเท็จ-ข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่าบริษัทได้พบว่ามีการนำเสนอภาพเท็จและข้อมูลเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในเชิงลบเกี่ยวกับบริษัทตามช่องทางสื่อสาธารณะต่างๆ รวมทั้งใช้เป็นภาพประกอบในการเสวนาจำนวน 3 ภาพ

ภาพแรกเป็นรูปภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณฟาร์มยี่สารที่มีการระบุผังของฟาร์มบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งความเป็นจริงคือ บ่อปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ปลาทับทิมและปลาทะเล

ภาพที่สองที่อ้างว่าเป็น “สภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สารซึ่งใช้เพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ 2554-2557” และมีข้อความบนภาพว่า “แต่เลี้ยงต่อเนื่องที่ฟาร์มยี่สารตั้งแต่ 2553-2560” ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของฟาร์มยี่สาร รวมทั้งฟาร์มแห่งนี้ได้มีการปิดปรับปรุงฟาร์มในช่วงเวลาดังกล่าวประมาณ 1-2 ปี ภาพและข้อความดังกล่าวจึงเป็นภาพและข้อมูลเท็จ

และภาพที่สาม ที่กล่าวอ้างว่าเป็น”การคัดเลือกไข่ปลาหมอคางดำฯ”นั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะไม่ใช่กระบวนการคัดเลือกไข่ตามแนวปฏิบัติของบริษัท

“ขอยืนยันว่าบริษัทไม่ใช่ต้นตอการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ และต้องขอปกป้องศักดิ์ศรีของบริษัทที่มีผู้ใช้ภาพเท็จ-ข้อมูลเท็จในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมเข้าใจผิด และจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฏหมายต่อไป”

ตั้งข้อสังเกตพิรุธส่งออกปลาหมอคางดำ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นถัดมาที่สังคมให้ความสนใจคือในระหว่างปี 2556-2559 มีการแจ้งส่งออกปลาหมอคางดำมากกว่า 3 แสนตัวไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทเอกชน 11 บริษัท ซึ่งกรมประมงแจ้ง ต่อคณะกันมาธิการ ว่า ทั้ง 11 บริษัทนั้นส่งปลาคนละชนิด โดยเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนของบริษัทชิปปิ้ง

“แต่โดยปกติการสำแดงสินค้าส่งออกจะใช้ภาษาอังกฤษซึ่งแม้ว่าปลาจะมีการเปลี่ยนชื่อ 3 ครั้งแต่ชื่อภาษาอังกฤษและชื่อทางวิทยาศาสตร์เป็นชื่อเดียวกันจึงนำมาสู่ข้อสังเกตว่าเหตุใด การสำแดงเขตจึงเกิดขึ้นซ้ำต่อเนื่องหลายปี และบริษัทส่งออกเหล่านั้นนำปลาจากแหล่งไหนมาใช้ในการส่งออก การตรวจสอบอยากจะขอความยุติธรรมให้กับทางบริษัทด้วย”

สำหรับเรื่อง ชื่อเรียกพันธุ์ปลาหมอคางดำนั้น ตาม ข้อมูล กรมประมงมีการเปลี่ยนชื่อถึง 3 ครั้ง คือ ปี 2549-เมษายน 2553 ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ปลานิล” จากนั้น ปี 2553-2559 เปลี่ยนมาเป็น “ปลาหมอเทศข้างลาย” และ ปี 2560 – ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็น “ปลาหมอคางดำ”

แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อภาษาไทยไปอย่างไร ก็ยังใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon Melanotheron และชื่อสามัญ Blackchin tilapia เหมือนเดิม ส่วน ปลาหมอเทศข้างลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orechromis aureus

ดังนั้น ในการทำพิธีการส่งออกซึ่งจะต้องสำแดงชื่อปลาเป็นภาษาอังกฤษก็จะต้องใช้ชื่อปลาชนิดเดียวกัน เมื่อบริษัทส่งออกปลาในช่วง 2556 ถึง 2559 แจ้งว่า บริษัทชิปปิ้งสำแดงชื่อผิดนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

การแพร่ระบาดของปลาหมอบัตเตอร์

ประเด็นข้อสังเกต ในกรณีที่ต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอบัตเตอร์ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับปลาหมอคางดำที่บริเวณเขื่อนสิริกิติ์

ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อปี 53 และปี 54 ปลาชนิดนี้ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกับปลาหมอคางดำหมายถึงไม่ได้มีการห้ามนำเข้าแต่ผู้ที่จะนำเข้าต้องมีการขออนุญาตเหมือนกันแต่ไม่ปรากฏชื่อว่ามีบริษัทรายใดขออนุญาตนำเข้าปลาหมอบัตเตอร์ แต่เหตุใดจึงมีการแพร่ระบาดออกมาได้

โต้ข้อมูลงานวิจัยกรมประมงปี 63และ65

พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำข้อมูลการวิจัยของกรมประมงในปี 2563 และ 2565 ออกมาเผยแพร่(โจมตี CPF) ทั้งที่งานวิจัยทั้งสองปี เป็นการวิจัยโดยใช้วิธีการที่แตกต่างกัน นำมาสู่ผลการวิจัยที่มีความแตกต่างกันและยังขัดแย้งกันในบางประเด็น กล่าวคือ

ปี 2563 ไมโครเซ็ทเทิลไลน์ตรวจดีเอ็นเอ 5 ตำแหน่ง ส่วนปี 2565 ใช้ ไมโครคอนเดีย

ซึ่งงานวิจัยในปี 2563 สรุปได้ว่า ปลาหมอคางดำอาจจะมาจากคนละที่คนละเวลา เพราะจังหวัดที่มีการระบาดเป็นคนละสายพันธุ์กัน

“ประชากรปลาหมอสีคางดำที่แพร่กระจายในประเทศไทยมีการแบ่งเป็น 2 หรือ 3 กลุ่มย่อยที่มีความแตกต่างพันธกรรมสูง (8-0.3437; 9596Cl: 0.2350.4517) โดยประชากรจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร และประจวบศรีขันธ์ มีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมมากกว่าประชากรจากจังหวัดระยองซึ่งมีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับประชากรอื่นๆ อย่างชัดเจน สะท้อนว่าปลาทั้ง 2 พื้นที่เป็นปลาคนละชนิดกัน”

ขณะที่งานวิจัยในปี 2565 มีการสรุปที่มีความแตกต่างกัน โดยบทสรุปท่อนแรกบอกว่า ค่าระยะห่างทางพันธุศาสตร์ของประชากรปลาหมอสีคางดำที่พบแพร่กระจาย ในพื้นที่ 6 จังหวัดของประเทศไทยมีต่ำระหว่าง 0.00085-0.00358 แสดงให้เห็นว่าประชากรไม่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรมมากนัก

แต่พอวรรคถัดมากลับเขียนว่าในขณะที่การทดสอบโครงสร้างพันธุศาสตร์ประชากรด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนโมเลกุล (AMOVA) ในเครื่องหมายพันธุกรรม Mitochondrial DNA ที่ตำแหน่ง d-loop พบว่า ประชากรปลาหมอสีศางดำที่พบแพร่กระจายในพื้นพื้นที่ 6 จังหวัดของประเทศไทยมีโครงสร้างทางพันธุกรรมที่แบ่งเป็นประชากรย่อย (p-value <0.0001) และ มีค่าประมาณสัมประสิทธิ์ Fst หรือ Theta(B) มีเท่ากับ 0.15304 ซึ่งระบุถึงการแบ่งเป็นประชากรย่อยหรือมีความแตกต่างระหว่างประชากรสูง ตามเกณฑ์ของ Wight (1978), Hartland Clack (1997) และ Frankham et ol. (2002)

“วรรคแรกบอกว่าปลาที่นำเข้าไม่แตกต่างกันแต่วรรคถัดมาเขียนเรื่องค่าระยะห่างทางพันธุกรรมกับบอกว่าปลาที่พบในเพชรบุรีและสมุทรสงครามมีระยะห่างทางพันธุกรรมมากที่สุด ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน ขณะที่ประชากรปลาที่พบในจังหวัดระยองและประจวบคีรีขันธ์มีระยะห่างทางพันธุกรรมน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นทำเลที่ห่างกันจึงตีความได้ว่ามีคนนำไปหรือไม่แล้วใครเป็นคนนำพาไปกระจายไปสู่แหล่งน้ำได้อย่างไร”

ทั้งนี้การอ้างอิงถึงเอกสารทั้ง 2 ฉบับนั้น เพื่อเป็นการให้ข้อมูลตามผลการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ ต้องการจะสรุปประเด็นการศึกษา ความหลากหลายพันธุกรรมของประชากรปลาหมอคางดำ และการวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ

ถอดบทเรียนการระบาด

นายประสิทธิ์ให้บทสรุปจากการถอดบทเรียนของเรื่องนี้ว่าผมเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ไม่อยากให้เรื่องนี้ส่งผลต่อการพิจารณาจัดทำการวิจัยในอุตสาหกรรมนี้หรืออุตสาหกรรมอื่นๆในอนาคต

“เรื่องนี้ไม่ควรจะทำให้ ไทยหยุดการพัฒนาสายพันธุ์ในส่วนของ CPF เองยืนยันได้ว่า กระบวนการพัฒนาและวิจัยพันธุ์สัตว์น้ำจะยังดำเนินต่อไป โดยการวิจัยและพัฒนาสามารถทำได้หลายแนวทางทั้งแนวทางการนำพันธุ์สัตว์น้ำชนิดอื่นเข้ามาผสมพันธุ์การพัฒนาเรื่องอาหารหรือแม้แต่กระบวนการเลี้ยง”

และ CPF ยังดำเนินมาตรการช่วยเหลือกรมประมงในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอกคางดำ ตามที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด 5 โครงการ ก่อนหน้านี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประสิทธิ์ บุญดวงประเสิรฐ ซีอีโอ CPF เคลียร์ทุกปม ‘ปลาหมอคางดำ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...