โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | 20 ปีที่พอจำได้ ความทรงจำ การเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 13.01 น.

ตอนนี้ผมอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมฟุลเลอร์ตันในสิงคโปร์ครับ

1 ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาในช่วงชีวิตการทำงานของผม

ก่อนจะลงลึก ต้องขอเกริ่นแทรกว่าตอนนี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่ผมจะบินข้ามมหาสมุทรไปยังฝั่ง East Coast สหรัฐ (บอสตัน, วอชิงตัน ดี.ซี. และนิวยอร์ก) ยาวเลย ในช่วงหนึ่งของการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดในโลก การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน

ได้ความอย่างไร สำคัญกับอาเซียนยังไง กับไทยยังไง จะมาเล่าให้ฟังในตอนหน้าๆ นะครับ

ผมก้าวเข้ามาในล็อบบี้ของโรงแรมฟูลเลอร์ตันครั้งแรกเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มงานแรกกับบริษัทที่ปรึกษา Boston Consulting Group กำลังทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยสร้าง BOM (Bill of Materials) สำหรับรถจักรยานยนต์ 2 ล้อของบริษัทต่างชาติที่ คิดเรื่องการลงทุนในประเทศไทย

งานของผมคือการเดินทางทั่วประเทศไทยเพื่อพูดคุยกับซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่างๆ และเปรียบเทียบ BOM ของไทยกับประเทศอื่นๆ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางที่ทีมของทุกประเทศทั้งหมดจะมาพบกัน

และเพราะโปรเจ็กต์นี้ ทำให้โรงแรมฟูลเลอร์ตันกลายเป็นเสมือนบ้านของผมในสิงคโปร์อยู่ช่วงหนึ่ง และเรื่องเล่าระหว่างบรรทัดก็คือ ยังเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำให้ผมได้ยินชื่อคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และธุรกิจครอบครัวของเขาเป็นครั้งแรก เนื่องจากผมต้องทำงานเกี่ยวกับชิ้นส่วนพลาสติก โครงรถ ฯลฯ

และทราบมาว่า เขาต้องการลงทุนในอินเดียในช่วงนั้น (ผมคิดว่าเขาเองก็คงไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ!)

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายด้านอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสิ่งแวดล้อม

ในปี 2002 สิงคโปร์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 18.2 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้สิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดต่อหัวของโลก

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จาก 4 ล้านล้านบาท ในปี 2002 เป็นกว่า 54 ล้านล้านบาท ในปี 2022

ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำระดับโลก คู่กับนิวยอร์กและลอนดอน

การมาเยือนครั้งล่าสุดของผม ประกอบด้วยการประชุมที่ ISEAS และ Economist Intelligence Unit

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการเป็นผู้นำด้านความคิดระดับโลก รวมถึงการพบปะกับรัฐมนตรีหลายท่านที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวมาอย่างยาวนาน

ทำให้ผมได้สนทนากับผู้คนจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนจากหลากหลายวัย

ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือผู้มีประสบการณ์

เพื่อสำรวจความหมายของการเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาในมุมมองของพวกเขา

แม้ว่าโรงแรมฟุลเลอร์ตัน จะยังคงความคลาสสิคและเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทิวทัศน์ภายนอกกลับเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายแห่งที่เกิดขึ้นรอบๆ สิงคโปร์

หนึ่งในนั้นคือ Marina Bay Sands ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2553 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ด้วยโรงแรมสุดหรู ศูนย์การประชุม และสระว่ายน้ำไร้ขอบบน SkyPark ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

ไม่ไกลจากนั้นคือ Gardens by the Bay ที่เปิดตัวในปี พ.ศ.2555 ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ “เมืองในสวน” ของสิงคโปร์อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเรือนกระจกขนาดใหญ่และ Supertree Grove ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งจุดหมายที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวคือ Jewel Changi Airport ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2562 ด้วยน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก (Rain Vortex) ท่ามกลางสวนในร่มและศูนย์การค้าชั้นนำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านการคมนาคมก็เช่นกัน

การเปิดตัว Downtown Line MRT ในปี พ.ศ.2560 ได้ขยายเส้นทาง 42 กิโลเมตร เชื่อมต่อย่านชานเมืองเข้ากับย่านธุรกิจหลัก

นอกจากนี้ Singapore Sports Hub ที่เปิดในปี พ.ศ.2557 ได้กลายเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาและความบันเทิงขนาดใหญ่ที่มีสนามกีฬาแห่งชาติขนาด 55,000 ที่นั่ง

และสุดท้าย Marina Barrage ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2551 ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์สำหรับการจัดการน้ำ ทั้งในด้านการป้องกันน้ำท่วม การจัดสรรน้ำจืด และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ

สิ่งก่อสร้างเหล่านี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์และความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ที่จะพัฒนาเมืองให้น่าอยู่และมีมาตรฐานระดับโลก

เมื่อได้นั่งลงและย้อนมองกลับไป มันน่าทึ่งมากที่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลา 20 ปี!

แล้วหันกลับมามองประเทศไทยล่ะ? แน่นอนเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่แฟร์และอาจจะผิดบริบทแต่จะทำให้ผมไม่รู้สึกจุกก็คงไม่ใช่เช่นกัน

สำหรับโครงการในอนาคต สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและสอดคล้องกับการเติบโตของเมือง

โครงการที่น่าสนใจได้แก่ Integrated Waste Management Facility ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในปี พ.ศ.2570 โดยจะเป็นศูนย์จัดการขยะครบวงจรแห่งแรกของโลก ที่ผสานการผลิตพลังงานจากขยะ การแยกวัสดุรีไซเคิล และการบำบัดตะกอนน้ำเสียไว้ในสถานที่เดียวกัน ช่วยเสริมสร้างวิสัยทัศน์ “Zero Waste Nation” ของประเทศ

ต่อมา Punggol Digital District ซึ่งจะเปิดตัวในปี พ.ศ.2567 จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลที่รวมเอามหาวิทยาลัย Singapore Institute of Technology (SIT) และพื้นที่สำนักงานสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

ทำให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทางเทคโนโลยีในอนาคต

นอกจากนี้ North-South Corridor ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2570 เป็นโครงการถนนและทางด่วนสายแรกของสิงคโปร์ที่ออกแบบโดยผสมผสานเส้นทางรถเมล์ เลนจักรยาน และทางเดินเท้า เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน

และสุดท้ายคือ Tuas Mega Port ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2583 โดยจะเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด สามารถรองรับตู้สินค้าสูงถึง 65 ล้าน TEUs ต่อปี ช่วยยกระดับความเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งทางเรือของสิงคโปร์ในระดับสากล

โครงการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของสิงคโปร์ที่จะก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลกในอนาคต

แม้สิงคโปร์จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นหลายโครงการในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสัญลักษณ์ ระบบอัจฉริยะ หรือเครือข่ายการขนส่งที่ทันสมัย

แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่สำคัญเท่ากับการลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์”

เพราะความแข็งแกร่งที่แท้จริงของสิงคโปร์คือการให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมศักยภาพของผู้คน เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนี้ ทำให้แรงงานของสิงคโปร์สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้

โครงการอย่าง Skills Future และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเพิ่มพูนความรู้และทักษะของประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

การเน้นที่การลงทุนในผู้คนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจึงเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จระยะยาวและความมั่นคงของสิงคโปร์

ทำให้ประเทศสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยืดหยุ่น

เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพและศักยภาพของแรงงานในสิงคโปร์ระหว่างปัจจุบันกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พบว่ามีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านทักษะและการศึกษา

ในปี พ.ศ.2546 (ค.ศ.2003) แรงงานสิงคโปร์ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีเพียงประมาณ 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด

แต่ในปัจจุบัน (พ.ศ.2566) ตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 58% นอกจากนี้ แรงงานของสิงคโปร์ยังมีการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างมาก

โดยในปี พ.ศ.2546 แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีสัดส่วนไม่ถึง 5%

แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 16% ของแรงงานทั้งหมด

แรงงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Professionals) และแรงงานด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นกว่า 40%

สิงคโปร์มีโครงสร้างภาษาที่ซับซ้อนและหลากหลาย โดยมี 4 ภาษาทางการ ได้แก่ อังกฤษ จีนกลาง มาเลย์ และทมิฬ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศ

เห็นได้ชัดว่า โครงการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Skills Future และ Lifelong Learning Initiative ได้ช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีขึ้น ทำให้ในปัจจุบันสิงคโปร์มีแรงงานที่มีทักษะสูงและพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลได้ดีกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด

เหลือเชื่อและน่านับถือว่า ประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างภายใน 20 ปี

สมแล้วที่เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงอันดับ 1 ของโลก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | 20 ปีที่พอจำได้ ความทรงจำ การเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...