พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | 20 ปีที่พอจำได้ ความทรงจำ การเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง
ตอนนี้ผมอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมฟุลเลอร์ตันในสิงคโปร์ครับ
1 ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาในช่วงชีวิตการทำงานของผม
ก่อนจะลงลึก ต้องขอเกริ่นแทรกว่าตอนนี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายก่อนที่ผมจะบินข้ามมหาสมุทรไปยังฝั่ง East Coast สหรัฐ (บอสตัน, วอชิงตัน ดี.ซี. และนิวยอร์ก) ยาวเลย ในช่วงหนึ่งของการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดในโลก การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน
ได้ความอย่างไร สำคัญกับอาเซียนยังไง กับไทยยังไง จะมาเล่าให้ฟังในตอนหน้าๆ นะครับ
ผมก้าวเข้ามาในล็อบบี้ของโรงแรมฟูลเลอร์ตันครั้งแรกเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มงานแรกกับบริษัทที่ปรึกษา Boston Consulting Group กำลังทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยสร้าง BOM (Bill of Materials) สำหรับรถจักรยานยนต์ 2 ล้อของบริษัทต่างชาติที่ คิดเรื่องการลงทุนในประเทศไทย
งานของผมคือการเดินทางทั่วประเทศไทยเพื่อพูดคุยกับซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่างๆ และเปรียบเทียบ BOM ของไทยกับประเทศอื่นๆ สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางที่ทีมของทุกประเทศทั้งหมดจะมาพบกัน
และเพราะโปรเจ็กต์นี้ ทำให้โรงแรมฟูลเลอร์ตันกลายเป็นเสมือนบ้านของผมในสิงคโปร์อยู่ช่วงหนึ่ง และเรื่องเล่าระหว่างบรรทัดก็คือ ยังเป็นโปรเจ็กต์ที่ทำให้ผมได้ยินชื่อคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และธุรกิจครอบครัวของเขาเป็นครั้งแรก เนื่องจากผมต้องทำงานเกี่ยวกับชิ้นส่วนพลาสติก โครงรถ ฯลฯ
และทราบมาว่า เขาต้องการลงทุนในอินเดียในช่วงนั้น (ผมคิดว่าเขาเองก็คงไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ!)
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายด้านอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสิ่งแวดล้อม
ในปี 2002 สิงคโปร์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 18.2 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้สิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดต่อหัวของโลก
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จาก 4 ล้านล้านบาท ในปี 2002 เป็นกว่า 54 ล้านล้านบาท ในปี 2022
ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำระดับโลก คู่กับนิวยอร์กและลอนดอน
การมาเยือนครั้งล่าสุดของผม ประกอบด้วยการประชุมที่ ISEAS และ Economist Intelligence Unit
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการเป็นผู้นำด้านความคิดระดับโลก รวมถึงการพบปะกับรัฐมนตรีหลายท่านที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวมาอย่างยาวนาน
ทำให้ผมได้สนทนากับผู้คนจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนจากหลากหลายวัย
ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือผู้มีประสบการณ์
เพื่อสำรวจความหมายของการเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาในมุมมองของพวกเขา
แม้ว่าโรงแรมฟุลเลอร์ตัน จะยังคงความคลาสสิคและเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทิวทัศน์ภายนอกกลับเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายแห่งที่เกิดขึ้นรอบๆ สิงคโปร์
หนึ่งในนั้นคือ Marina Bay Sands ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2553 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ด้วยโรงแรมสุดหรู ศูนย์การประชุม และสระว่ายน้ำไร้ขอบบน SkyPark ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
ไม่ไกลจากนั้นคือ Gardens by the Bay ที่เปิดตัวในปี พ.ศ.2555 ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ “เมืองในสวน” ของสิงคโปร์อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเรือนกระจกขนาดใหญ่และ Supertree Grove ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับธรรมชาติได้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งจุดหมายที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวคือ Jewel Changi Airport ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2562 ด้วยน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก (Rain Vortex) ท่ามกลางสวนในร่มและศูนย์การค้าชั้นนำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านการคมนาคมก็เช่นกัน
การเปิดตัว Downtown Line MRT ในปี พ.ศ.2560 ได้ขยายเส้นทาง 42 กิโลเมตร เชื่อมต่อย่านชานเมืองเข้ากับย่านธุรกิจหลัก
นอกจากนี้ Singapore Sports Hub ที่เปิดในปี พ.ศ.2557 ได้กลายเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาและความบันเทิงขนาดใหญ่ที่มีสนามกีฬาแห่งชาติขนาด 55,000 ที่นั่ง
และสุดท้าย Marina Barrage ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ.2551 ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์สำหรับการจัดการน้ำ ทั้งในด้านการป้องกันน้ำท่วม การจัดสรรน้ำจืด และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ
สิ่งก่อสร้างเหล่านี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์และความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ที่จะพัฒนาเมืองให้น่าอยู่และมีมาตรฐานระดับโลก
เมื่อได้นั่งลงและย้อนมองกลับไป มันน่าทึ่งมากที่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลา 20 ปี!
แล้วหันกลับมามองประเทศไทยล่ะ? แน่นอนเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่แฟร์และอาจจะผิดบริบทแต่จะทำให้ผมไม่รู้สึกจุกก็คงไม่ใช่เช่นกัน
สำหรับโครงการในอนาคต สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและสอดคล้องกับการเติบโตของเมือง
โครงการที่น่าสนใจได้แก่ Integrated Waste Management Facility ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในปี พ.ศ.2570 โดยจะเป็นศูนย์จัดการขยะครบวงจรแห่งแรกของโลก ที่ผสานการผลิตพลังงานจากขยะ การแยกวัสดุรีไซเคิล และการบำบัดตะกอนน้ำเสียไว้ในสถานที่เดียวกัน ช่วยเสริมสร้างวิสัยทัศน์ “Zero Waste Nation” ของประเทศ
ต่อมา Punggol Digital District ซึ่งจะเปิดตัวในปี พ.ศ.2567 จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลที่รวมเอามหาวิทยาลัย Singapore Institute of Technology (SIT) และพื้นที่สำนักงานสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
ทำให้ย่านนี้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทางเทคโนโลยีในอนาคต
นอกจากนี้ North-South Corridor ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2570 เป็นโครงการถนนและทางด่วนสายแรกของสิงคโปร์ที่ออกแบบโดยผสมผสานเส้นทางรถเมล์ เลนจักรยาน และทางเดินเท้า เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน
และสุดท้ายคือ Tuas Mega Port ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2583 โดยจะเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมด สามารถรองรับตู้สินค้าสูงถึง 65 ล้าน TEUs ต่อปี ช่วยยกระดับความเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งทางเรือของสิงคโปร์ในระดับสากล
โครงการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของสิงคโปร์ที่จะก้าวไปสู่การเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลกในอนาคต
แม้สิงคโปร์จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นหลายโครงการในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสัญลักษณ์ ระบบอัจฉริยะ หรือเครือข่ายการขนส่งที่ทันสมัย
แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่สำคัญเท่ากับการลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์”
เพราะความแข็งแกร่งที่แท้จริงของสิงคโปร์คือการให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมศักยภาพของผู้คน เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนนี้ ทำให้แรงงานของสิงคโปร์สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้
โครงการอย่าง Skills Future และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเพิ่มพูนความรู้และทักษะของประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
การเน้นที่การลงทุนในผู้คนมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจึงเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จระยะยาวและความมั่นคงของสิงคโปร์
ทำให้ประเทศสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยืดหยุ่น
เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพและศักยภาพของแรงงานในสิงคโปร์ระหว่างปัจจุบันกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พบว่ามีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านทักษะและการศึกษา
ในปี พ.ศ.2546 (ค.ศ.2003) แรงงานสิงคโปร์ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีเพียงประมาณ 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด
แต่ในปัจจุบัน (พ.ศ.2566) ตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 58% นอกจากนี้ แรงงานของสิงคโปร์ยังมีการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างมาก
โดยในปี พ.ศ.2546 แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีสัดส่วนไม่ถึง 5%
แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 16% ของแรงงานทั้งหมด
แรงงานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Professionals) และแรงงานด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นกว่า 40%
สิงคโปร์มีโครงสร้างภาษาที่ซับซ้อนและหลากหลาย โดยมี 4 ภาษาทางการ ได้แก่ อังกฤษ จีนกลาง มาเลย์ และทมิฬ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศ
เห็นได้ชัดว่า โครงการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Skills Future และ Lifelong Learning Initiative ได้ช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีขึ้น ทำให้ในปัจจุบันสิงคโปร์มีแรงงานที่มีทักษะสูงและพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัลได้ดีกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เหลือเชื่อและน่านับถือว่า ประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างภายใน 20 ปี
สมแล้วที่เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงอันดับ 1 ของโลก
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | 20 ปีที่พอจำได้ ความทรงจำ การเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com