แนะแก้ กม.ยาเสพติด ใช้"กัญชา-กระท่อม"ทางการแพทย์
วันนี้ (28 ก.ย. 61) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรณีกัญชาและพืชกระท่อม โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากความล่าช้าในการพิจารณาร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถประกาศใช้ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ทันในรัฐบาลนี้
กพย.พร้อมภาคีเครือข่ายวิชาการและภาคประชาสังคมรวม 13 องค์กร เสนอให้รัฐบาลใช้ มาตรา 44 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ2522 เพื่อแก้ปัญหาและอุปสรรคในการศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากกัญชาและพืชกระท่อมในการรักษาผู้ป่วยหรือบรรเทาอาการของโรค และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินคดีอาญาที่เกินความจำเป็น อีกทั้งยังขอให้ยกเลิกความในมาตรา 7 วรรคหนึ่งของพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 3 พ.ศ 2530 โดยบรรจุสารสำคัญจากกัญชาหรือพืชกระท่อมให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับมอร์ฟีนและโคเคน แทนที่การเป็นยาเสพติดประเภท 5 ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเช้าที่ผ่านมา กพย.ยังได้จัดประชุมวิชาการเรื่องการจัดการพืชกระท่อมและกัญชาเพื่อความมั่นคงด้านยาและสุขภาพของสังคมไทย โดย ผศ.เภสัชกรหญิงนิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการ กพย.กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลประกาศจุดยืนและพิจารณามาตราการที่สามารถเปิดให้มีการนำกัญชาและกระท่อมมาศึกษาวิจัยและใช้ในผู้ป่วยเท่านั้น ซึ่งตนห่วงอนาคตของไทยว่าอาจเสียเปรียบต้องนำเข้ายาจากกัญชาและกระท่อมจากต่างประเทศแทน ซึ่งอยู่ในกลุ่มยาแก้ปวดเช่นเดียวกับมอร์ฟีนและยาเมทาโดน ที่ไทยสั่งซื้อจากต่างประเทศหลายล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ ผศ.เภสัชกรหญิงสำลี ใจดี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา ย้ำว่า พื้นที่ที่สามารถปลูกกัญชาได้ดี คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่กระท่อมปลูกได้ดีในภาคใต้ ซึ่งประโยชน์ของกัญชาและกระท่อมไม่แตกต่างกัน ใช้บรรเทาอาการปวด แต่กระท่อมยังใช้บรรเทาอาการปวดท้อง แก้ปวดเมื่อย ระงับอาการอักเสบ มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร