โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎวัดราชประดิษฐ จากคติพระอินทร์ ถึง “สัญลักษณ์”ร. 4

ศิลปวัฒนธรรม

เผยแพร่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 06.18 น.
บุษบกยอดมุงกฎธรรมาสน์ในการเปรียญวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎใน “การเปรียญ” วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ศาสนวัตถุที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานประณีตศิลป์ชิ้นเอกของวัดราชประดิษฐฯ แต่กลับซ่อนตัวหลีกเร้นสายตาผู้คนทั่วไปอยู่ใน “การเปรียญ” หรือที่บางท่านเรียกว่า “พระที่นั่งทรงธรรม”

บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎรูปทรงงดงามแปลกตาเพิ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาเราท่านกันไม่นานมานี้เมื่อมีการบูรณปฏิสังขรณ์การเปรียญในพุทธศักราช ๒๕๔๙ ประกอบกับ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมราชสำนักได้ตีพิมพ์ภาพของบุษบกธรรมาสน์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบทความ “พระที่นั่งทรงธรรม : วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎของวัดราชประดิษฐฯ ยังนับเป็น 1 ใน 5 ของบุษบกยอดมงกุฎและยอดทรงมงกุฎเท่าที่ผู้เขียนเคยพบในประเทศไทย ได้แก่

1.บุษบกธรรมาสน์ยอดทรงมงกุฎ จากวัดค้างคาว จังหวัดนนทบุรี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องไม้จำหลัก ทำจากไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก ลักษณะเป็นบุษบกทรงกระบอกทรวดทรงผอมเพรียวสูงชะลูด มียอดทรงมงกุฎแบบทรงจอมแห รองรับด้วยเสา 6ต้น ฐานบุษบกจำหลักรูปเสี้ยวกางเหยียบกิเลนบนพื้นหลังโปร่ง บนสุดของฐานประดับด้วยกระจังปฏิญาณขนาดใหญ่สอดไส้รูปเทพนม บันไดทางขึ้นสูงชัน ราวบันไดคดโค้งตวัดเป็นหางของมกรที่คาย “มนุษยนาค” ออกมาจากปากอย่างอ่อนช้อยสวยงาม จัดเป็นงานศิลปะในสมัยอยุธยาตอนปลาย

2.บุษบกยอดทรงมงกุฎประดิษฐานพระประธานในพระอุโบสถ วัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร พระอารามที่คุณหญิงน้อย ภริยาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2393 ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุษบกไม้จำหลักรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าปิดทองประดับกระจก ยอดทรงมงกุฎเพิ่มมุมของบุษบกมีสัดส่วนทรวดทรงงดงามได้สัดส่วนยิ่ง ปลายปลียอดประดับพุ่มข้าวบิณฑ์

3.บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  มีความใกล้เคียงกับบุษบกธรรมาสน์ของวัดราชประดิษฐมากที่สุด ดังเห็นได้จากเตียงลาสำหรับพระภิกษุก้าวขึ้นธรรมมาสน์ แม่ไม่ทราบประวัติความเป็นมา แต่จากทรวดทรงของยอดที่เป็นรูปทรงมงกุฎเพิ่มมุมคล้ายบุษบกประดิษฐานพระประธานวัดอนงคารามจึงอาจสร่งในรัชกาลเดียวกัน

4.บุษบกยอดมงกุฎประดิษฐานพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดบรมวงศ์อิศรวราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนแล้วเสร็จในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพุทธศักราช 2418 เป็นบุษบกผ่าครึ่งติดผนังทำจากไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก หลังคาบุษบกจำหลักเป็นรูปโค้งคล้ายโดมประกอบด้วยลายกลีบบัวขนุนทำเป็นพุ่มต้นพระศรีมหาโพธิแบบเดียวกับจิตรกรรมไทยประเพณีที่นิยมตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ มีกระหนกเปลวประกอบเป็นรัศมีโดยรอบ ยอดบุษบกเป็นมงกุฎ ประกอบด้วยกรรเจียกจรและกุณฑลปลายกรรเจียกจรเป็นปูนปั้นติดผนัง ด้านหน้าทำหลังคาเป็นมุขซ้อนกัน 2 ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา และนาคเบือน นับเป็นบุษบกที่มีทรวดทรงที่ผสมผสานกันได้อย่างแปลกตา

5.บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎใน “การเปรียญ” ของวัดราชประดิษฐฯ (ต่อไปจะเรียกว่า บุษบกธรรมาสน์) เมื่อเทียบกับบุษบกและธรรมาสน์ยอดมงกุฎของพระอารามทั้ง 4 แห่งข้างต้นแล้ว ยอดมงกุฎของบุษบกธรรมาสน์นี้ได้ถอดแบบมาจากพระมหาพิชัยมงกุฎซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของเครื่องราชกกุธภัณฑ์อย่างชัดเจนจนเกือบครบถ้วนทุกองค์ประกอบ ไม่เว้นแม้แต่ดอกไม้ไหวที่ประดับตามชั้นเชิงต่างๆ ของพระมหาพิชัยมงกุฎ บุษบกธรรมาสน์หลังนี้ไม่ปรากฏประวัติความเป็นมาในการสร้างและมาตั้งอยู่ใน “การเปรียญ” ของวัดราชประดิษฐฯ ตั้งแต่เมื่อไร เพราะแม้แต่ประวัติของการเปรียญแห่งนี้ก็ยังค่อนข้างคลุมเครือว่าจะเรียกว่า “การเปรียญ” หรือ “พระที่นั่งทรงธรรม” กันดี เพราะฉะนั้น ประวัติที่พอจะกระจ่างแจ้งบ้างของอาคารหลังนี้จึงอาจช่วยไขความกระจ่างให้กับความเป็นมาของบุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎหลังนี้ได้บ้าง

การเปรียญวัดราชประดิษฐฯ กับบุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎ

พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “วัดพระนามบัญญัติ วัดราชประดิษฐ” ทรงกล่าวถึง “การเปรียญ” (ก็คือศาลา การเปรียญ) ของวัดราชประดิษฐไว้ว่า เดิมนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรื้อโรงช้างเผือกที่สิ้นประโยชน์ใช้สอยไปตามวาระของช้างเผือกนั้นมาสร้างเป็น “การเปรียญ” ให้กับวัดราชประดิษฐตั้งแต่แรกสถาปนาพระอาราม บริเวณด้านทิศเหนือของตําหนักสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทโว)

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อการเปรียญชํารุดลงเพราะไม้ระแนงกับกระเบื้องที่มุงไม่เข้ากัน ทําให้รั่วและทรุดโทรมในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะทรงสร้าง “กุฎี” ถวาย ให้พระสงฆ์มีที่จําวัดได้มากขึ้น จึงทรงปรึกษากับสมเด็จพระพุทธโฆษาจ เพื่อทรงซื้อการเปรียญหลังนี้ไปสร้างใหม่ระหว่างตําหนักของเจ้านายทางด้าน ตะวันตกของพระอาราม

การเปรียญที่ทรงรื้อแล้วมาสร้างใหม่นี้จึงยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของการเปรียญหลังเดิม ดังเห็นได้จากหน้าบันของการเปรียญจําหลักเป็นรูปช้างเผือกที่คงซื้อมาจากโรงช้างเผือกในพระบรมมห และนํามาใช้เป็นหน้าบันของการเปรียญหลังเก่า จนกระทั่งย้ายมาเป็น ของการเปรียญหลังใหม่แทน รวมไปถึงการที่หน้าบันดูไม่ค่อยพอดี สร้างของอาคารเท่าไรนัก ส่วนอายุเวลาของการเปรียญหลังใหม่คงอยู่ใน พุทธศักราช 2412-2427 เหตุที่ไม่เก่าไปกว่าพุทธศักราช 2412

ด้วยพิจารณาได้จากกลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 1 มหาวราภรณ์ พร้อมดวงดาราและสายสร้อยพระสังวาลเป็นสำรับพิเศษสําหรับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประธานของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ ทำต่างดาวเพดานบนเพดานการเปรียญทํานองเดียวกับเพดานของพระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาส เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างใหม่เมื่อพุทธศักราช 2412 จากดวงตราช้างเผือก ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มสถาปนาขึ้น และเหตุที่คงไม่ใหม่ไปกว่าพุทธศักราช 2427 ก็เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ถึงการเปรียญหลังใหม่ในปีดังกล่าวไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงกล่าวถึงบุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฏไว้ จึงมีปัญหาว่าสร้างขึ้น เมื่อไรและมาอยู่ที่การเปรียญนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร เพราะความเป็นไปได้ ว่าจะสร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพอๆ กัน กล่าวคือมีความเป็นไปได้ที่บุษบกธรรมาสน์ จะย้ายมาจากการเปรียญหลังเดิมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้น เพราะอย่างน้อยก็สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยของธรรมาสน ที่มีไว้สําหรับพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา และมักตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญ อันเป็นสถานที่สําหรับฆราวาสใช้ทําบุญฟังธรรมในวัด

อีกประการหนึ่งก็คือฝีมือช่างหลวงในช่วงปลายรัชกาลก่อนกับต้นรัชกาลต่อ

มาจึงไม่น่าจะทาง มากนัก อาทิ การประดับกระจกสีขาวตลอดทั้งเพดานและหลังเสาบุษบกหรือที่เรียกว่า “กระจกเล่นแสง” ก็เป็นลักษณะเดียวกับการประดับกระจก พระพุทธสิหังคปฏิมากรภายในพระวิหารหลวงของวัดราชประดิษฐ อันสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ในพระราชนิพนธ์เรื่อง วัดพระนามบัญญัติ วัดราชประดิษฐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ถึงพระราชดําริในการนําพระบรมราชสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาใช้ในพระอารามที่ปฏิสังขรณ์เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่ สมเด็จพระบรมชนกนาถไว้ว่า “วัดที่ฉันปฏิสังขรณ์ทําต่อทูลหม่อมแห่งใดไม่ได้ เอาเกี้ยวยอดเข้าไปแซกมงกุฎเลย ถ้าแห่งหนึ่งถึงจะมีนายช่างคิดตัวอย่างมาเปนเกี้ยวยอดแซกมงกุฎ ฉันได้ให้แก้ทุกครั้ง เพราะคิดจะถวายให้เป็นพระเกียรติยศ ที่ทรงทําเหมือนอย่างเช่นได้ทรงสําเร็จแล้ว”

ถ้าพิจารณาจากพระราชประสงค์ข้างต้นแล้ว จึงอาจเป็นไปได้ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจทรงสร้างบุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎหลัง นี้เพื่อใช้เป็นธรรมาสน์เทศน์ในการเปรียญหลังเก่าของวัด และทรงสร้างเป็น “ยอดมงกุฎ” เพื่อเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงสถาปนาวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ประเด็นนี้เรื่องรัชสมัยที่สร้างบุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎจึงยังเป็นข้อ สงสัยที่เปิดกว้างให้พิจารณากันต่อไป

บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎทําจากไม้จําหลักทาสีแดงปิดทองประดับกระจก มีหลายหลากสีด้วยกัน คือ สีขาวแบบกระจกเงา สีแดง และสีเขียว มักใช้ประดับที่ตัวลาย ส่วนสีขาบ(สีน้ำเงินเข้ม) ใช้ประดับเป็นพื้นหลัง บุษบกธรรมาสน์มีองค์ประกอบสําคัญทั้งหมดด้วยกัน 3 ส่วน อันได้แก่ ฐานบุษบก, เสาและหลังคาบุษบกพร้อมเครื่องประดับตกแต่ง และยอดมงกุฎอันเป็นองค์ประกอบสําคัญของบุษบกธรรมาสน์หลังนี้ 

ยอดมงกุฎของบุษบกธรรมาสน์

ยอดบุษบกธรรมาสน์เป็น “ยอดมงกุฎ” เหตุที่ผู้เขียนไม่เรียกว่า “ยอดทรงมงกุฎ” เนื่องจากองค์ประกอบทั้งหมดของยอดเลียนแบบมาจาก “พระมหาพิชัยมงกุฏ” โดยแทบไม่มีการปรับ ลดทอน หรือปรับปรุงทรวดทรงให้มีลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมแบบสถาปัตยกรรมดังเช่นบุษบกทรงพระประธานในพระอุโบสถ วัดอนงคาราม แต่ดูเหมือนขยายขนาดของพระมหาพิชัยมงกุฎทั้งทรวดทรง และรายละเอียดมาสวมลงบนยอดธรรมาสน์มากกว่า

ในที่นี้จึงขอเรียกว่า “ยอดมงกุฎ” ยอดมงกุฎของบุษบกธรรมาสน์จึงมีองค์ประกอบที่เทียบเคียงได้กับพระมหาพิชัยมงกุฏที่ทําจากทองคําลงยาราชาวดีประดับเพชร มีดอกไม้ไหวประดับเพชร เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างขึ้นเมื่อประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในพุทธศักราช 2324

สำหรับยอดมงกุฎของบุษบกธรรมาสน์ ในการเปรียญวัดราชประดิษฐ มีทรวดทรงองค์ประกอบ และลวดลายประดับ ที่ถอดแบบมาจากพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดอกไม้ไหว” ในลักษณะเดียวกับที่ประดับบนพระมหาพิชัยมงกุฏ ซึ่งไม่ปรากฏในบุษบกยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎแห่งอื่น

ปลายปลีของบุษบกธรรมาสน์จําหลักลายจุดไข่ปลาแทนมงคลเพชรที่ประดับโดยรอบ “พระมหาวิเชียรมณี” เพชรขนาดใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงให้พระราชสมบัติ (การเวก รัตนกุล) ซื้อมาจากเมืองกัลกัตตาของ อินเดียเมื่อพุทธศักราช 2502 เพื่อทรงใช้ประดับบนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ ดังนั้น “เม็ดน้ำค้าง” บนปลายปลียอดจึงเทียบได้กับพระมหาวิเชียรมณีเป็นเพชรยอดมงกุฎ

ถึงแม้ว่าบุษบกธรรมาสน์ยอดทรงมงกุฎหรือยอดมงกุฏที่เรามีอยู่เพียงน้อยนิดจะปรากฏมาแล้วตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ดังตัวอย่างจาก ธรรมาสน์ยอดมงกุฎวัดค้างคาว จังหวัดนนทบุรี รวมไปถึงบุษบกยอดมงกุฎ รูปทรงแปลกประหลาดของวัดบรมวงค์อิศรวราราม ส่วนหนึ่งเพราะผู้สร้างคง ตั้งใจประดิษฐ์ให้มีรูปทรงที่ดูแปลกตาจึงไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนเช่นธรรมาสน์ยอดบุษบกที่พบได้ทั่วไป

กุฏาคารยอดมงกุฎกับ “อินทรคติ” ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เริ่มมีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมเรือนยอดหรือ “กุฎาคาร” ที่เป็น “ยอดมงกุฎ” ขึ้น ดังปรากฏเป็นงานสถาปัตยกรรมหลายแห่งด้วยกันไม่ว่าจะเป็น วิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่อาจถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรม “ยอดมงกุฎ” แห่งแรกและมีทรวดทรงงดงามที่สุด เป็นแบบอย่างให้กับสถาปัตยกรรมยอดมงกุฏอื่นๆ ใน เวลาต่อมา อาทิ ซุ้มประตูยอดมงกุฎทางเข้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม ต่อ มา “ยอดมงกุฎ” ก็แปรเปลี่ยนให้มีเพิ่มเก็จเป็นเหลี่ยมมุมแบบสถาปัตยกรรม กลายเป็น ขอดทรงมงกุฏ” เช่น ยอดทรงมงกุฏของพระมณฑปประดิษฐานพระไตรปิฎกและซุ้มประตูทางเข้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีบุษบกยอดทรงมงกุฎของพระโพธิธาตุพิมานด้านหลังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และหอระฆังทรงมงกุฎของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซุ้มประตูทางเข้าวัดเทพศิรินทราวาส ก็ยังเป็นยอดทรงมงกุฎแปดเหลี่ยม รวมทั้งหอระฆังของพระอารามเดียวกันก็ เป็นยอดทรงมงกุฎ

การสร้างสถาปัตยกรรมเรือนยอดหรือกุฎาคารยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎที่ริเริ่มในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวคงเป็นคติสัญลักษณ์ เกี่ยวเนื่องกับ “คติพระอินทร์” ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า “อินทรคติ” และเป็นหนึ่ง พระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เด่นชัดจนถือเป็น “อุดมการณ์” อย่างหนึ่งประจํารัชสมัย “อินทรคติ” ที่สัมพันธ์กับ “กุฎาคารยอดมงกุฎ” เห็นได้ชัดเจนจากการที่ทรงสถาปนาวิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็น กุฎาคารยอดมงกุฎ จดหมายเหตุวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่ง “ออกพระศรีภูริปรีชาธิราชเสนาบดีศีลาลักษณและนายชํานิโวหาร” เขียนเสร็จเมื่อจุลศักราช 1196 หรือตรงกับพุทธศักราช 2377 ได้เรียกชื่อเต็มของวิหารยอดที่พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นก่อนพุทธศักราช 2377 ว่า “พระบวรมหาเศวตกุฎาคารวิหารยอด” และอีกชื่อหนึ่งที่ค่อนข้างจะเกี่ยวข้อง กับอินทรคติปรากฏในฉบับตัวเขียนจึงไม่ค่อยแพร่หลายนักก็คือ “พระบวรมหาเสวตรเวชะยันตวิหาร” หรือ “พระเสวตระเวชยันตะพิมานวิหารยอด”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า “เวชยันตะพิมาน” ในที่นี้ก็คือ “ทิพพิมานอันเป็นนิวาสน ฐานแห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราช ตั้งอยู่ในท่ามกลางแห่งเมืองดาวดึงส์ มีนาม บัญญัติชื่อว่าไพชยนตพิมาน” คือ วิมานไพชยนต์ วิมานพระอินทร์ หรือ “เรือนอินทร์” ของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติไตรภูมินั่นเอง แสดงให้เห็นว่า วิหารยอดแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์งานช่างในรัชกาลที่ 3 แล้ว ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงวิมานไพชยนต์ ของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สอดคล้องกับอินทรคติที่เป็นพระราชนิยม หรืออุดมการณ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

อย่างไรก็ตาม หาก “ยอดมงกุฎ” ของวิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีความเกี่ยวข้องกับ “วิมานพระอินทร์” บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ปัญหาก็คือ เราจะอธิบายและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง “ยอดมงกุฎ” กับ “วิมานพระอินทร์” ได้อย่างไร เพราะในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ไว้

คัมภีร์ปัญจราชาภิเษก เขียนขึ้นโดยพระพิมลธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกในพุทธศักราช  2324 กล่าวถึงลักษณะราชาภิเษก 5 ประการ และธรรมเนียมปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับพระราชสิริของพระมหากษัตริย์ คัมภีร์นี้ได้เปรียบเทียบพระวรกายของพระมหากษัตริย์กับเขาพระสุเมรศูนย์กลางของจักรวาลและเครื่องราชกกุธภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งในคัมภีร์ระบุว่า ได้แก่ พระเศวตฉัตร พระมหามงกุฎ พระขรรค์ พระภูษาผ้ารตกัมพล ฉลองพระบาททองประดับแก้ว ในฐานะเครื่องประดับเขาพระสุเมรุไว้อย่างน่าสนใจว่า

“โส มหาสตฺโต สิเนโร อธิฏฺฐานกายํ ปญฺจาภิเสก อธิฏฺฐาสิ เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริย์ได้ราชาภิเษกเป็นเอกแก่ราชสมบัติแล้ว พึงได้อธิฐานอาตมาพระองค์เอง ว่าเรานี้คือเขาพระสุเมรุราชอันตั้งอยู่เป็นหลักพระธรณีในพื้นปฐพีดล และพระเนตรของเราข้างขวาคือพระสุริยอาทิตย์ พระเนตรของเราข้างซ้ายคือพระจันทร์อันล่องโลกให้เห็นแจ้งในพระทัย…และพระหัตถ์ทั้งซ้ายขวาและฝ่าพระบาทนั้น คือ ทวีปทั้งสี่ เศวตฉัตรหกชั้นนั้น คือฉกามาพจรทั้งหก…พระมหามงกฎนั้นไซร้ คือยอดวิมานพระอินทร์ พระขรรค์นั้น คือพระปัญญา อันจะตัดมลทินถ้อยความไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้เห็นแจ้งทั่วทั้งโลกธาตุ และเครื่องประดับผ้ารัดกัมพลนั้น คือเขาคันธมาทน์อันประดับเขาพระสุเมรุราช อันองค์พระมหากษัตริย์นั้น คือพระวินัยธรรม อันตรัสสั่งสอนแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ให้ปรากฏเห็นแจ้งรุ่งเรืองไปทั่วทั้งชมพูทวีป เกือกแก้วนั้น คือแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุราช และเป็นที่อาศัยแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลายทั่ว ทั้งแว่นแคว้นขอบขัณฑเสมาและจะภาชาปรากฏด้วยพระยศพระเดชของสมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้านั้นแล” (ผู้เขียนแน้นความ)

โดยนัยของการอุปมาจากคัมภีร์ปัญจราชาภิเษกข้างต้น พระมหามงกุฎ อันเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์จึงเปรียบได้กับยอดวิมานพระอินทร์ ปรารภเหตุดังกล่าว กุฎาคารยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎที่ริเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความหมายถึง “ยอดวิมานพระอินทร์” คือยอดของไพชยนต์มหาปราสาทที่ประทับของพระอินทร์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือยอดเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาลนั่นเอง ดังเห็นได้จากนามของวิหารยอดที่ปรากฏในจดหมายเหตุวัดพระศรีรัตนศาสดา ราม คือ “พระบวรเสวตรเวชะยันตวิหาร” หรือ “พระเสวตระเวชยันตะพิมานวิหารยอด”

ด้วยเหตุนี้ การสร้างกุฏาคารยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แทนวิมานไพชยนต์ของพระอินทร์และเฟื่องฟูในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพ้องกับพระราชนิยมใน “อินทรคติ” ของพระองค์

ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎที่สื่อความหมาย ถึงยอดวิมานพระอินทร์เท่านั้น อินทรคติเช่นว่านี้ยังปรากฏที่พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระมหามงกุฎของพระประธานวัดนางนอง กรุงเทพมหานคร มาสวมลงบนยอดนภศูลของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม การศึกษาของนักวิชาการ ที่ผ่านมาไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า พระปรางค์องค์นี้ คือ พุทธสถาปัตยกรรมที่สื่อสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุอย่างชัดเจนก็จริง

หากสิ่งที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ พระราชดําริของพระองค์ที่ทรงเชิญพระมหามงกุฎ ไปประดิษฐานบนยอดนภศูลของพระปรางค์

ในงานศึกษาของนักวิชาการหลายท่าน แม้จะแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ว่า ปรางค์ประธานของวัดอรุณราชวรารามเป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล แต่ก็คงมิใช่ “ทั้งหมด” ของพระปรางค์ที่เป็นเขาพระสุเมรุ พระปรางค์ประธานล้อมรอบด้วยปรางค์บริวารทั้ง 4 มุม เทียบได้กับมหาทวีป ทั้ง 4 ทิศของเขาพระสุเมรุ มณฑปทั้ง 4 ด้านของปรางค์บริวารอาจหมายถึง ท้าวจาตุมหาราช เทพยดาผู้ทรงพิทักษ์รักษาทวีปทิศทั้งสี่ สอดคล้องกับการ ประดับฐานปรางค์ประธานซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น ชั้นแรก เป็นยักษ์แบก สื่อถึงบริวารของท้าวจาตุมหาราช ชั้นที่ 2 เป็นกระบี่แบก อาจสื่อความหมาย ถึงบริวารของพระรามในฐานะอวตารของพระนารายณ์ ชั้นที่ 3 เป็นเทวดาแบก หมายถึง เทพยดาที่เป็นบริวารของพระอินทร์

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเห็นว่า ฐานทั้ง 3 ชั้นนี้เท่านั้นที่นับเป็นเขาพระสุเมรุ ส่วนเรือนธาตุของพระปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่บนฐานสิงห์ซ้อนกัน 3 ชั้นและ จระนําของเรือนธาตุเป็นที่ประดิษฐานรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งนักวิชาการ ให้ความเห็นว่าเป็นส่วนสวรรค์ของพระอินทร์ และบนสวรรค์ของพระอินทร์ก็ เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์จุฬามณีนั้น ๆ ผู้เขียนกลับเห็นว่า เรือนธาตุของพระปรางค์ประธาน คือ วิมานไพชยนต์หรือ “วิมานพระอินทร์” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา พระสุเมรุ ซึ่งแทนด้วยฐาน 3 ขั้นดังกล่าวอีกที่หนึ่ง เห็นได้จากซุ้มจระนําของ เรือนธาตุทั้ง 4 ด้านที่ตามปกติจะประดิษฐานพระพุทธรูปกลับเป็นที่ประดิษฐานรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ รวมทั้งชั้นอัสดงก็ประดับด้วยรูปพระนารายณ์ ทรงสุบรรณอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

นอกจากนี้ การประดับยอดปรางค์ขนาดเล็กเหนือสันหลังคาของซุ้มจระนําทั้ง 4 ด้าน เมื่อรวมกับยอดประธานของพระปรางค์เป็น ๕ ยอดตามคติจักรวาล ทําให้ยอดของพระปรางค์ทั้ง 5 ยอดดูเหมือนปราสาทห้ายอด ดังมีตัวอย่างปราสาท ยอดปรางค์ห้ายอด อาทิ พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาทที่พระนครคีรี (เขาวัง) สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และปราสาทห้ายอด ในจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง “นารทชาดก” ภายในอุโบสถวัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บูรณปฏิสังขรณ์ในรัชกาลเดียวกันเมื่อพุทธศักราช 2402

ควรสังเกตด้วยว่า ยอดนภศูลของปราสาทห้ายอดในจิตรกรรมวัดประดู่ทรงธรรม ก็ยังอาจประดับด้วยพระมหามงกุฎเช่นเดียวกับพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ด้วยเหตุนี้ ยอดทั้ง 5 ของพระปรางค์ประธานจึงเทียบได้กับปราสาทห้ายอด โดยมี รูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณประดับอยู่ที่ชั้นอัสดง ซึ่งเทียบได้กับรูปครุฑยุดนาค รองรับไขราของพระมหาปราสาท เช่น พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรม มหาราชวัง เมื่อประกอบกับรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณที่ซุ้มจระนําของเรือน ธาตุด้วยแล้ว เรือนธาตุของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามจึงเปรียบได้กับวิมาน ไพชยนต์ของพระอินทร์ โดยมีพระมหามงกุฎที่ยอดนภศูลเป็นสัญลักษณ์ของ “ยอดวิมานพระอินทร์” ตามอินทรคติที่ปรากฏในคัมภีร์ปัญจราชาภิเษก

ถึงแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพจะทรง พระนิพนธ์ไว้ในหนังสือความทรงจํา ว่า “การที่เอามงกุฏขึ้นต่อบนยอดนภศูล ก็ไม่เคยมีแบบอย่างที่ไหนมาแต่ก่อน คนในสมัยนั้นจึงพากันสันนิษฐานว่ามี พระราชประสงค์จะให้คนทั้งหลายเห็นเป็นนิมิตว่าสมเด็จเจ้าฟ้า ‘มงกุฎ’ จะเป็น ยอดของบ้านเมืองต่อไป” และยังได้รับการผลิตซ้ำเป็นความรู้เช่นว่านั้นมา จนถึงปัจจุบันก็ตาม

แต่ผู้เขียนเชื่อว่า การนําพระมหามงกุฎของพระประธาน วัดนางนองวรวิหารไปสถิตบนยอดนภศูลของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อันเปรียบได้กับวิมานไพชยนต์ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาลอีกที่หนึ่ง เป็นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ในฐานะที่พระมหามงกุฎ เปรียบได้กับยอดของวิมานพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เช่นเดียวกับที่ ปรากฏเป็นงานสถาปัตยกรรมประเภทกุฎาคารยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎ นั่นเอง

จากยอดวิมานพระอินทร์ สู่พระบรมราชสัญลักษณ์ประจําพระองค์ ร.4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงใช้รูปพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ประจําพระองค์ ประดิษฐ์จากพระปรมาภิไธยเดิมว่า “มงกุฎ” และทรงสร้างเป็นพระราชลัญจกรประจําพระองค์ขึ้นหลายองค์ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า เหตุใดผู้คนในสมัยนั้นจึงโจษจันว่า การเชิญพระมหามงกุฎสถิตบนยอดนภศูลของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงครองราชสมบัติต่อไป เพราะนอกจากมงกุฎจะเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ประจําพระองค์ในกาลต่อมาแล้ว

เมื่อได้ทรงครองราชย์แล้วจริงๆ เรื่องดังกล่าวก็ดูเหมือนจะลงเอยตามที่โจษจันกัน การเชิญพระมหามงกุฎประดิษฐานบนยอดนภศูลของพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม หรือบนยอดพระเจดีย์ของวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร จึงเปลี่ยนความหมายเชิงสัญลักษณ์จากยอดวิมานพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ประจําพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์หรือทรงสร้างพระเจดีย์ดังกล่าว รวมไปถึงความหมายของสถาปัตยกรรมยอดมงกุฎหรือยอดทรงมงกุฎ ที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้เป็นต้นไป อาทิ หอระฆังยอดทรงมงกุฎในวัดราชประดิษฐ พระอารามที่ทรงสถาปนาขึ้นก็ดี ก็คงมุ่งหมายให้เป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ อันสื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแทนที่ยอดวิมาน พระอินทร์ตามอินทรคติในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในที่สุด

ปรารภเหตุดังกล่าวข้างต้น ในแง่ความหมายเชิงสัญลักษณ์อันเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฏในศาลา การเปรียญวัดราชประดิษฐ ซึ่งนําพระมหาพิชัยมงกุฎมาขยายมาตราส่วน และถอดรายละเอียดจนเกือบทุกกระเบียดนิ้ว โดยไม่มีการปรับ ลดทอน หรือปรุง แต่งทรวดทรงให้เป็นเหลี่ยมมุมแบบยอดทรงมงกุฎ แต่จงใจให้เหมือนพระมหาพิชัยมงกุฎมากที่สุด และเพื่อให้สอดคล้องกับพระบรมราชสัญลักษณ์ประจํา พระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ ได้ตรงที่สุด ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎนี้ คือ สัญลักษณ์ ที่สื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงสถาปนาวัด ราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก

“บุษบกธรรมาสน์ยอดมงกุฎวัดราชประดิษฐ  จาก ‘อินทรคติ’ สู่ ‘พระบรมราชสัญลักษณ์’”, ถอดรหัสพระจอมเกล้า, สำนักพิมพ์มติชน 2557

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...