โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘Troy: Myth and Reality’ เมื่อมหากาพย์อิเลียดถูกนำมาเล่าใหม่ใน British Museum

The101.world

เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 04.04 น. • The 101 World

สุนันทา วรรณสินธ์ เบล เรื่องและภาพ

 

ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษหรือบริติชมิวเซียม จัดนิทรรศการพิเศษ 'Troy: Myth and Reality' เพื่อแสดงถึงส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะนำเสนอเรื่องราว บางฉากบางตอนเด่นๆ และอิทธิพลของมหากาพย์เรื่องนี้ที่มีต่อศิลปะวัฒนธรรมของโลกผ่านกาลเวลายาวนาน

ห้องแรกจัดแสดงสมบัติชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของบริติชมิวเซียม นั่นคือแอมฟอรา (Amphora—โถดินเผาทรงสูง มีหูจับสองข้าง) ที่มีภาพตอนอาคิลลีสสังหารเพนเธซิเลีย นักรับหญิงเผ่าอเมซอน ผลงานของเอ็กซีเคียส (Exekias) ประมาณ 530 ปีก่อนคริสตกาล จัดแสดงคู่กับ งานศิลปะจัดวางของ Anthony Caro ที่แสดงฉากการตายของเฮกเตอร์ กษัตริย์เพรียม และ ประตูสกาลัน เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่มาชมนิทรรศการร่วมกับผู้เขียนถึงกับออกปากว่า นี่มัน “ยำตก” (อารยธรรมตะวันตก) นี่นา

อารยธรรมตะวันตกเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง และแน่นอนว่าตำนานการล่มสลายของกรุงทรอยที่อยู่ในมหากาพย์อีเลียดของกวีเอก โฮเมอร์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาวิชานี้ และถือเป็นความรู้พื้นฐานของทุกคนที่สนใจอารยธรรมตะวันตก

อีเลียด (ประมาณ 762 ปีก่อนคริสตกาล) เล่าถึงการรบของเหล่าทวยเทพกรีกผ่านตัวกลางมนุษย์ การสู้รบระหว่างกองทัพกรีกกับทรอย ความรักและสงคราม ศักดิ์ศรีและวีรกรรม ความกล้าหาญและความสูญเสีย ความโหดร้ายและโชคชะตา ความไม่ลงรอยกันในหมู่เทพ การเมืองของทั้งเทพและมนุษย์ ธรรมชาติมนุษย์ หายนะที่มีผู้หญิงเป็นต้นเหตุ หรือผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ…  รายการนี้ยืดออกไปได้อีกยาว ดังที่กล่าวข้างต้น นิทรรศการ Troy: Myth and Reality จัดแสดงถึงอิทธิพลของอีเลียดต่อศิลปะ ความเชื่อ และวรรณคดีของมนุษย์มานานกว่า 2,500 ปี

ครึ่งแรกของนิทรรศการจัดแสดงวัตถุ เช่น ภาชนะดินเผา แถบสลักหินประดับผนัง (frieze) หรือโลงหิน (sarcophagus) ภาพวาด และรูปหินอ่อนแกะสลัก แสดงถึงตัวละครและฉากต่างๆ จากเรื่องอีเลียดและตำนานสงครามกรุงทรอย ซึ่งรวมเรื่องราวในเรื่องอิเนียด (Aeneid) ของเวอร์จิล กวีชาวโรมัน และโอดิสซี (Odyssey) ของโฮเมอร์ด้วย

วัตถุจัดแสดงส่วนใหญ่มาจากคลังสมบัติของบริติชมิวเซียม ที่ปกติจัดแสดงในนิทรรศการถาวรในห้องกรีกและโรมโบราณ บางชิ้นยืมมาจากสถาบัน Staatliche Museen zu Berlin, พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ ณ เมืองเนเปิลส์ (Museo Archeologico Nazionale di Napoli), พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเดนมาร์ก, Victoria and Albert Museum, มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, และพิพิธภัณฑ์หรือคลังสะสมส่วนตัว เช่น Woburn Abbey Collection และ Devonshire Collections

 

 

 

 

วัตถุจัดแสดงครึ่งแรก เล่าเรื่องราวของสงครามกรุงทรอย นับตั้งแต่ฉากงานแต่งงานของเพเลอุสและเธทิสซึ่งมีเหล่าเทพเข้าร่วม แต่เอริสไม่ได้รับเชิญ จึงก่อเรื่องจุดชนวนข้อพิพาทโดยทิ้ง “แอปเปิลทอง” ซึ่งมีข้อความสลักว่า “สำหรับผู้ที่มีโฉมงามที่สุด” เฮรา, อธีนา และอโฟรดิตี ต่างอ้างว่าเป็นของตน ซุสจึงให้เฮอร์เมสนำเทพีทั้งสามไปพบปารีส เจ้าชายแห่งทรอย เพื่อให้ปารีสตัดสิน เทพีทั้งสามเสนอติดสินบนปารีส เฮราเสนอว่าจะให้ปารีสได้เป็นกษัตริย์ครองยุโรปและเอเชีย อธีนาเสนอสติปัญญาและทักษะการรบ ส่วนอโฟรดิตีเสนอให้ปารีสได้แต่งงานกับผู้หญิงที่งามที่สุดในโลก

ดังที่เราทราบกัน ปารีสรับข้อเสนอของอโฟรดิตี แต่ปัญหาคือ เฮเลน หญิงที่งามที่สุดในโลก มีสามีแล้ว เมื่อปารีสพาเฮเลนหนีมากรุงทรอย เมเนลาอุส สามีของเฮเลนพร้อมด้วยกองทัพกรีกจึงยกทัพทางเรือมาประชิดทรอย ตัวละครสำคัญๆ ในกองทัพกรีกได้แก่ อกาเมมนอน เมเนลาอุส โอเดสซิอุส อคิลลีส เอแจ็กซ์ ส่วนฝ่ายทรอยมีเฮกเตอร์ พี่ชายของปารีส เป็นผู้นำทัพ ส่วนเทพก็แบ่งพรรคแบ่งพวกช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย อพอลโล อโฟรดิตี และโพไซดอน ช่วยเหลือฝ่ายทรอย ส่วนเฮรา เธทิส และฮิฟิสตุส สนับสนุนฝ่ายกรีก อธีนาช่วยทั้งสองฝ่าย และซุสเข้าแทรกแซงเป็นครั้งคราว

อคิลลีสเป็นนักรบที่น่าเกรงขามของฝ่ายกรีก แต่เขาไม่ยอมออกรบเพราะอกาเมมนอนหยามหน้าเขาโดยการชิงตัวไครเซอิส ซึ่งเป็นเชลยสงครามที่สมควรเป็น “สมบัติ” ของอคิลลีสไป พาโทรคลุส เพื่อนสนิทของอคิลลีสเข้ารบโดยสวมเสื้อเกราะของอคิลลีส เฮกเตอร์สังหารพาโทรคลุสเพราะเข้าใจผิด เมื่ออคิลลีสรู้ข่าวว่าเพื่อนรัก (หรือคู่รัก) เสียชีวิต จึงโศกเศร้าและบันดาลโทสะ ท้าเฮกเตอร์ออกรบตัวต่อตัว อคิลลีสสังหารเฮกเตอร์และลากศพของเขาหน้ากำแพงเมืองเพื่อหยามเกียรติ และไม่ยอมคืนศพให้ฝ่ายทรอยเพื่อประกอบพิธีกรรม ส่วนเพรียม พ่อของเฮกเตอ ร์จูบมืออคิลลีสและอ้อนวอนขอให้คืนศพบุตรชาย อคิลลีสจึงยอมคืนศพให้

สงครามดำเนินต่อไปเป็นเวลา 10 ปี ฝ่ายกรีกไม่มีทีท่าว่าจะตีฝ่าเข้าไปในเมืองได้ จึงออกอุบายสร้างม้าไม้ขนาดใหญ่โดยให้ทหารกรีกซ่อนตัวภายใน กรีกทำทีว่าจะเดินทางกลับ และทิ้งม้าไม้ไว้เป็นของกำนัลแด่ทรอยและเทพอธีนา ชาวทรอยเชื่อตามนั้นและนำม้าไม้เข้าเมือง พอตกดึกทหารกรีกปีนออกจากม้าไม้และเป็นเหตุให้กรุงทรอยแตก

อนึ่ง รายละเอียดของฉากม้าไม้มีที่มาหลายแหล่ง และมีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างไรก็ดีเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคติพจน์ว่า “จงระวังชาวกรีกที่มาพร้อมของขวัญ” ของขวัญจากกรีก (Greek gift) จึงหมายถึงของขวัญที่แฝงกลลวงและอาจเป็นผลร้ายต่อผู้รับ

 

 

ภาพโถผสมไวน์ (dinos) แสดงขบวนเทพที่ไปร่วมงานแต่งงานของเพเลอุสกับเธทิส อายุประมาณ 2580 ปี ฝีมือโซฟิลอส ช่างชาวกรีก นิทรรศการจัดเครื่องฉายแสงภาพวิ่งบนฐานสีดำเพื่ออธิบายรายละเอียดภาพ 2 ฝั่งเหมือนกัน

 

 

ซ้ายสุดคือแอมฟอราที่แสดงภาพอคิลลีสเล่นหมากกระดานกับเอแจ็กซ์ ระหว่างพักรบจากสงครามกรุงทรอยอันยาวนาน อายุประมาณ 2600 ปี อีกสองชิ้นแสดงฉากอคิลลีสซุ่มโจมตีและสังหารทรอยลัส ตัดหัวทรอยลัสแล้วโยนหัวใส่กลุ่มนักรบของทรอย

 

 

เธทิสจุ่มอคิลลีสในแม่น้ำสติกซ์ เพื่อให้ร่างของอคิลลีสเป็นอมตะ ไม่มีศาสตราวุธใดทำร้ายได้ แต่บริเวณข้อเท้าที่มือเธทิสจับไม่สัมผัสน้ำ จึงเป็นจุดอ่อนของอคิลลีส (Achilles’ heel) งานแกะสลักหินอ่อนฝีมือของ Thomas RA Banks จากศตวรรษที่ 18 ยืมจาก Victoria and Albert Museum, London

 

 

อคิลลีสถูกลูกศรเข้าบริเวณเอ็นร้อยหวายซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เดียวของเขา ฝีมือของ Filippo Albacini ช่างสลักหินอ่อนในจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรีก

นอกจากวัตถุจากบริติชมิวเซียม นิทรรศการยังจัดแสดงหนังสือของโฮเมอร์ฉบับแปลเป็นภาษาอังฤษและตีพิมพ์ครั้งแรก (1616) จากคลังสะสมส่วนพระองค์ของพระนางเจ้าอลิซาเบธ และฉบับภาษากรีกที่พิมพ์ในฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในปี 1488 จากหอสมุดแห่งชาติ (British Library)

ส่วนครึ่งหลังของนิทรรศการเล่าถึงความพยายามในการค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อยืนยันว่าทรอยมีอยู่จริง มีการขุดสำรวจทางโบราณคดีเพื่อค้นหาที่ตั้งของกรุงทรอย และเพื่อพิสูจน์ว่ามหากาพย์ของโฮเมอร์มีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ การค้นพบครั้งที่เลื่องชื่อที่สุดคือการขุดสำรวจในประเทศตุรกี โดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันนาม Heinrich Schliemann ในช่วงปลายทศวรรษที่ 19 พบหลักฐานกำแพงเมืองและที่ตั้งชุมชน และชิ้นส่วนของอาวุธกรีกในยุคสำริดที่ทรอย

นอกจากนี้ นิทรรศการยังแสดงถึงอิทธิพลของอีเลียดและเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงทรอย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการตีความและการนำเสนอแบบใหม่ๆ เช่น อิเลียดในรูปแบบการ์ตูนมังงะ การจัดแสดงละครสัตว์ในธีมศึกกรุงทรอย (1833) การเล่าเรื่องราวติดตลกผ่านโอเปรา LA Belle Helene ซึ่งเริ่มจัดแสดงในปารีสในปี 1864  การแสดงเรื่อง Helene ในอังกฤษในปี 1932  ภาพ Judgement of Paris (1806-1917) ของ William Blake และบทละครเรื่อง Troilus and Cressida ของเชคสเปียร์ เป็นต้น

 

 

 

นิทรรศการจบด้วยแบบจำลองโล่ของอคิลลิส (1821) ออกแบบโดย John Flaxman ตามคำบรรยายของโฮเมอร์ และโล่ของอคิลลิส ผลงานของ Spencer Finch ซึ่งเป็นศิลปะจัดวางที่ทำจากไฟหลากสี แสดงถึงศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของทรอย

การจัดแสดงโดยรวมดีมาก จัดพื้นที่แบ่งเป็นโซนตามหัวข้อ และจัดเป็นมุมย่อยๆ อีก สร้างพื้นที่ใกล้ชิด แทนที่จะจัดแสดงในห้องโถงโล่ง มีรูปหินอ่อนอคิลลีสโดนศรอยู่ตรงกลาง สามารถเห็นได้จากทั้งสองฟากของนิทรรศการ การจัดแสงสลัวทำให้ดูขลัง มีการใช้ศิลปะแสงช่วยเล่าเรื่องและอธิบายรายละเอียดของภาพและวัตถุ มีการจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยควบคู่กับงานโบราณคดี วันที่ผู้เขียนไปนั้นนิทรรศการเพิ่งเปิด จึงมีคนค่อนข้างมาก แต่ทุกคนก็หาพื้นที่ให้ตัวเองค่อยๆ ขยับตามกันไปอย่างสุภาพ

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน สิ่งที่ดีงามกว่านิทรรศการคือร้านขายของที่ระลึก น่าซื้อทุกชิ้น มีของที่ระลึกสำหรับตลาดหลายกลุ่ม ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก มีทั้งเครื่องประดับ หนังสือ ของเล่น เครื่องเขียน เสื้อยืด เนกไท ถุงผ้า มีของที่ระลึกที่จำหน่ายใน Troy Museum จากประเทศตุรกีด้วย มีหนังสือเรื่องอีเลียด, โอเดสซี, อีเนียด ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษหลายเวอร์ชั่น และมีหนังสือที่นำธีมและเรื่องราวไปเล่าต่อเป็นเรื่องใหม่ เช่น Omeros ของ Derek Walcott,The Penelopiad ของ Margaret Atwood, Troilus and Criseyde ของ Geoffery Chaucer, A Thousand Ships ของ Natalie Haynes และThe Silence of the Girls ของ Pat Barker

 

 

 

 

นิทรรศการ Troy: Myth and Reality จัดแสดงที่ British Museum ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2020 ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป £20

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...