โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลัสเตอร์โควิด สถาบันสอนศาสนา 'มัรกัซยะลา' บทเรียนที่ควรหาทางออกร่วมกัน/บทความพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 มิ.ย. 2564 เวลา 01.55 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 01.55 น.

บทความพิเศษ

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

Shukur2003@yahoo.co.uk

 

คลัสเตอร์โควิด

สถาบันสอนศาสนา ‘มัรกัซยะลา’

บทเรียนที่ควรหาทางออกร่วมกัน

แม้คลัสเตอร์สถาบันการสอนศาสนา “มัรกัซยะลา” จะเป็นต้นเหตุกระจายโควิดทั่วหลายจังหวัดภาคใต้ แต่จำนวนก็ยังน้อยกว่าคลัสเตอร์ “โรงงาน” ก็ตาม

แต่ส่งผลคำวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องดราม่าในโลกโซเชียลอย่างมากในพื้นที่ และสื่อมวลชนส่วนกลาง

เพราะโควิดนี้เป็นเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาอาจขยายไปพื้นที่อื่นๆ แม้แต่กรุงเทพมหานครและภาคเหนือ เพราะในรายงานของสื่ออ้างว่ามีนักเรียนจากเชียงรายมาเรียนที่ “มัรกัซยะลา” ด้วย

เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะมุสลิมร่วมหาทางออกร่วมกัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ โควิดปัจจุบันในพื้นที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ หลายพื้นที่เตียงโรงพยาบาลล้นต้องเปิดโรงพยาบาลสนามในชุมชน

สำหรับสถาบันสอนศาสนานี้ หรือสื่อเรียกว่าโรงเรียน อยู่ภายใต้การบริหารของ “ศูนย์มัรกัสยะลา” หรือศูนย์ดะวะห์แห่งประเทศไทย มัสยิดอิล-นูร เป็นสถานที่เรียนรู้และเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ภาคประชาชนแห่งหนึ่ง

(ตามสื่อมวลชนรายงานว่า) ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนในศูนย์ดะวะห์ได้ปล่อยนักเรียนกลับบ้านในภูมิลำเนาของตนเอง ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด ทาง ศบค.จังหวัดยะลา จึงสั่งการให้แจ้งไปยังทาง ศปก.อำเภอของทุกจังหวัดภาคใต้ เร่งหานักเรียนจากศูนย์มัรกัสยะลานำมาตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่

 

สภาพสถานการณ์สถาบันสอนศาสนา

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อันเนื่องมาจากการเรียนศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวิถีชีวิต มีการจัดการการสอนศาสนาในพื้นที่ หลากหลายรูปแบบ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงสถาบันการสอนศาสนาสองส่วนเท่านั้น “สถาบันปอเนาะและสถาบันฮาฟิซ”

สถาบันปอเนาะ จะเน้นสอนศาสนาหลากหลายวิชา ในขณะที่สถาบันฮาฟิซ จะเน้นท่องจำอัลกุรอาน

ทั้งสองสถาบันมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300 แห่ง มีจำนวนนักเรียนจากทั่วภาคใต้รวมทั้งจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (บางสถาบันมีนักเรียนจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา และเมียนมา) มากน้อยแล้วแต่ความมีชื่อเสียงของสถาบัน ตั้งแต่ 50-2,000 คน

เช่น สถาบันสอนศาสนา “มัรกัซยะลา” มีชื่อเสียงมากๆ ด้านท่องจำกุรอาน มีนักเรียนไม่ต่ำกว่า 500 คน

นักเรียนต้องอยู่ประจำเท่านั้น การเปิด-ปิดเรียนสถาบัน เน้นปฏิทิน ศาสนา คือจะปิดปีละสองครั้งใหญ่ “ช่วงเดือนเมาลิดนบีรำลึก” เดือนรอมฎอน และจะเปิดหลังจากนั้น

ซึ่งปีนี้เปิดประมาณ 24 พฤษภาคม 2564 หลังวันตรุษอีดิลฟิตร์ 10 วัน

ดังนั้น ในความเป็นจริง ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่มีนักจำนวนมากเรียนประจำอยู่ แม้สถาบันเหล่านี้จดทะเบียนกับทางการ ภายใต้การดูแลสำนักงานการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประกาศเปิดเรียน “สามัญ” วันที่ 14 มิถุนายน 2564

 

บทเรียน “มัรกัซยะลา”

จะแก้ปัญหาอย่างไร?

เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเป็นของสถาบันสอนศาสนาในพื้นที่ดังที่กล่าวทางออกที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยมีข้อเสนอแนะดังนี้

เบื้องต้นติดตามนักเรียน “มัรกัซยะลา” อย่างเร่งด่วนพร้อมดูแลติดตามที่อื่น

องค์กรศาสนาอิสลามอย่าง “สำนักจุฬาราชมนตรี” ได้ออกหนังสือด่วน ลงนามโดยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี แจ้งไปยังประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ขอความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์แจ้งให้ทุกมัสยิดในสังกัด ได้ดำเนินการสำรวจสัปปุรุษว่า มีนักเรียนที่เดินทางมาจากมัรกัซยะลาหรือไม่

หากมีให้รีบไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่ เพื่อรีบไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลหรือจุดบริการในพื้นที่ต่างๆ โดยเร็ว

พร้อมให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข กักตัวเองที่บ้านหรือสถานที่ที่รัฐจัดให้

และขอให้บุคคลดังกล่าวและครอบครัวงดละหมาดที่มัสยิด ทั้งละหมาดญะมาอะห์ (รวมประจำวัน) และละหมาดวันศุกร์ (ญุมอะห์) จนกว่าผลตรวจจะชี้ชัดว่า ไม่มีการติดเชื้อ

สำหรับสถาบันอื่นๆ ที่เปิดอยู่แล้วมอบหมายให้สำนักงานการศึกษาเอกชน ฝ่ายปกครอง ผู้นำศาสนาในพื้นที่สำรวจจำนวนโรงเรียน บุคลากร นักเรียน (ไม่ว่าจดทะเบียนหรือไม่) เชิญเจ้าของสถาบัน (โต๊ะครู) ขอความร่วมมือ ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนปฏิบัติตามสามมาตรการอย่างเคร่งครัด

ดังประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา และเมาลานา คอดาฟี นักเผยแผ่ศาสนาอิสลามชื่อดังของจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ด้วยภาษามลายู) ให้ทัศนะไว้ว่า โควิดสำหรับมุสลิม : ควรปฏิบัติตามสามมาตรการ หนึ่ง รัฐ เพราะเขาบริหารประเทศ บริหารบ้านเมือง สอง สำนักจุฬาราชมนตรี บริหารองค์กรศาสนา มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนามากมาย สาม สาธารณสุข รู้เรื่องดีเรื่องโรคระบาดและพิษภัยไข้เจ็บ

(#ฟังฉบับเต็มใน https://fb.watch/6duub9h1Mn/)

ระยะถัดไป

 

ดร.อับดุลฮาฟิซ ฮิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอว่า 2 ข้อใหญ่ๆ ที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข

1. ปอเนาะ (สถาบันสอนศาสนา) ที่ปิด ยังไม่เปิดเรียนให้ชะลอการเปิด เบื้องต้นน่าจะเปิดหลังรายอฮัจญ์ ประมาณ 20 กรกฎาคม 2564 (ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น)

2. ปอเนาะที่เปิดอยู่ ศบค.อำเภอ/สสจ./สช.อำเภอ และประธานปอเนาะอำเภอ ร่วมประชุมหารือกับโต๊ะครู ก่อนเด็กจะกลับบรายอ ต้องไม่มีเด็กติดโควิคจากปอเนาะ

3. เมื่อเด็กกลับรายอฮัจญ์ ให้โต๊ะครูปอเนาะเปิดปอเนาะตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ศบค.ประกาศ เหมือนที่ประกาศเลื่อนเปิดเรียนในโรงเรียนเอกชน

4. ให้มีผู้รับผิดชอบเพื่อประสานงานแต่ละจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา

5. เสนอให้ สช.จังหวัด สสจ. และชมรมสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัด เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยมีผู้ประสานงานจังหวัดร่วมประสานและแก้ปัญหา

จัดหาวัคซีนเพื่อภูมิคุ้มกันหมู่

 

จริงอยู่ทุกภาคส่วนในพื้นที่รณรงค์ฉีดวัคซีน แต่ความเป็นจริง วัคซีนมีไม่พอ หากครู บุคลากรทางศึกษายังไม่ฉีด หากเปิดเรียน โรงเรียนก็จะเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ดังที่เป็นข่าวหลายโรงเรียนที่เปิดแค่อาทิตย์แรก

ดร.มังโสด หมะเต๊ะ แกนนำสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้กล่าวว่า “วันพุธที่ 23 มิถุนายนนี้ เราจะทำหนังสือถึง รมว.ศึกษาธิการ (รวมทั้งแถลงข่าวผ่านสื่อกดดัน) ให้จัดหาวัคซีนฉีดบุคลากรทางศึกษาทุกโรงเรียนก่อนเปิดเรียน มิใช่แต่ละจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศปิดเรียนแต่ไม่มีมาตรการใดช่วยเหลือ โดยเฉพาะจัดหาวัคซีน”

ท่านยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ได้ประสานเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้จัดส่งรถตรวจโควิดพระราชทาน 3 คันปูพรมตรวจบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ก่อนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...