โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘คอนโดซีบีดี-หัวหิน-ภูเก็ต’ ดีมานด์พุ่ง

The Bangkok Insight

เผยแพร่ 31 ม.ค. 2562 เวลา 10.18 น. • The Bangkok Insight

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยตลาดคอนโดมิเนียมยังเติบโต จากความต้องการซื้ออยู่อาศัยและเพื่อลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน โซนเพลินจิต-ชิดลม, สุขุมวิท, พญาไท-ราชเทวี ตลาดโตต่อเนื่อง รวมทั้งคอนโดตากอากาศภูเก็ต-หัวหิน ยังเติบโต คาดต้นปีคอนโดฯรีเซลคึกคัก ดึงผู้ซื้อเร่งตัดสินใจก่อนใช้มาตรการ LTV

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลฝ่ายวิจัยและพัฒนากลยุทธ์ ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าตลาดที่อยู่อาศัยในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (ซีบีดี) และโซนใกล้เคียง ที่เป็นทำเลแนวรถไฟฟ้า ยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยม อีกทั้งการขยายตัวของเมือง ประกอบกับระบบการคมนาคมที่ครอบคลุมมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยขยายตัวไปหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตามคอนโดมิเนียม ยังถือเป็นที่อยู่อาศัยที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่งผลให้ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าและส่วนต่อขยาย ปรับราคาเพิ่มขึ้นและกระทบต่อราคาของโครงการใหม่ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากปัจจัยด้านระบบคมนาคมแล้ว พื้นที่แนวรถไฟฟ้ายังมีศักยภาพของพื้นที่ ลักษณะเฉพาะตัวเช่นเป็นศูนย์รวมแหล่งการค้า คอมมูนิตี้มอลล์ แหล่งงาน และอาคาร ก็เป็นหนึ่งในอีกปัจจัย ที่ทำให้ความต้องการคอนโดมิเนียมในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น

จากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี (2558 – 2561) พบการเติบโตแต่ละทำเล ดังนี้

  • ทำเลสุขุมวิท มีอุปสงค์ (ดีมานด์) เติบโตเฉลี่ยกว่า 50% ขณะที่อุปทานเติบโตเพียง 30%
  • ทำเลพญาไท-ราชเทวี อุปสงค์เติบโตเฉลี่ยกว่า 570% อุปทานเติบโต 240% มีโครงการไม่มาก
  • ทำเลเพลินจิต-ชิดลม อุปสงค์เติบโตเฉลี่ย 80% อุปทานเติบโต 20%

จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อุปสงค์เติบโตแซงหน้าอุปทานค่อนข้างมาก ปัจจัยหลักมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและโซนซีบีดี ในปัจจุบันเริ่มมีพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการใหม่อย่างจำกัด แม้จะมีความต้องการจากผู้ซื้อสูงเพียงใด แต่การพัฒนาโครงการใหม่ทำได้ยาก

ดังนั้นคอนโดมิเนียมจากโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว และถูกนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) จึงน่าจับตามอง เพราะสามารถตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลกลางเมืองได้ โดยโครงการในเขตพญาไท อโศก และสุขุมวิท พบว่าราคาโครงการใหม่สูงกว่าราคาโครงการรีเซลเกือบ 10%

ด้วยศักยภาพของพื้นที่ ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญ แหล่งงาน และร้านอาหาร อีกทั้งด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ ทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ๆ เริ่มลดลง ส่งผลให้ระดับราคารีเซลยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้นราคาระหว่างโครงการใหม่กับโครงการรีเซล จึงมีความแตกต่างน้อยกว่าพื้นที่รอบนอก

ปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้คอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯชั้นใน ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย มาจากผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ทั้งผลตอบแทนการขายต่อ (Capital Gain) และผลตอบแทนจากค่าเช่า (Rental Yield) ที่อยู่ในระดับสูง โดยโครงการที่ได้รับผลตอบแทนในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนรวม  ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการในพื้นที่สุขุมวิท และสุขุมวิทรอบนอกที่มีผลตอบแทนรวมอยู่ที่ 10% ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วง 2-3 ปี มี Capital Gain ลดลง จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าระดับราคาของโครงการใหม่ๆ มีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี หากนักลงทุนต้องการได้ผลกำไรจากส่วนต่างของราคา อาจต้องใช้เวลาในการถือครองอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป โดยผลตอบแทนจากค่าเช่าที่ 4-6% แต่จากราคาที่คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากนี้ การขยายตัวของความเจริญ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมจากภาครัฐ ให้กระจายไปยังเมืองท่องเที่ยวหลัก ก็เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมเช่นกัน โดยเฉพาะโซนภูเก็ต ที่มีโครงการการพัฒนาสนามบินภูเก็ต เฟส 3, โครงการภูเก็ต สมาร์ทซิตี้, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รองรับการขยายตัวของเมืองภูเก็ตในอนาคต

คอนโดในทำเลซีบีดี ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

ราคาเสนอขายคอนโดมิเนียมในพื้นที่ภูเก็ต จึงมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 ปี มีการปรับเพิ่มขึ้น 12% และโซนหัวหิน ที่มีโครงการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางจากกรุงเทพฯ ทางรถไฟความเร็วสูงและโครงการทางพิเศษ รวมทั้งศักยภาพความพร้อมด้านการอยู่อาศัยของพื้นที่ ทำให้อุปสงค์เติบโตต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่หัวหินในภาพรวม ราคาที่ดินรอบบัญชี 2559-2562 เทียบกับ 2555–2558 เพิ่มขึ้นเกือบ 30% ทำให้ตลาดรีเซลช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พบว่าราคาเติบโตต่อเนื่อง มีผลตอบแทนการขายต่อสูงถึง 60% ส่วนการปล่อยเช่า ก็ยังสร้างผลตอบแทนสูงราว 4-5% ต่อปี ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวตากอากาศ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

“ประเมินได้ว่าช่วงต้นปี 2562 ก่อนมาตรการลดวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าที่อยู่อาศัยหรือ LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีนี้ โครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วและรีเซลจะกลับมาคึกคัก เนื่องจากเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สามารถเห็นรูปแบบโครงการ สภาพห้อง และพร้อมเข้าอยู่ หรือหากจะลงทุนปล่อยเช่าต่อ ก็สามารถรับผลตอบแทนได้เลย” นายอนุกูล กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการทำโปรโมชั่นพิเศษออกมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ก่อนช่วงเวลาบังคับใช้มาตรการ LTV และจะได้ประโยชน์จากราคาที่ขยับเพิ่มขึ้นในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...