โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"สุทธิสาร จิราธิวัฒน์" โฉมใหม่ ไทวัสดุ 2020

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. 2563 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2563 เวลา 09.10 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างของตระกูลจิราธิวัฒน์ดำเนินธุรกิจได้ 10 ปีเต็มแล้ว ไม่ว่าจะนับตั้งแต่วันแรกในปี 2551 หรือนับวันเปิดบริการสาขาแรกในปี 2553 ปัจจุบันและอนาคตกำลังไต่เส้นทางสู่เป้ายอดขาย 50,000 ล้านบาท ตามแผน 5 ปี (2561-2565)

ล่าสุด นายใหญ่ค่ายไทวัสดุ “สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ระบุ ณ สิ้นปี 2562 มียอดขาย 30,000 ล้าน พร้อมกับคิกออฟนิวบิสสิเนสโมเดล “new format” โดยเริ่มต้นที่สาขาหนองจอกซึ่งเปิดบริการเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2562

เพื่อจะบอกว่า การเติบโตนับจากนี้ไป ไทวัสดุโฟกัสแผนธุรกิจเติบโตจากสาขาที่ไซซ์เล็กลง แต่ยอดขายต้องเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม

Q : แผนธุรกิจปี 2563

ตามแผน 5 ปีจะมียอดขาย 50,000 ล้าน ซึ่งปีที่เริ่มแผนเรามียอดขาย 20,000 ล้าน ณ สิ้นปี 2562 เราจบยอดขาย 30,000 ล้าน โตจากปีที่แล้ว 20% ปีหน้าก็อยากโตอีกสัก 15% ขึ้นไป ยอดขายรวมอยู่ที่ 34,500 ล้าน

สเกลลงทุนถ้าเป็นสาขาใหญ่ตกสาขาละ 600 ล้านบาท ล่าสุดเราเปิดโมเดลย่อไซซ์สาขาให้เล็กลง จากเดิมพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร ไซซ์เล็กเหลือ 10,000 ตารางเมตร การลงทุนก็เหลือครึ่งหนึ่งที่ 300 ล้าน พนักงานเคยใช้สาขาใหญ่ 100-150 คน ไซซ์เล็กก็เหลือ 50 คน

ปี 2562 ลงทุนรวม 3,000 ล้าน ทั้งเปิดสาขาใหญ่ 4 สาขา กับสาขาเล็ก 1 สาขา รวมทั้งรีโนเวตสาขาเดิมด้วย ปีนี้งบฯลงทุนเพิ่มเป็น 3,500 ล้านปัจจุบันเรามีไซซ์เดียวเพียงแต่ทำให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนสาขาใหญ่ไซซ์ 18,000 ตารางเมตร ตอนนี้ 16,000 ตารางเมตร จากนั้นจะเปิดไซซ์ใหญ่ 16,000 ตารางเมตรตลอด

Q : เทรนด์ตลาดปีหนู

มีหลายปัจจัย ปกติช่วงต้นปีดีกว่าช่วงปลายปี มาจาก 1.ต้นปีเป็นฤดูการขายอยู่แล้ว หน้าขายต้นปีไปจนถึงพฤษภาคมเข้าหน้าฝน สโลว์ลง 2.เทียบปีต่อปีก็ยังโตจากปีที่แล้ว ยอดขาย same store โต 8-10%

เราไปดูคู่แข่งเราก็แฮปปี้ (หัวเราะ) เพราะคู่แข่งติดลบ เราก็เข้าใจ ธุรกิจตลาดมันแย่ ขึ้นกับใครทำงานแบบไหน ทีมงานเขาตั้งใจทำงาน เขารู้ว่าต้องทำยังไง เขารู้ในสิ่งที่ตอบสนองลูกค้าได้ ลูกค้าก็เทมา

ปีที่แล้ว (2562) ถ้าดูจากของเราลูกค้าต่างชาติหายไปเยอะ ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวจีนหายไปเยอะ แต่ไม่ใช่ไม่ดี ก็ยังดีอยู่ เพียงแต่ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน เดิมเดินไปทางไหนมีแต่คนจีนเต็มไปหมด ข้ามถนนครึ่งหนึ่งคนจีนครึ่งหนึ่งคนไทย แต่วันนี้เริ่มกลับมาปกติมากขึ้น

ไม่เหมือนพีกไทม์ตอนช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนเยอะ ๆ เขาก็ซื้อคอนโดฯ ลักษณะคนจีนเขาไม่มีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ในประเทศจีน เขาซื้อบ้านไม่ได้ เป็นเจ้าของได้ 50-60 ปี ต้องคืนรัฐบาล สัญญาก็หมด ฉะนั้นเขามีเงินเยอะก็อยากได้กรรมสิทธิ์ มาซื้อคอนโดมิเนียมในเมืองไทย มีคนพามาซื้อตกแต่งทำให้ยอดตรงนั้นก็มาเยอะ พวกร้านอาหารก็มาเยอะ

เรารู้ว่าผู้รับเหมามาซื้อของเยอะ เพราะมีลูกค้าต่างชาติซื้อคอนโดฯเยอะ พวกนี้เป็น side effect หมด ตอนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะร้านอาหารก็เปิดเยอะ ตอนนี้ร้านอาหารก็เปิดน้อย ตอนมาเยอะร้านอาหารก็มาซื้อโต๊ะเก้าอี้ สี สุขภัณฑ์ ขยายห้องน้ำ ตอนนี้กระทบหมด

อย่างไรก็ตาม ปี”62 ที่มองว่าเศรษฐกิจแย่ แต่สำหรับผม 3 ปีที่แล้วน่าจะแย่กว่านี้ ตอนนี้ดีกว่า เราวัดตัวเราเอง ไม่ได้วัดเพื่อน ๆ (คู่แข่ง) หรือตลาดข้างนอกเป็นยังไง 3 ปีที่แล้ว ผมโตน้อยกว่าตอนนี้

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า 9 ปีก่อนเราเปิดสาขาทุกปีเฉลี่ยปีละ 9-10 สาขา เมื่อเปิดได้ 42 สาขา เราหยุดเพราะเปิดไปแล้วทำอะไรผิดพลาด มันผิดพลาดทีละ 40 สาขา เราจึงบอกว่า หยุดก่อน เอาให้แน่ใจว่าสาขาที่เปิดไปแล้วมันถูก แก้ของเก่าให้เรียบร้อย ตอนนี้เราค่อนข้างมั่นใจ กลับมาลงทุนเปิดปีละ 4-5 สาขา

ทำไมเราถึงมั่นใจ เรารู้ว่าเราทำอะไรได้ดี ทำอะไรไม่ได้ดี เราปิดสิ่งที่เราทำไม่ดีก่อน แล้วเลือกทำสิ่งที่ดี

เราทำเยอะแยะที่เห็นว่าทำยังไม่ได้ดี เช่น สต๊อกไม่พอขาย การบริหารจัดการคนไม่ดี การทำคลัง การโฟลว์สินค้า ลูกค้าเดินซื้อ ความเรียบร้อยของสาขาไม่ดี ต่าง ๆ นานา เราใช้งบประมาณซ่อมแซมสาขาก็เยอะ นกก็เยอะ เราก็ปิดกั้นไม่ให้นกเข้ามา ติดแอร์ เดี๋ยวนี้อากาศดีขึ้น

เดิมไทวัสดุเป็นบิ๊กบ็อกซ์โอเพ่นแอร์ วันนี้ทยอยติดแอร์ ค่อย ๆ ไล่ติดไปเรื่อย ๆ คิดว่าอีกสัก 1-2 ปี คงติดแอร์ครบหมด

โดยสรุป สถานการณ์ total ไม่ค่อยดี แต่เราโอเค (ยิ้ม) แน่นอนเราอยากโตมากกว่านี้ ถึงแม้เมื่อก่อนโตมากกว่า 20% วันนี้โตมากกว่า 10% ถือว่าดีมาก ถ้าเทียบกับอินดัสตรี้ เทียบกับจีดีพีที่โตแค่ 2-3% เราคิดว่าเราทำในสิ่งที่เราทำดีอยู่แล้วก็ขยายต่อไป

โฟกัสของผม ตัวสาขาเก่าเราจะขยายทุกจังหวัดใหญ่ พูดง่าย ๆ ทุกอำเภอเมืองเราต้องมี ตอนนี้ยังขาด 30-40 จังหวัด เราเปิดแน่นอน แต่สาขาเล็กจะลงไปอำเภอรอบนอก อำเภอเล็ก ปัจจุบันไทวัสดุในต่างจังหวัดมี 35 สาขา กรุงเทพฯ 15 สาขา

Q : 1 สโตร์เจาะลูกค้ายังไง

ที่ต้้งไทวัสดุ ลูกค้าเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบบเดิมผมเปิดไม่ถึง 50 สาขา ก็ต้องมีลูกค้าเดินทาง 3 ชั่วโมงมาเหมือนกัน ฉะนั้นต้องไปเปิดให้ใกล้ลูกค้าเพื่อให้เขาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง

สาขาที่มีอยู่แล้วขายดีอยู่แล้ว ทำให้ดี รีเฟรช รีโนเวตสาขาเป็นเรื่องที่เราทำมาตลอด แต่สาขาที่เห็นว่ามีรูมจะโต และต้องการเจาะใกล้บ้านลูกค้ามากขึ้นก็จะเปิดมากขึ้น วิธีการดูจะประเมินจากประชากร housing household ดูจำนวนบ้าน จำนวนหลังในอำเภอหรือเขต หรือเขตรอบข้างเคียงที่อยู่ในรัศมีที่เราค้าขาย

Q : เรื่องใหม่ของไทวัสดุ

นอกจากสาขาหนองจอกที่เป็น new format แล้ว มีโมเดลการค้าขายแบบ e-Ordering จะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 1/63 ลูกค้าเดินเข้าสโตร์เรามีเวิร์กสเตชั่นเตรียมให้ กดข้อมูล search หาสินค้าที่เขาอยากดูได้ เป็นสินค้าที่ไม่มีขายในสาขาก็ได้ พอซื้อเสร็จแล้ว pick up ที่สาขาก็ได้

หลังจากนั้นภายในปลายไตรมาส 1/63 หรือไม่เกินต้นไตรมาส 2/63 จะกลายเป็น e-Commerce ได้เลย ลูกค้ากดดูจากมือถือ สั่งซื้อสินค้าและมารับของที่สาขา หรือจะให้ส่งที่บ้านก็จะมีไอเท็มให้ส่งที่บ้านได้

ส่วนค่าจัดส่งคิดราคาตามประเภทสินค้า ถ้าอยู่ในรัศมี 30 กิโลเมตรซื้อหลายอย่างรวมกัน ส่งฟรี มูลค่าซื้อแล้วแต่หมวด

เราต้องการเป็น digital store เป็นโมเดลที่เราคิดนานมาก กว่าจะทำเสร็จใช้เวลาคิดเกือบปี โจทย์หลักคือลูกค้าจะยอมรับแค่ไหนในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่า ลูกค้ายังไม่ใช้เยอะ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ยังไงก็ต้องมา

เรานำร่องไทวัสดุ หนองจอก เราไม่ได้คิดจะแอปพลายให้สาขาอื่นให้ลูกค้า แต่เราอาจจะใช้เทคโนโลยีนี้ให้พนักงานเราใช้เอง หมายความว่าเขาสามารถกดดูสต๊อกสินค้าได้จากมือถือเขาเอง ตอนนี้ทุกคนเห็นอะไรก็ได้หมด มีข้อมูล ซึ่งมีรูปรายละเอียดสินค้า มีข้อมูล ทุกอย่างของสินค้าอยู่ในนั้น จะสามารถช่วยการขายได้ง่ายขึ้น

เรากะจะทำให้ดีแล้วเปิดสาขาต่อไป ส่วนสาขาใหญ่อยู่ที่ใครจะนำไปใช้ ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน สเต็ปของเทคโนโลยีที่เราดีไซน์ก็คือ 1.เราทำสาขาหนองจอกให้ดี 2.ทำ e-Ordering 3.ทำอีคอมเมิร์ซ และ 4.ค่อยกลับไปดูสาขาใหญ่

สำหรับ new format ถามว่า เป็นแผนธุรกิจแบบโมเดลเชนจ์หรือไมเนอร์เชนจ์ ผมคิดว่าเป็น digital store มากกว่า เป็นการสร้างโมเดลเพื่อให้ขยายสาขาไปใกล้ลูกค้ามากขึ้น เดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง หรือระยะทางอย่างน้อย 15-30 กิโลเมตร

Q : e-Ordering เหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน เจ้าของบ้านหรือช่าง

ต้องดูประเภทสินค้า ถ้าสินค้าสร้างบ้าน end user คงไม่เหมาะ เพราะผมคิดว่าลูกค้าไม่รู้ด้วยว่าจะเรียกสินค้านี้ว่าอะไร

แต่ถ้าลูกค้าที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง ผู้รับเหมา ช่าง ผู้ออกแบบ เขาจะรู้และสั่งได้เลยแต่ถ้าสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ทำได้ เช่น จะซื้อหลอดไฟก็สั่ง e-Commerce ด้วยซ้ำไป ไม่ใช่แค่ e-Ordering อยากได้หลอดไฟ ปลั๊กแถวสำหรับเสียบ ม็อบถูบ้าน ก็สั่งได้เลย

ทั้งนี้ e-Ordering คิดว่าน่าจะผลักดันยอดขายสินค้าที่เราไม่ได้ขายแล้วในสโตร์ไซซ์เล็ก เช่น สินค้าตกแต่ง decorative อย่างสาขาหนองจอกไม่มีในสโตร์ แต่อนาคตสามารถสั่งซื้อได้ กับสินค้าโครงสร้างจำนวนเยอะ ๆ อาจจะกระเบื้อง ปูน เหล็ก

Q : ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โตได้

ปัจจัยภายนอก ถ้าเศรษฐกิจดี การส่งออกดี ถ้าคนมีรายได้ดีจากทางไหนก็ได้ ถ้ารายได้ดีก็จะเริ่มสเปนดิ้ง กับเรื่องดอกเบี้ยก็สำคัญมาก ถ้าดอกเบี้ยต่ำคนก็ซื้อพร็อพเพอร์ตี้ ท่องเที่ยวดี ทำให้โรงแรม ร้านอาหารดี

Q : ปี 2563 อะไรบริหารยากที่สุด

ยากสุดคือคู่แข่ง เขาตามผมมาติด ๆ …ทุกคนเลย ถ้าจะให้พูด โชว์เหล็กโชว์คอนสตรักชั่นเราทำที่แรก คนอื่นก็ตามเรา เราต้องคิดต้องพัฒนาตลอด ว่าเดี๋ยวก็มีคนตามเราในธุรกิจโมเดิร์นเทรดวัสดุเราแรงกิ้งอันดับ 1 (หัวเราะ) ในเซ็กเมนต์สินค้าก่อสร้างทั้งหมดเลย สินค้าโครงสร้าง โฮมอิมพรูฟเมนต์ เทียบกับคู่แข่งเปอร์เซ็นต์ growth ผมมากกว่าเขาทุกปี

 

 

New Format สาขาหนองจอก ตอบโจทย์ลูกค้า-แจ้งเกิด Digital Store

“ไทวัสดุ หนองจอก” สาขาไซซ์เล็กของกลุ่มซีอาร์ซี ไทวัสดุ ธุรกิจโมเดิร์นเทรดในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปอาจกล่าวได้ว่า เดิมพันสูง หลังจากคิดค้นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่นานร่วมปี เปิดตัวด้วยการลีดมอตโต้ใหม่ว่า “ไทวัสดุ ก่อสร้าง ฮาร์ดแวร์ สุขภัณฑ์” เพื่อสร้างการจดจำใหม่ให้กับผู้บริโภค

ที่นี่ไม่เน้นขายสินค้าตกแต่ง (ซื้อหลังจากย้ายเข้าไปอยู่แล้ว) อีกต่อไป แต่เน้นสินค้าวัสดุที่จำเป็น…ก่อนการย้ายเข้าไปอยู่

ไซซ์เล็ก + เทคโนโลยี

“สุทธิสาร จิราธิวัฒน์” บิ๊กบอสกลุ่มไทวัสดุ ระบุว่า ทิศทางการเติบโต ถ้าจะโตต้องโตในตลาดใหม่ เป้าถ้าต้องการโต 15% หรือเกิน 15% ต้องใช้สาขาเล็กช่วย และเปิดได้เพราะใช้เทคโนโลยีช่วย

สาขาหนองจอกเรียกว่า easy shopping หรือ digital store ก็ได้ ลูกค้าอาจจะยังไม่ค่อยชิน แต่ (ลูกค้า) เกือบครึ่งแล้วที่ใช้ digital platform เดินเข้าสาขาหนองจอกแค่มีมือถือ ณ วันนี้รองรับระบบแอนดรอยด์ ต้นปีนี้ขยายผลกับระบบปฏิบัติการไอโอเอส

วิธีการเพียงเดินเข้ามาในร้าน คีย์ยูสเซอร์สร้างยูสเซอร์ตัวเองขึ้นมา พอสร้างเสร็จแล้วสามารถเดินซื้อของในร้านได้

แบ่งสินค้า 3 หมวด

การจัดวางสินค้าที่มีคนบอกว่า หน้าตาเหมือนเชลฟ์สินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต จัดแบ่งเป็น 3 ส่วน

1.”สินค้าซื้อขายประจำ” อาทิ เทปพันสายไฟ นอต ตะปู หลอดไฟ หยิบอยู่ประจำ อยู่ในเชลฟ์ ลูกค้าหยิบใส่ตะกร้าเลย

2.”สินค้าโครงสร้าง” เดิมอยู่ด้านหลังยังเหมือนเดิมแต่เอามาด้านหน้าให้ลูกค้าเห็นว่ามีสินค้าโครงสร้างเหมือนกับร้านใหญ่ ลูกค้าสามารถสแกน QR code แทนที่จะใช้มือจด ลูกค้าสามารถสแกนที่ตัวโปรดักต์ กดจำนวน ทรานแซ็กชั่นจะไปอยู่ในมือถือทั้งหมด

3.”สินค้าประเภทที่้มีให้เลือกครบ” เพื่อให้ลูกค้ามาที่เดียวได้ของครบ

“เราไม่ได้มีของให้ลูกค้าหยิบ ลูกค้าสแกนแล้วเราหยิบให้ เหมือนโรงพยาบาลมีห้องยาอยุู่ด้านหลัง มีพนักงานมาหยิบของจากสต๊อกด้านหลังมาเตรียมพร้อมให้ลูกค้า เรามีสินค้าตัวอย่างโชว์ให้หมด ลูกค้าสแกนที่ป้ายสินค้าตัวอย่าง จับต้องได้หมด หมวดสินค้าฮาร์ดแวร์ tool กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อก”

ทั้งนี้ทั้งนั้น สาขาหนองจอกใช้คนน้อยลงเหลือ 50-80 คน พื้นที่เหลือ 10,000 ตารางเมตร รายการสินค้าเกือบจะเท่าเดิม เราเลือกของที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจสร้างบ้าน แต่อาจไม่ได้มีของใช้ประจำวัน ประจำปี เช่น ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน นาฬิกา ซึ่งไม่ได้ขายอีกต่อไป

โดยมี 20,000 เอสเคยูทั้งร้าน มีการทำรหัสขึ้นมาใหม่เรียกตัวย่อว่า “A-B-C” ประกอบด้วย รหัส A-available หยิบใส่ตะกร้าได้เลย, B-behind counter และ C-constuction สินค้าโครงสร้าง เหล็ก กระเบื้องหลังคา อิฐบล็อก ปูน เป็นต้น

ไฮไลต์โมเดลธุรกิจนี้ “สุทธิสาร” เฉลยว่า การให้พนักงานหยิบให้ วิธีการนี้ทำให้รายการสินค้าเกือบเท่าสาขาใหญ่ ข้อดีทำให้บริหารสต๊อกง่ายขึ้น และสินค้าไม่มีทางหายเลย จากปกติที่มีสินค้าหาย-สูญเสีย 0.4% ของยอดขาย

หนองจอกเป็น Test Model

นายใหญ่ไทวัสดุ “สุทธิสาร” ตอบคำถามเหตุผลที่เลือก new format บนทำเลหนองจอก ต้องบอกว่า ไม่ใช่เพอร์เฟ็กต์โลเกชั่น 100% ที่อยากจะได้ แต่มีประมาณ 80% ตรงกับที่ต้องการ กล่าวคือ 1.เป็นอำเภอเล็ก ๆ 2.ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

“พอเราทำสตัดดี้ก็อยากสตัดดี้ทำเลที่อยู่ใกล้ ๆ มือจับต้องได้ ผมต้องมาดูตลอด เหมือนสร้างบ้านหลังแรก สร้างแล้วผมเชื่อว่าไม่เพอร์เฟ็กต์ 70% ถูก 30% ผิด ก็โอเคแล้ว เพราะเป็น test model”

ปลายปี 2562 เปิดทดลองสาขานำร่องที่หนองจอก แผนลงทุนปีนี้ วางงบฯไว้ 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2562 โดยตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ แบ่งเป็นไซซ์ใหญ่ 5 สาขา กับไซซ์เล็กอีก 2 สาขา

อีกเหตุผลที่สำคัญ “…เราต้องการพื้นที่ที่เราเชื่อมั่นว่าทำแล้วจะสำเร็จ ถ้าเปิดสาขาแล้วไม่สำเร็จค่าใช้จ่ายมันแพง”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่สาขาไซซ์เล็กมีข้อแตกต่างจากสาขาเดิม 3 เรื่อง 1.พนักงานลดครึ่งหนึ่ง 2.พื้นที่ขายลดไปครึ่งหนึ่ง 3.สินค้าขายเท่าเดิมแต่ใช้เทคโนโลยีมาช่วย

เป้ายอดขายมาจากหมวดสินค้า A-B-C เท่า ๆ กัน เฉลี่ยอย่างละ 30% หรือรายได้หมวดละ 10 ล้านบาท/เดือน

หมัดเด็ด e-Ordering

ทิศทางแผนธุรกิจใหม่ ๆ ของไทวัสดุดูได้จากกลยุทธ์ทำ e-Ordering คำเฉลยคือออกแบบมาเพื่อให้การลงทุนสามารถประหยัดพื้นที่ และสะดวกในการช็อปปิ้ง ลูกค้าไม่ต้องเดินในสถานที่อากาศร้อน ๆ

“ความคล่องตัวสำคัญที่สุด แต่ยังมีให้เลือก 20,000 ไอเท็มบวกลบ ใกล้เคียงกับเดินช็อปในสโตร์สาขาใหญ่ ซึ่งเรายกเลิกการขายสินค้าของตกแต่ง ทำให้หายไป 3,000-5,000 รายการ”

คำถามคือต้องการสร้างภาพจำผู้บริโภคยังไงบ้าง แนวคำตอบไทวัสดุยังเป็นศูนย์รวมสินค้าวัสดุก่อสร้างของคนไทย แต่จะเห็นข้อแตกต่างคือไซซ์เล็ก ตัวอาคารไม่ใช่สีแดงซึ่งเป็นร้านใหญ่ สาขาหนองจอกร้านเล็กใช้สีน้ำเงิน นี่คือตัวสำคัญที่สุด

โฟกัสลูกค้ากลุ่มบีบวกลบ

สำหรับคนวางแผนธุรกิจ ไม่ว่าสโตร์จะเป็นไซซ์เล็กหรือไซซ์ใหญ่ ลูกค้าที่ซื้อร้านใหญ่กับร้านเล็กแคปเจอร์เดียวกัน เจาะตลาดแมส ลูกค้ากลุ่มบีบวกลบ

“เราไม่ได้ขายของเซ็กเมนต์ต่ำมากเพราะสร้างบ้านคุณภาพ สินค้าต้องมี ไม่อยากให้เขาสร้างบ้านแล้วพัง (ยิ้ม) เหล็กเราไม่ขายเหล็กเบา เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานเราไม่ขาย เราขายเหล็ก ม.อ.ก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) อย่างเดียว เหมือนปั๊มน้ำมัน เราไม่ขายน้ำมันหลอด เราขายน้ำมันคุณภาพ ขายน้ำมันมีแบรนด์”

เปรียบเทียบเป้ายอดขาย สาขาหนองจอกพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร พนักงาน 50 คน เทียบสาขาใหญ่ใช้พื้นที่ 20,000 ตารางเมตร พนักงาน 100-150 คน ถ้า transaction ธรรมดาพนักงาน 100 คน ยังไม่รวม PC

“…ไทวัสดุสาขาบางนามีพนักงาน 300 คน ยอดขายเกิน 100 ล้าน/เดือนมาตั้งนานแล้ว”

พฤติกรรมผู้บริโภค 10 ปี

“ผมทำตามที่ผู้บริโภคต้องการ แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าผู้บริโภคต้องการอะไรบ้าง (หัวเราะ)”

คำอธิบายยาว ๆ คือ ผู้บริโภคแยก 2 ประเภท 1.เอนด์ยูสเซอร์ กลุ่มนี้มีความต้องการอยู่แล้ว แต่ตอนที่ไทวัสดุเริ่มต้น ผมเป็นผู้บริการที่ไม่ดีพอที่เขาจะรักผม

นี่คือเหตุผลที่ต้องพัฒนาตัวเอง จัดร้านทำความสะอาดร้านใหม่ จัดสินค้าใหม่ ทุกวันนี้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าใจแล้วว่าไทวัสดุเป็นร้านวัสดุที่เขามาซื้อได้เยอะขึ้นมาก เราโตอย่างน้อย 30-40% ในกลุ่มนี้

และคนกลุ่มนี้เขารู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องไปซื้อของร้านอื่นที่แพง แพงมาก ๆ บ้าน 1 หลังเขาประหยัดเป็นแสน-หลายแสนบาท ลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มเข้ามา นี่คือเหตุผลหลักที่เราโต นัมเบอร์วันเลย

เมื่อก่อนเราบริการไม่ดี และเราไม่สนใจเขา เราสนใจแต่ผู้รับเหมา นั่นคือลูกค้าเอนด์ยูสเซอร์ผมต้องเปลี่ยนแปลงให้เขา และเขาก็เปลี่ยนเพราะรู้ว่าร้านอย่างนี้มี offer เขาซื้อได้ ยกตัวอย่าง ตู้อาบน้ำผมขาย 4-5 พันบาท ที่อื่นอาจจะขาย 2-3 หมื่นบาท เรากล้าบอกว่า ราคาเราต่างจากคู่แข่งมีตั้งแต่ 1-2% บางรายการต่างกัน 10% กว่า

ประเภทที่ 2 กลุ่มผู้รับเหมา ต้องแข่งขันพัฒนากับคนอื่น จะบริการยังไงให้เขาแข่งขันกับคนอื่น นั่นคือต้องเร็ว สินค้ามีความเป็น pre-fabricate มากขึ้น ใช้งานได้ง่ายขึ้น จบงานได้เร็วขึ้น และหางานได้มากขึ้นได้ ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าผู้รับเหมามีไม่ถึง 20% แต่เป็นยอดขาย 30-35%

ในด้านกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เดิมบอกว่า ต้องการ 25-30 ปี วันนี้เราพูดถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าอายุ 30-40 ปีแล้ว

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...