โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ADB ชี้ "เอเชีย-แปซิฟิก" ศก.โตมั่นคงท่ามกลางสงครามทางการค้าโลกยังเดือด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.ค. 2562 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 09.57 น.
REUTERS/Damir Sagolj/File Photo

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook: ADO) ฉบับเพิ่มเติมในวันนี้ (18 ก.ค.) ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าการเติบโตจะชะลอตัวลงในช่วงปี 2019-2020 เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังเป็นแรงสนับสนุนที่ดีสวนทางกับสภาพความตึงเครียดทางการค้า

นอกจากนี้ ได้คาดการณ์ว่าการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะอยู่ที่ 5.7% ในปี 2019 และ 5.6% ในปี 2020  ซึ่งเท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเหล่านี้ลดลงเล็กน้อยจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 5.9% ในปี 2018

หากไม่รวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชีย (ฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ และไทเป) แนวโน้มการเติบโตของภูมิภาคถูกปรับลดลงจาก 6.2% เป็น 6.1% ในปี 2019 และจะยังคงอัตราเดิมไว้ในปี 2020

ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะมีการหยุดพักในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อันนำไปสู่การเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองประเทศอีกครั้ง

นายยาซูยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าวว่า “แม้ความขัดแย้งทางการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป ภูมิภาคเอเชียยังคงแข็งแกร่ง และสามารถรักษาระดับการเติบโตในระดับปานกลางได้ แต่หากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ความไม่แน่นอนดังกล่าวจะยังคงส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป”

รายงานของ ADO ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเอเชียตะวันออกลงอยู่ที่ 5.6% ในปี 2019 เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังคงแนวโน้มการเติบโตของอนุภูมิภาคไว้ที่ 5.5% ในปี 2020 ซึ่งเท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สำหรับจีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอนุภูมิภาค คาดว่าจะเติบโตได้ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 6.3% ในปี 2019 และ 6.1% ในปี 2020 เนื่องจากการสนับสนุนนโยบายเพื่อชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศและต่างประเทศที่เบาบางลง

ส่วนเศรษฐกิจของ “เอเชียใต้” เติบโตได้ดี โดยคาดว่าจะเติบโตที่ 6.6% ในปี 2019 และ 6.7% ในปี  2020 แต่อยู่ในระดับต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน ส่วนแนวโน้มการเติบโตของอินเดียถูกปรับลดลงอยู่ที่ 7.0% ในปี 2019 และ 7.2% ในปี 2020 เนื่องจากภาวะการคลังตกต่ำของอินเดียในปี 2018

ADO ได้ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ลงเล็กน้อยอยู่ที่ 4.8% ในปี 2019 และ 4.9% ในปี 2020 จากสาเหตุการค้าที่หยุดชะงักและการชะลอตัวของวงจรการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับเศรษฐกิจของ “ไทย” ซึ่งได้ชะลอตัวลงจาก 3.6% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 มาอยู่ที่ 2.8% ของไตรมาสแรกในปี 2019 การค้าโลกที่อ่อนแอทำให้การส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวอยู่ที่ 4.5% ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการบริโภคของภาคเอกชน การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเติบโตด้านรายได้อย่างยั่งยืน การว่างงานในระดับที่ต่ำ และราคาสินค้าอยู่ในระดับคงที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาคเอกชนต่อไป

ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงที่ 3.5% ในปี 2019 เป็นผลจากการเติบต่ำกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสแรก โดยเฉพาะการส่งออกที่ลดลงอย่างหนัก โดยค่าเงินบาทที่แข็งตัวเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกของไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2020 คาดว่าจะเติบโตที่ 3.6%

“เอเชียกลาง” ADO ระบุว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 4.3% ในปี 2019 โดยสาเหตุหลักมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประเทศคาซัคสถาน ส่วนในปี 2020 แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียกลางยังคงเดิมจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 4.2%

ส่วนเศรษฐกิจของแปซิฟิก คาดว่าจะเติบโตเท่าเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% ในปี 2019 และ 3.2% ในปี 2020 เนื่องจากเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบโซโคลนจิต้าและแผ่นดินไหวในปาปัวนิวกินี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาค

ADO ได้ปรับการคาดกาณ์การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลักเล็กน้อย โดยปรับขึ้นการเติบโตของสหรัฐอยู่ที่ 2.6% ในปี 2019 และปรับลดการเติบโตของสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ที่ 1.3% ส่วนญี่ปุ่น คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเติบโตเท่าเดิมที่ 0.8% ในปี 2019 และ 0.6% ในปีหน้า

ทั้งนี้ “เงินเฟ้อ” ของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.5% เป็น 2.6% ในปี 2019 และ 2020 ตามลำดับ เนื่องมาจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและปัจจัยภายในอีกหลายประการ เช่น การระบาดของโรคไข้หวัดแอฟริกันในหลายประเทศของเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาเนื้อหมูของจีนปรับตัวสูงขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...