โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แฟชั่น-นาฬิกาหรู’ ดิ้นปรับตัว พิษโควิด-19 ทุบธุรกิจซึมยาว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ธ.ค. 2563 เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2564 เวลา 03.42 น.

สินค้าหรูแห่ปรับตัว หลังโควิด-ช็อปปิ้งออนไลน์ ทุบยอดร่วงหนัก คาดตลาดซึมยาว 5 ปี “รอนนี่ อินเตอร์-เทรดดิ้งฯ” ชะลอแผนลงทุนสาขา ลดจำนวนหน้าร้าน ตั้งบริษัทลูกดูการบุกช่องทางออนไลน์ พร้อมนำเข้าหน้ากากอนามัยสุดหรูราคาแพงจากสวีเดนเข้ามาจำหน่าย ด้าน “ทีเอสแอล” เลื่อนเปิดสาขาทิวดอร์ แฟลกชิปนาฬิกาหรูใหญ่สุดในอาเซียน และคาร์ล เอฟ. บุคเคอเรอร์ ออกไปไม่มีกำหนด

นายรอนนี่ โกรเวอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รอนนี่ อินเตอร์-เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องประดับจากต่างประเทศ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซเมืองไทย ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดสินค้าแฟชั่นเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของพฤติกรรมการซื้อสินค้าและจำนวนเงินในการจับจ่าย ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผนงานเกือบทั้งหมดด้วยการปรับโครงสร้างและช่องทางการขายใหม่

โดยได้โยกช่องทางจำหน่ายไปยังออนไลน์ 80% และออฟไลน์หรือหน้าร้าน 20% พร้อมทั้งจัดตั้งบริษัท กรู๊ฟ แอนด์ กรู๊ฟวี่ ดอทคอม จำกัดขึ้นมา เพื่อดูแลการจำหน่ายสินค้ากลุ่มแฟชั่นไลฟ์สไตล์ นาฬิกา และรองเท้าในช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ ควบคู่กับการจับมือกับมาร์เก็ตเพลซ ทั้งช้อปปี้และลาซาด้า เป็นต้น พร้อมกับปิดสาขา 35 แห่ง ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเหลือหน้าร้านไว้เพียง 2 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท 47 และระยอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวแบรนด์ ขณะที่ในส่วนของพนักงานทุกคนก็พร้อมเข้าใจและสามารถเลือกตัดสินใจได้ว่าใครพร้อมจะอยู่ต่อกับบริษัทหรือจะรับชดเชยตามกฎหมายกำหนด จากเดิมที่บริษัทมีสัดส่วนยอดขายที่มาจากออนไลน์ 30% และออฟไลน์ 70%

“ปี 2563 ยอมรับว่าเป็นปีที่บริษัทต้องอยู่นิ่ง ๆ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องรัดเข็มขัด 100% เพื่อทำให้เจ็บตัวน้อยที่สุด อะไรที่เคยทำในช่วงโควิดตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นการชะลอแผนงาน ปิดสาขา โฟกัสการขายไปยังช่องทางออนไลน์ ก็จะยังคงทำแบบเดิม และจะไม่มีการนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ โดยส่วนตัวมองว่า วัคซีนจะเป็นความหวังของทุกฝ่าย และน่าจะต้องใช้เวลาอีกราว 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนี้ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่รอดได้”

ซีอีโอบริษัท รอนนี่ อินเตอร์-เทรดดิ้ง กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ด้วยการนำเข้าหน้ากากอนามัยแบรนด์แอรินั่ม (Airinum) จากประเทศสวีเดนเข้ามาทำตลาด โดยหน้ากากอนามัยดังกล่าว มีคุณสมบัติในการป้องกัน PM 2.5 ได้ เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายพรีเมี่ยม ราคาตั้งแต่ 2,790 บาท ล่าสุดได้เตรียมสต๊อกสินค้าเพิ่มอีกกว่า 3,000-4,000 ชิ้น และคาดว่าในปี 2564 จะสามารถสร้างยอดขายได้หลักหมื่นชิ้นขึ้นไป

“ประเมินว่าภาพรวมตลาดสินค้าแฟชั่นและนาฬิกาหรูในปี 2563 จะหดตัวลงมากกว่า 50% จากปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบตลอดทั้งปี ขณะที่ในปี 2564 เป็นสถานการณ์ที่ยากจะประเมิน แต่คาดว่าจะยังไม่ฟื้นตัวในช่วง 5 ปีนับจากนี้ เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายจากสถานการณ์โควิด-19 และการเข้ามาของช็อปปิ้งออนไลน์ที่ดิสรัปต์ธุรกิจให้เปลี่ยนแปลงไป”

ด้านนายศาศวัต ตัณมานะศิริ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอสแอล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาจากต่างประเทศ อาทิ บอมเบิร์ก (Bomberg), เอโพส (Epos), เฟนดิ (Fendi), ทิวดอร์ (Tudor), คาร์ล เอฟ. บุคเคอเรอร์ (Carl F. Buchere) และซาร์การ์ (SARCAR) เปิดเผยว่า การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ยอมรับว่าส่งผลต่อภาพรวมตลาดสินค้าแฟชั่นเป็นอย่างมาก โดยในส่วนของบริษัทหลังจากมีการปรับโครงสร้างแบรนด์สินค้าในเครือช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเริ่มทำการตลาดเชิงรุกได้ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

อย่างไรก็ตาม จากการระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต้องเลื่อนแผนงานหลายส่วนออกไป ทั้งแผนการเปิดแฟลกชิปสโตร์ (บูทีคช็อป) แห่งใหม่ของแบรนด์ทิวดอร์ (Tudor) ในศูนย์การค้าสยาม เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พื้นที่ 120 ตร.ม. หลังจากได้ใช้งบประมาณลงทุนไปกว่า 20 ล้านบาท ก็จะต้องเลื่อนแผนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจากช่วงกลางเดือนมกราคม 2564 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอประเมินสถานการณ์และนโยบายบริษัทแม่ในต่างประเทศอีกครั้ง จากเดิมที่มีแผนจะเปิดในเดือนธันวาคม 2563

“สินค้าลักเซอรี่หน้าร้าน คือสิ่งสำคัญในการสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้ง ดังนั้น บริษัทจะยังคงโฟกัสหน้าร้านอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็จะมีการพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าและศึกษาสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ได้”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เลื่อนการเปิดตัวแบรนด์คาร์ล เอฟ. บุคเคอเรอร์ (Carl F. Buchere) แบรนด์นาฬิกาหรูเก่าแก่ของสวิส ระดับราคา 5 หมื่น-ล้านบาท ที่เคยอยู่ทำตลาดในเมืองไทยมาระยะหนึ่ง ก่อนจะหายไปจากตลาดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ออกไปหลังเดือนมกราคม 2564

“โควิด-19 ทำให้ตลาดนาฬิกาหรูทั่วโลกซบเซามาก ทำให้ไม่มีการจัดงานนาฬิการะดับโลก และไม่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ขณะที่บริษัทแม่ของหลายแบรนด์ก็ได้มีการทยอยปิดโรงงานไปหลายแห่ง พร้อมทั้งมีการโยกฐานการผลิตใหม่ ซึ่งการระบาดใหม่ในประเทศเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มองว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมสินค้าแฟชั่นหรือกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยอีกครั้ง และอาจจะทำให้ตลาดซบเซาไปอีก 1-2 ปี”

ทั้งนี้ภาพรวมตลาดนาฬิกาเมืองไทยปี 2562 มีมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มนาฬิกาลักเซอรี่ราคา 5 แสนบาทขึ้นไป 20%, นาฬิกาไฮเอนด์ ราคา 1-5 แสนบาท 34.85%, นาฬิกามิดเอนด์ ราคา 2 หมื่น-1 แสนบาท 30.62%, นาฬิกาแฟชั่นและเทรนด์ ราคา 5,000-20,000 บาท 14.53%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...