โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รื่นร่มรมเยศ : คาถาพาหุง บทที่ 1 : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 ก.พ. 2562 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 07.10 น.

จากที่เคยได้ยกคำบาลีพร้อมคำแปลมาลงให้อ่าน เพื่อจะได้ทราบว่าบทสวดพาหุงนั้น มีความหมายอย่างไร คราวนี้มาเล่าเรื่องราวประกอบ พร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติม เท่าที่สติปัญญาอันน้อยของผมจะทำได้ผิดถูกอย่างไร เราไม่ว่ากันอยู่แล้วมิใช่หรือ หรือจะว่าก็ไม่เป็นไร

คาถาพาหุงบทที่ 1 ความว่า

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างครีเมขละพร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

เฉพาะคำ ชะยะมังคะลานิ ฝ่ายพระธรรมยุตเปลี่ยนเป็นชะยะมังคะลัคคัง ให้เหตุว่าเพื่อให้ถูกไวยากรณ์ ผมว่าไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดขนาดนั้นก็ได้ ท่านผู้แต่งเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ไวยากรณ์ ท่านคงจงใจใช้อย่างนี้มากกว่า บางท่านก็สอนว่า ถ้าต้องการสวดให้ตัวเองให้เปลี่ยน ภะวะตุเต เป็น ภะวะตุเม นี่ก็ไม่จำเป็นต้อง “เห็นแก่ตัว” ปานนั้นก็ได้ สวดให้คนอื่นตัวเองก็ได้อยู่ดี

เหตุการณ์แห่งชัยมงคลนี้เกิดขึ้นใต้ต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราพระบรมโพธิสัตว์ประทับขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ตั้งพระวรกายตรง ดำรงพระสติมั่นเจริญอานาปานสติภาวนา (พจนานุกรมให้เขียน อานาปาณสติ แต่วงการพระท่านใช้อานาปานสติ มาตลอด) ตั้งพระปณิธานแน่วแน่ จะพยายามเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณให้จงได้ แม้ว่าเลือดเนื้อและโลหิตจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ก็จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด

เรียกว่าเอาชีวิตเข้าแลก ยอมตายใต้ต้นโพธิ์อย่างนั้นเถอะ

บัดดล พญามารนาม วสวัตตี ก็ปรากฏตัวให้สังเกตชื่อ “วสัตตี” แปลว่า“ผู้ยังบุคคลอื่นให้ตกอยู่ในอำนาจ” แสดงว่ามารตัวนี้มิใช่กระจอก เป็นเทพ (ผู้เกเร) ครองสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ชั้นนี้นามว่าปรนิมมิตวสวัตตี แบ่งเป็นสองแดน แดนหนึ่งมีเทพนามวสวัตตีเทพครอง อีกแดนหนึ่งเป็นแดนมารมีพญามารวสวัตตีตนนี้แหละเป็นผู้ครอง

พญามารกลัวว่า พระโพธิสัตว์จะก้าวพ้นจากเงื้อมมือของตน จึงยกพลพหลพลโยธามาผจญ ตัวพญามารก็นิมิตแขนพันแขน ยังกะหนวดกุ้ง ถืออาวุธครบทุกมือ

ขี่พญาช้างนามศรีเมขละ นำลิ่วล้อหน้าตาน่าสะพรึงกลัวมาล้อมพระองค์ ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกจากบัลลังก์ (ที่นั่ง) อ้างว่าบัลลังก์นี้เป็นของมัน

พระบรมพระโพธิสัตว์ตรัสว่า“รัตนบัลลังก์นี้เป็นของเรา พราหมณ์นามโสตถิยะ ให้หญ้ากุศะเรามา 8 กำ เราเอามาลาดเป็นอาสนะ”

“บัลลังก์มารนี้เป็นของข้า” พญามารกล่าวเสียงดังแล้วหันไปขอเสียงสนับสนุนจากบริวารว่า“จริงไหมวะ”

“แม่นแล้ว เจ้านาย บัลลังก์นี้ก็เป็นของเจ้านาย” เสียงลิ่วล้อตะโกนตอบ

“เห็นไหมๆ ท่านลุกขึ้นเสียดีๆ ยกบัลลังก์ให้แก่ข้า อย่าให้ใช้กำลัง” มันขู่

เมื่อพระบรมพระโพธิสัตว์ยืนยันว่าบัลลังก์เป็นของพระองค์ มันจึงซักว่า “ท่านมีพยานไหมล่ะ”

พระองค์ทรงชี้ดรรชนีลงยังพื้นปฐพี ตรัสว่า “ขอให้วสุนธราเป็นพยาน” ทันใดนั้น นางวสุนธรา หรือ นางธรณีก็ปรากฏกายบีบมวยผมปล่อยกระแสธารไหลมาท่วมกองทัพพญามารจนพ่ายแพ้หนีไปในที่สุด

มีพระพุทธรูปปางหนึ่งสร้างเป็นอนุสรณ์เหตุการณ์ ครั้งนี้ เรียกว่า“ปางมารวิชัย” (อ่าน “มา-ระ-วิ-ไช” แปลว่า ชนะมาร ถ้าอ่าน “มาน-วิ-ไช” แปลว่า มารชนะ) ชาวบ้านเรียกว่า “ปางสะดุ้งมาร”

ที่มาของชื่อ“ปางสะดุ้งมาร” (ถ้าผมจำไม่ผิด) คือครั้งหนึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์หนึ่ง พระพักตร์ไม่ค่อยสวย จึงรับสั่งว่า“องค์นี้ท่าจะสะดุ้งมาร”

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ จำเอาไปเขียนบรรยายพระพุทธรูปองค์นี้ตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ใครเข้าไปชมก็ได้เห็นและจดจำกันไปจนแพร่หลาย

กว่าสมเด็จจะทรงทราบภายหลังว่า ที่พระองค์ตรัสเล่นๆ กลับมีผู้ถือเป็นจริงเป็นจัง ก็สายแล้ว คนจำได้ติดปากแล้ว จึงปล่อยเลยตามเลย

กระทั่งผู้จัดทำพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานยังบันทึกไว้เมื่อให้คำจำกัดความของคำ มารวิชัย ว่า “ผู้มีชัยแก่มาร คือ พระพุทธเจ้า เรียกพระพุทธรูปปางชนะมารว่า พระมารวิชัยคือ พระนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาพาดพระเพลา พระปางสะดุ้งมาร ก็เรียก”

ท่านอาจารย์ “ประสก” แห่งสยามรัฐร้องว่า ไม่เรียก ถ้าอยากเรียกให้เรียกว่า “ปางสะดุ้ง” อย่าเรียก“ปางสะดุ้งมาร”

ดร.ไซเลอร์ ผู้สนใจคัมภีร์พระพุทธศาสนาคนหนึ่งถามผมว่า ฉากพระพุทธเจ้าผจญมารทำไมมีงูมามากมาย จิตรกรรมฝาผนังหลายแห่งเขียนให้พญามารและเสนามารมีงูพันกายบ้าง เลื้อยออกจากปาก ออกจากจมูกบ้าง จากรูหูทั้งสองบ้าง ดูจะเป็น “กองทัพงู” มากกว่ากองทัพมาร ในคัมภีร์ศาสนามีพูดถึงงูบ้างไหม

นึกไม่ออกครับ เห็นแต่คัมภีร์รุ่นหลัง เช่น ปฐมสมโพธิสัมภารวิบาก และคัมภีร์ฝ่ายมหายานคือ ลลิตวิสตระ (ลลิตพิสดาร) มีพูดถึงงูบ้าง แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกมิได้พูดไว้

ศาสตราจารย์เสฐียร พันรังสี ผู้ล่วงลับ เคยบอกผมว่า งูเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลส หรือความชั่วร้าย นี้เป็นแนวคิดที่ “สากล” ดังในคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ ซาตานที่มาหลอกอาดัมกับอีฟให้ละเมิดคำสั่งพระเจ้าก็มาในร่างงู งูกับมารคือสิ่งเดียวกัน ภาพจิตรกรรมจึงวาดทั้งมารทั้งงู ก็เป็นคำพูดที่น่ารับฟัง

ถ้าดูบทสวดจริงๆ ก็น่าจะมี “งู” อยู่ด้วย เพียงแต่เราไม่แปลว่างู เท่านั้นเอง (ขอให้ผู้รู้บาลีช่วยกันดูตรงนี้หน่อย)

อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ที่แปลว่า“พร้อมทั้งเสนามารโห่ร้องก้องกึก” นั่นน่ะลองแยกศัพท์ดูอุทิตะ (เกิดขึ้น, โผล่ขึ้น)-โฆระ (ย่อมาจาก โฆระวิสะ งูพิษร้าย) สะเสนะมารัง (พร้อมทั้งเสนามาร) ถ้าแยกอย่างนี้ก็จะได้คำแปลว่า “พร้อมทั้งเสนามารมีงูออกมาจากร่างกาย” แปลอย่างนี้ก็จะได้คำแปลว่า“พร้อมทั้งเสนามารมีงูออกมาจากร่างกาย” แปลอย่างนี้จะไม่ให้กองทัพมารกลายเป็นกองทัพงูได้อย่างไร ใช่ไหมครับ

มาร ในที่นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมารจริงๆ ก็ได้ หากเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลส (โลภ โกรธ หลง) พระโพธิสัตว์ผจญมาร ก็คือพระองค์ทรงพยายามเอาชนะกิเลสทั้งหลาย กว่าจะได้ชัยชนะก็เอาเหนื่อย ไม่แพ้รบทัพจับศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

นางธรณี เป็นสัญลักษณ์แทนบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาแต่อดีตชาติ การอ้างนางธรณีเป็นพยาน ก็คือ ทรงรำลึกถึงความดีงามที่เคยทำมามากมายนั้นเอง ดีมามากปานฉะนี้แล้ว จะยอมสยบแก่อำนาจฝ่ายต่ำก็ดูกระไรอยู่

ทุกครั้งที่กราบไหว้พระปางมารวิชัย ให้รำลึกเสมอว่า กิเลสอันร้ายกาจดุจพญามารและกองทัพอันมหึมา พระพุทธองค์ทรงชนะได้เด็ดขาด เราผู้เป็น“ลูกพระตถาคต” ควรดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระองค์ คือพยายามต่อสู้กับอำนาจฝ่ายต่ำเต็มความสามารถ แม้ชนะเป็นครั้งเป็นคราวก็ยังดี

ดีกว่าเป็นทาสของมารตลอดกาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...