โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

3 เทรนด์ธุรกิจสู่ Net Zero ที่ต้องจับตาในปี 2022

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 23.48 น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต พิมใจ ฮุนตระกูล Economic Intelligence Center (EIC) ธ.ไทยพาณิชย์

การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย net zero ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินงานของผู้บทความเล่นในทุกอุตสาหกรรม โดยหลายประเทศได้เริ่มออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดจากการบรรเทาผลกระทบ และการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในภาคเอกชน การประกาศเป้าหมาย net zero ของบริษัทต่าง ๆ จะส่งผลให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการทั่วโลก

นอกจากนี้ การเร่งการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ climate tech ก็จะมีนัยไม่เพียงต่อการบรรลุเป้าหมาย net zero เท่านั้น แต่ยังมีนัยด้านการแข่งขันของประเทศด้วย ปัจจุบันการแข่งขันด้าน climate tech

เช่น เทคโนโลยีการผลิตพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีไฮโดรเจน มีมิติในการแข่งขันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดราคาพลังงานในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

การสร้างอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและเพื่อการส่งออก หรือการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งรวมถึง semiconductor เหมืองแร่ หรือแม้แต่การรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แนวคิดของ circular economy เป็นต้น

ในปี 2022 EIC มองว่า เทรนด์ด้าน net zero ที่ต้องจับตามอง มี 3 เทรนด์หลัก ได้แก่

1) การพัฒนา green taxonomy หรือการจำแนกหมวดหมู่สำหรับกิจกรรมสีเขียวของประเทศต่าง ๆ

ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในเชิงบวก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภค ไม่สามารถคัดกรองการดำเนินงานที่ส่งผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้ และยังส่งผลให้เกิดปัญหา green washing หรือการอ้างว่า สินค้าหรือบริการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกด้วย

หลายประเทศจึงได้จัดทำ taxonomy สร้างมาตรฐานเพื่อให้การสนับสนุนของภาครัฐและการลงทุนของภาคเอกชนในด้านสิ่งแวดล้อมและ net zero สอดคล้องกัน

โดยสหภาพยุโรปจัดเป็นผู้นำด้านการมุ่งสู่เศรษฐกิจ net zero โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายในปี 2030 และบรรลุ net zero ภายในปี 2050

ทั้งนี้ taxonomy ของ EU จะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในสหภาพยุโรปในระยะ 6 ปีข้างหน้า (ตามนโยบายระยะ 2021-2027) และมีแนวโน้มที่จะถูกใช้เป็นบรรทัดฐานของประเทศอื่นทั่วโลกที่ต้องการกำหนดคำจำกัดความในลักษณะเดียวกัน

เมื่อมีการใช้ taxonomy กันอย่างแพร่หลาย การลงทุนในกิจกรรมสีเขียวก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนในด้านเงินลงทุนง่ายขึ้น และมากกว่ากิจกรรมที่ไม่ถูกจัดว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกิจกรรมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของ taxonomy หรือ “ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง” ก็จะมีความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุนและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ดังนั้น การพัฒนา green taxonomy ของหลายประเทศทั่วโลก จึงเป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในต่างประเทศ และในโครงการที่มีความเสี่ยงต่อการจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนไปแล้วไม่ได้ใช้งาน และไม่สร้างรายได้ (stranded asset)

2) net zero supply chain – เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกได้ตั้งเป้าหมาย net zero ความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายของบริษัทเหล่านี้จะกดดันซัพพลายเออร์ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับห่วงโซ่อุปทาน

แม้ว่าซัพพลายเออร์ หรือโรงงานจะตั้งอยู่ในประเทศที่ไม่เข้มงวดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลยก็ตาม เช่น Apple ที่ยกระดับ net zero ทั้งห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2030 ได้ประกาศว่า ซัพพลายเออร์ของบริษัท 110 ราย ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก

เช่น ในจีน เวียดนาม ไทย อินเดีย หรือบราซิล จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ขณะเดียวกัน Honda ได้เสนอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4% ทุกปี เทียบกับปีฐาน 2019 เพื่อให้บรรลุ net zero ภายในปี 2050

เมื่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทที่ทำตามเงื่อนไขของห่วงโซ่อุปทานได้ช้ากว่าบริษัทอื่นย่อมเสี่ยงที่จะหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานนั้น เนื่องจากเป้าหมายจะถูกนำไปกำหนดเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งจากการดำเนินงานโดยตรง (scope 1) จากการใช้ซื้อไฟฟ้าและความร้อนจากผู้ให้บริการ (scope 2) และจากการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วน (scope 3) เป็นผลให้บริษัทที่ต้องการทำตามเป้าหมาย net zero อาจมีการนำมาตรฐานการดำเนินงานอย่างมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้าง หรือเงื่อนไขการคัดเลือกซัพพลายเออร์มาใช้

เช่น ซัพพลายเออร์ต้องกำหนดนโยบายบริษัทที่เกี่ยวกับพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงมีกระบวนการทำงานที่ลดขยะ เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงาน เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานและลดความเสี่ยงจากการหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานที่มีข้อกำหนดด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเริ่มจากการหา carbon footprint ของการดำเนินงานเพื่อกำหนดกรณีฐานของตัวเอง

ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากร และทำแผนการปรับลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกและติดตามอย่างเป็นระบบ อีกทั้งทำแผนการลงทุนในคลีนเทคตามความพร้อมขององค์กร เพื่อสร้างความสามารถด้านการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก ที่กำลังมุ่งสู่การทำตามเป้าหมาย net zero

3) การลงทุนใน climate tech – หลาย ๆ ประเทศต่างเล็งเห็นว่า climate tech และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในด้านการจ้างงาน การเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การใช้นวัตกรรม การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการสร้างความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น หลายประเทศจึงได้กำหนดให้คลีนเทคเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เห็นได้จากนโยบายและแผนระยะยาวที่สนับสนุนการสร้างความ สามารถด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีน เพื่อ leapfrog เทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรักษาความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานของแบตเตอรี่ lithium-ion หรือแผน Hydrogen Strategy for a Climate-Neutral Europe

ซึ่งเป็นแผนการลงทุนและสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการใช้กรีนไฮโดรเจน หรือไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานและมุ่งเน้นการสร้างอีโคซิสเต็ม นอกจากนี้การลงทุนฝั่งเอกชนก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน ใน 6 เดือนแรกของปี 2021 การลงทุนในบริษัทด้าน climate tech ของ venture capitals สูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าการลงทุนในปี 2020 กว่า 30%

การลงทุนใน climate tech จะเร่งให้เกิดการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโอกาสในการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

ดังนั้นการติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีจากเทรนด์การลงทุนก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถช่วยพิจารณาโอกาสการลงทุนและความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับผู้เล่น หรือการลงทุนในตลาดได้ชัดเจนขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...