อาจารย์ มช. โต้กรมศิลป์ ซ่อมยักษ์วัดอุโมงค์ ขอต่อไป อย่าสั่งโบกปูนพอกเจดีย์จนเป็นของใหม่อีก
อาจารย์ มช. โต้กรมศิลป์ ซ่อมยักษ์วัดอุโมงค์ ชี้แจงฟังไม่ขึ้น ขอต่อไปอย่าสั่งโบกปูนพอกเจดีย์ และ กำแพงวัดจนเป็นของใหม่เช่นนี้อีก ผู้ว่าฯเชียงใหม่ โดนติงด้วย
กรณีกรมศิลปากร ซ่อมแซมประติมากรรมปูนปั้นยักษ์ขนาดใหญ่ ศิลปะล้านนา อายุไม่ต่ำกว่า 400 ปี ที่วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีการปั้นพอกปูนทับยักษ์โบราณ คล้ายปั้นใหม่ขึ้นทั้งหมด โดย กรมศิลปากร ออกมาชี้แจงว่าการซ่อมแซมดังกล่าว ยึดตามรูปแบบศิลปกรรมเดิม และปฏิบัติตามมาตรฐาน
วันที่ 12 มิ.ย.2567 ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นว่า จากคำชี้แจงของหน่วยงานราชการต่อการปฏิสังขรณ์ประติมากรรมยักษ์ที่วัดอุโมงค์ โดยการพอกปูนทับจนเป็นของใหม่ โดยกล่าวว่าจำเป็นต้องเลือกวิธีการปฏิสังขรณ์แบบ “คืนสภาพขึ้นมาใหม่” เพราะว่า ยักษ์ชำรุดมาก หากอนุรักษ์แบบ “คงสภาพดั้งเดิม” ไว้จะทำให้ยักษ์ไม่แข็งแรง และจะชำรุดลงเรื่อยๆ
หากอ้างว่ายักษ์ชำรุดมากขนาดนั้นจริง ก็ควร “แสดงหลักฐานการชำรุดขั้นรุนแรงตามที่กล่าวอ้างนั้น” ให้ชัดเจนแก่สังคมด้วย ในฐานะที่สัมผัสยักษ์ทั้งคู่อย่างใกล้ชิดมาหลายสิบปี พบว่าสภาพปูนและโครงสร้างโดยรวมยังแข็งแรงมาก แม้จะชำรุดและผิวปริบ้าง แต่ไม่มากจนถึงขนาดเสี่ยงต่อการโค่นหักพัง ด้วยสภาพเช่นนี้จึงยังสามารถเลือกวิธีการอนุรักษ์ยักษ์แบบ “คงสภาพดั้งเดิม” ไว้ได้
อย่างเช่นที่ประติมากรรมเทวดาที่วัดเจ็ดยอด ซึ่ง“ชำรุดหักพังอย่างรุนแรงมากกว่ายักษ์ที่วัดอุโมงค์” ได้ผ่านการอนุรักษ์โดยวิธีการ “คงสภาพดั้งเดิม” มาไม่น้อยกว่า 40 ปี ปัจจุบันยังมีสภาพที่แข็งแรงไม่เห็นหักพังไปแต่อย่างใด และยังรักษาฝีมือช่างของแท้อันงามเลิศในสมัยพระเจ้าติโลกราชเมื่อราว 500 ปีก่อนไว้ได้เป็นเยี่ยม โดยไม่ต้องปั้นปูนทับเทวดาจนเป็นองค์ใหม่ ฉะนั้น จึงไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะปฏิเสธวิธีการดังกล่าวในการซ่อมยักษ์ที่วัดอุโมงค์
- ผวจ.เชียงใหม่ ชี้กรมศิลป์ ทำถูกที่สุด รูปปั้นยักษ์ 400ปี เหมือนของเก่าไม่ผิดเพี้ยน
- กรมศิลป์ แจงดราม่า บูรณะรูปปั้นยักษ์ 400 ปี ยึดตามรูปแบบศิลปกรรมเดิม
โดยกฎบัตรการอนุรักษ์ที่เป็นสากล เช่น เวนิสชาร์เตอร์ (Vinice charter) ซึ่งกรมศิลปากร ยอมรับหลักการดังกล่าวนำมาเป็นหลักพื้นฐานอยู่ไม่น้อยดังปรากฏใน “ระเบียบของกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน” ตั้งแต่ พ.ศ.2528 ก็ควรซื่อสัตย์ต่อหลักการ
โดยเฉพาะงานศิลปกรรมชิ้นสำคัญที่หาได้ยากระเบียบก็ระบุชัดว่า “ข้อ 14: โบราณสถานที่เป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพบูชา ซึ่งเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีของประชาชนโดยทั่วไป ต้องบูรณะไว้โดยไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลง ลักษณะสีและทรวดทรง ซึ่งทำให้โบราณสถานนั้นหมดคุณค่า หรือเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป”
และ “ข้อ 11: การอนุรักษ์ชิ้นส่วนที่มีคุณค่าเยี่ยมยอดทางจิตรกรรม ประติมากรรม และโบราณวัตถุซึ่งติดหรืออยู่ประจำโบราณสถานนั้น ทำได้แต่เพียงการสงวนรักษา หรือเพิ่มความมั่นคงแข็งขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อคุณค่าของเดิมให้ปรากฏเด่นชัดมากที่สุด ยกเว้นปูชนียวัตถุที่มีการเคารพบูชาสืบเนื่องมาโดยตลอด และได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว”
ในเมื่อระเบียบ “เปิดช่อง” ให้ “ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่” ได้ ฉะนั้น หน่วยงานราชการควรเปิดเผยหลักฐานการพิจารณาเห็นชอบ และรายชื่อคณะกรรมการในที่ประชุมที่ให้มีมติเห็นชอบ รวมทั้งคนเซ็นชื่ออนุมัติให้ปฏิสังขรณ์ยักษ์ด้วยรูปแบบเช่นนี้ให้กับสังคมได้รับรู้ว่ามีการพิจารณาที่ “รอบคอบ” จริงตามที่อ้างหรือไม่ อย่างไร?
จากภาพ และวิดีโอที่ปรากฏก็ชัดว่าเป็นการพอกปูนทับลงไปใหม่บนเนื้อปูนของโบราณจนไม่เห็นผิวปูนโบราณเลย ส่วนข้ออ้างเปรียบเทียบการอนุรักษ์แบบคืนสภาพขึ้นใหม่ โดยอ้างกรณีการอนุรักษ์พระอจนะวัดศรีชุมเมืองสุโขทัยขึ้นมาใหม่นั้นก็ไม่สมเหตุผล
เพราะงานปั้นปูนพอกทับพระอจนะองค์เดิมเป็นงานซ่อมใหม่ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามราว พ.ศ.2496-2500 ก็เป็นการปั้นใหม่ทับของโบราณ โดยไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอว่ารูปแบบเดิมเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เพราะแม้แต่ยอดรัศมีบนพระเศียรขององค์พระก็ไม่ได้ปั้นตามหลักฐานของภาพถ่ายเก่าที่เป็นทรงดอกบัวตูม แต่กลับแก้ไขให้เป็นรัศมีเปลว
ฉะนั้น ตำราทางประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ “ได้มาตรฐาน” ล้วนรู้ทัน “ข้อเท็จจริง” เหล่านี้จึงไม่นำรูปพระอจนะที่ปั้นใหม่มาใช้กล่าวอ้างอิงว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเพราะทราบดีว่าเป็นของที่ปั้นใหม่โดยไม่ได้ศึกษารูปแบบแต่เดิมอย่างรัดกุมเพียงพอ และวิธีการที่ทำในสมัยจอมพล ป.โดยการพอกปั้นทับพระโบราณเช่นนั้นก็ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติที่ยอมรับกันเป็นสากลหากจะนำกลับมาปฏิบัติอีกในสมัยปัจจุบัน
ในฐานะยักษ์ทั้งสองตนที่วัดอุโมงค์มีคุณค่าในศิลปะล้านนาอย่างสำคัญ ถ้าหากมีความจำเป็นอย่างที่สุดที่เห็นว่าจะชำรุดเมื่ออยู่กลางแจ้งต่อไป ย่อมมีทางเลือกที่ดีกว่า และปฏิบัติได้ง่ายกว่า คือให้นำประติมากรรมยักษ์ทั้งคู่ไปเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย และปั้นขึ้นใหม่หรือสแกน 3D และ print ๓ มิติตัวใหม่มาตั้งวางแทนที่ยักษ์ตัวเดิมไปเลยก็ย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่าที่จะปั้นปูนพอกทับลงบนของโบราณที่มองอย่างไรภาพก็เห็นได้ชัดว่าเป็นของทำใหม่โดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่าในการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงบางครั้งอาจไม่สามารถเถรตรงตามระเบียบได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรที่จะ “เถ” ต่อหลักการที่มีอยู่ไปไกลมากถึงขนาดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างที่ปรากฏ
ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดแม้ไม่ได้เป็นผู้ซ่อม แต่ไม่ควรปัดความรับผิดชอบ ในฐานะบุคคลผู้เป็น “ต้นความคิด” ริเริ่มให้ซ่อมก็ควรที่จะ “แสดงตนเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีความรับผิดชอบ” และ “รอบคอบ” ควรขอทราบรูปแบบการบูรณะและติดตามการซ่อมแซม
หากเห็นว่า “หมิ่นเหม่ที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา” ควรหาทางระงับเสียแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นการเหมาะสม และ “สง่างาม” กว่าที่จะผลักความรับผิดชอบให้กรมศิลปากร เพียงลำพังจนก่อให้เกิดความเสียหายดังที่ปรากฏ “และต่อไปก็ขออย่าได้ไปสั่งให้โบกปูนพอกเจดีย์ และกำแพงในวัดจนเป็นของใหม่เช่นนี้อีก”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาจารย์ มช. โต้กรมศิลป์ ซ่อมยักษ์วัดอุโมงค์ ขอต่อไป อย่าสั่งโบกปูนพอกเจดีย์จนเป็นของใหม่อีก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th