จาก “กีดกัน” สู่ “อยู่ร่วมกัน” Interspecies Design เมื่อบ้านของเราคือบ้านของทุกชีวิต
ในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านมา มนุษย์มักวางปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นในลักษณะของการสร้าง “ขอบเขต” เพื่อแยกพวกมันออกจากพื้นที่ของเรา ทว่าปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเกิดแนวคิดการออกแบบใหม่ที่เปลี่ยนจาก “การกีดกัน” เป็น “การอยู่ร่วมกัน” โดยมีชื่อเรียกว่า Interspecies Design หรือ “การออกแบบร่วมระหว่างสายพันธุ์”
แนวคิด Interspecies Design มุ่งเน้นการออกแบบที่เท่าเทียมระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดรา แมลง หรือสัตว์หลากชนิด โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ไร้ลำดับชั้น และไม่แบ่งแยกสายพันธุ์
การออกแบบลักษณะนี้จึงไม่ใช่แค่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และเปิดทางให้เกิดความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในการร่วมพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เกิดประโยชน์ต่อทุกชีวิต
“คิด” จึงอยากพาทุกคนมาอัปเดตเทคโนโลยีวัสดุใหม่ ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดนี้—วัสดุที่ไม่เพียงตอบโจทย์มนุษย์ แต่ยังเป็นมิตรต่อระบบนิเวศทั้งระบบ
01 Mycelium-Based Materials วัสดุจากเส้นใยจากเห็ดรา
หนึ่งในวัสดุชีวภาพที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ย่อมหนีไม่พ้นเจ้าเส้นใยจากเห็ดราหรือ “ไมซีเลียม” (Mycelium) ซึ่งสามารถออกแบบและควบคุมการเจริญเติบโตได้ในระดับสูง โดยมีการพิสูจน์แล้วว่า วัสดุจากไมซีเลียมไม่เพียงมีคุณสมบัติในการหน่วงไฟ แต่ยังมีความแข็งแรงเพียงพอสำหรับใช้ในโครงการสถาปัตยกรรม
หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่น่าจับตามองคือผลงานของ Blast Studio จากกรุงลอนดอน ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าไมซีเลียมสามารถขึ้นรูปให้เป็นรูปร่างใดก็ได้ สามารถเพาะเห็ด และอาจช่วยส่งเสริมสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นให้เจริญเติบโตได้อีกด้วย
โดยสตูดิโอแห่งนี้เก็บแก้วกาแฟใช้แล้วเพื่อนำมาแปรรูปเป็นวัสดุชีวภาพที่สามารถขึ้นรูปได้ด้วย “เทคนิคพิมพ์สามมิติ” และฉีดเชื้อไมซีเลียมลงไปภายใน หลังจากสร้างรูปร่างต่าง ๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตนี้สามารถเติบโตได้ตามโครงสร้างที่กำหนด ทีมออกแบบยังตั้งใจเพิ่ม “รอยย่น” หรือ “ลอน” บนพื้นผิวโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก ให้ร่มเงาและคงความชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไมซีเลียม เนื่องจากไมซีเลียมที่ฉีดไว้บนโครงสร้างยังมีชีวิตอยู่ เสาเหล่านี้จึงสามารถเพาะเห็ดได้จริงในพื้นที่เมือง
"เทคนิคการพิมพ์สามมิติที่เราใช้นั้น เปิดโอกาสให้เราสร้างชิ้นงานที่รองรับได้ทั้งในระดับจุลภาค - สำหรับเชื้อราและแมลง และในระดับมหภาค - สำหรับมนุษย์" เพาโอล่า การ์นูซเซต (Paola Garnousset) กล่าวกับนิตยสาร Dezeen
02 ECOncrete คอนกรีตที่สร้างชีวิตให้ชายฝั่งทะเล
ECOncrete คือเทคโนโลยีคอนกรีตรูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อ “สนับสนุนการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทางทะเล” บนโครงสร้างชายฝั่ง โดยใช้ทั้ง “สูตรผสมคอนกรีตที่ถูกออกแบบทางเคมี” และ “แม่พิมพ์ที่สร้างพื้นผิวซับซ้อน” เพื่อช่วยให้สิ่งมีชีวิตอย่างหอยนางรม ปะการัง และหอยเม่น สามารถยึดเกาะและเจริญเติบโตได้ ซึ่งไม่เพียงที่ ECOncrete จะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ชั้นป้องกันทางชีวภาพ” (bio-shield) ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงและยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างนั้นอีกด้วย
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการนำ ECOncrete มาใช้คือโครงการ “Living Breakwaters” ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยหลายภาคส่วนร่วมกัน นำโดยบริษัทออกแบบ SCAPE และเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ชนะการประกวดแข่งขันออกแบบ Rebuild By Design ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมืองของสหรัฐฯ (HUD) หลังเหตุการณ์พายุเฮอริเคนแซนดี้ถล่มในปี 2012
โครงการ Living Breakwaters ได้นำเทคโนโลยี ECOncrete มาใช้สร้างโครงสร้างกันคลื่นที่ความยาว 2,400 ฟุต บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะสแตเทน ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากพายุเฮอร์ริเคนแซนดี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดแรงคลื่น ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล
“หอยนางรม” ถือเป็นหัวใจสำคัญของแนวกันคลื่นนี้ เพราะเปรียบเสมือน "วิศวกรระบบนิเวศ" เปลือกที่ขรุขระของเปลือกหอยนางรมจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ได้ ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้เปลือกยังสามารถดักจับคาร์บอน และเป็น "กำแพงธรรมชาติ" ที่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปี 2023 โครงการ Living Breakwaters ได้รับรางวัล OBEL Award ในธีม "Adaptation" ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานสถาปัตยกรรมที่สร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โปรเจ็กต์นี้ไม่เพียงปกป้องมนุษย์และฟื้นฟูชายฝั่งของนิวยอร์ก แต่ยังฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลที่หายไป มาร์ธา ชวาร์ตซ์ (Martha Schwartz) ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัล OBEL Award 2023 กล่าวว่า “นี่คือโครงการที่มีวิสัยทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจให้ชายฝั่งเปราะบางทั่วโลก”
(Kumpan Electric / Unsplash)
03 Alternative lithium battery วัสดุแบตเตอรี่ทางเลือก เพื่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
นอกจากการออกแบบวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตโดยตรงแล้ว วัสดุทางเลือกที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตก็ถือเป็นหัวใจของการออกแบบเพื่อความยั่งยืนเช่นกัน ปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังกลายเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในหลายประเทศ แม้ EV จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่กระบวนการผลิตแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าก็ยังยังคงสร้างคำถามในเชิงสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม
ดร. ลินดา เกนส์ (Linda Gaines) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอน (Argonne National Laboratory) ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในพอดแคสต์ TILclimate โดยระบุว่า แบตเตอรี่ลิเธียมเป็นส่วนประกอบหลักของรถยนต์ EV เนื่องจากมีน้ำหนักเบาและสามารถเก็บพลังงานได้มาก อย่างไรก็ตาม วัสดุสำคัญอย่างลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล แมงกานีส ทองแดง และอะลูมิเนียม ต่างก็ต้องขุดจากเหมือง ซึ่งก่อให้เกิดทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในเหมืองโคบอลต์
ดังนั้น คำถามที่ดร. ลินดาเสนอก็คือ “เราจะปรับปรุงกระบวนการทำเหมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการผลิตโลหะที่เราต้องการได้หรือไม่? แล้วเราจะปรับปรุงสภาพการทำงานในเหมืองให้ดีขึ้นสำหรับคนงานและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างไร? หรือว่าเราสามารถลดการพึ่งพาแร่หาอย่างโคบอลต์ไปเลยได้หรือเปล่า?”
คำตอบจากดร. ลินดา ในช่วงท้ายของพอดแคสต์นับว่าเป็นไปในทิศทางที่มีหวัง “โดยปัจจุบัน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นเริ่มหันมาใช้เคมีแบบ ลิเธียม-ไอรอน-ฟอสเฟต (LFP) ซึ่งไม่ต้องใช้โคบอลต์เลย นอกจากนี้ บางบริษัทได้ทดลองใช้ โซเดียมแทนลิเธียม ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและหาได้ง่ายกว่า และล่าสุด Ford ก็เพิ่งประกาศลงทุนในเทคโนโลยี แคโทด (ขั้วบวกของแบตเตอรี่) ที่มีแมงกานีสเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งนอกจากลดการใช้โคบอลต์ลงแล้ว ยังช่วยให้แบตเตอรี่มีระยะทางการใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่ไกลขึ้นด้วย”
04 Bee Bricks อิฐรังผึ้ง เพื่อโลกที่อุดมด้วยอาหาร
ข้อมูลจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตบ่งชี้ว่า มีพืชมากกว่า 1,000 ชนิด ที่ปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ เครื่องดื่ม และยารักษาโรค ซึ่งล้วนต้องอาศัยการผสมเกสรในการเจริญเติบโต หากไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร โลกของเราก็จะขาดอาหารยอดนิยมอย่างเช่น ช็อกโกแลต กาแฟ อัลมอนด์ มะเขือเทศ บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และผักอีกมากมาย
บริษัท Green&Blue จากสหราชอาณาจักร เห็นความสำคัญของประชากรผึ้ง จึงคิดค้นวัสดุที่ช่วยให้คนและสัตว์อยู่อาศัยร่วมกันได้อย่าง Bee Bricks หรืออิฐรังผึ้งที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผึ้งโดดเดี่ยว (เช่น ผึ้งป่าหรือผึ้งช่างไม้ ที่จะสร้างรังของตัวเองเพื่อวางไข่และเลี้ยงดูตัวอ่อน) ให้สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ โดยไม่กระทบกับการใช้งานของมนุษย์ในอาคารหรือกำแพง
ตามข้อมูลที่ Green&Blue ระบุ ผึ้งมักจะทำรังในบริเวณที่ผนังอิฐและปูนเริ่มพังทลายมานานแล้ว วัสดุนี้จึงตั้งใจสร้างมุมเล็ก ๆ และโพรงขนาดพอดีตัวกระจายอยู่ในเนื้ออิฐเพื่อให้ผึ้งเหล่านี้มีที่อยู่อาศัย Bee Bricks พยายามแก้ไขปัญหาการลดลงของประชากรผึ้งในสหราชอาณาจักร ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจนทำให้ที่อยู่อาศัยของผึ้งลดน้อยลง แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอิฐนี้ แต่ก็มีความหวังว่านี่จะเป็นโอกาสในการศึกษาวิธีการแบบนี้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น รวมถึงการสำรวจความเสี่ยงและประโยชน์ในระยะยาวของมันด้วย
(Ivan Bandura / Unsplash)
จาก “กีดกัน” สู่ “อยู่ร่วมกัน”
การเปลี่ยนฐานคิดและมุมมองจากการออกแบบที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่แนวคิดที่วางให้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลางย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับนักสร้างสรรค์หลายคนต่างเชื่อมั่นว่าหนทางนี้อาจเป็นทางรอดเดียวของสรรพชีวิตทั่วโลก
เปาโอล่า แอนโตเนลลี (Paola Antonelli) ภัณฑารักษ์อาวุโสด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบของพิพิธภัณฑ์ MoMA ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทาง Interspecies Design ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่มี"ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก" แต่กำลังกลับมาได้รับความสนใจในโลกตะวันตกอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูองค์ความรู้ของชนพื้นเมืองและการเติบโตของขบวนการ “สิทธิของธรรมชาติ” ที่เรียกร้องให้สิ่งแวดล้อม เช่น แม่น้ำหรือภูเขา มีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคล
"ฉันคิดว่าเราจะเข้าใกล้ Interspecies Design อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเราปรับเปลี่ยนระดับของความเคารพและการสื่อสาร และพยายามวางตัวเองในมุมมองที่แตกต่าง ไม่ใช่ในฐานะผู้ล่าอาณานิคม แต่เป็นในฐานะพาร์ตเนอร์กันมากกว่า" ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ MoMa กล่าวกับนิตยสาร Dezeen
แม้การออกแบบที่มีธรรมชาติเป็นศูนย์กลางโดยสมบูรณ์จากสายตามนุษย์ อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของเธอ ด้วยเหตุที่มนุษย์ยังคงมองโลกผ่านสายตาของตนเอง แต่เธอถือว่า Interspecies Design คือแนวทางที่เปิดพื้นที่ให้กับการ “ลบล้างและเรียนรู้ใหม่” เพื่อท้าทายลำดับชั้นที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นไว้ระหว่างตัวเรากับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในความหวังสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสมดุลของโลกใบนี้
ที่มา : บทความ “Animal-centric interspecies design goes "beyond sustainability"” โดย Rima Sabina Aouf
บทความ “Interspecies Design: Developing Materials That Allow the Growth and Inhabitation of Non-human Species” โดย Carla Bonilla Huaroc
บทความ “‘Living Breakwaters’ by SCAPE Landscape Architecture Wins the 2023 Obel Award” โดย Christele Harrouk
บทความ “How is lithium mined?” โดย MIT Climate Portal Writing Team และ Caroline White-Nockleby
บทความ “Ford's new lithium-manganese-rich battery” โดย K. Warner
บทความ “How you can keep bees from becoming endangered” โดย Gemma Bush
บทความ “รังผึ้งล่มสลาย: วิกฤตการลดลงของประชากรผึ้ง” จาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พอดแคสต์ “Dealing with dead batteries” โดย TILclimate Podcast
บทความ “"หอยนางรม" เครื่องกรองน้ำแห่งท้องทะเล ฟื้นฟูระบบนิเวศโลก” จาก Thai PBS