โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะโลกไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ทุกคนเท่ากัน นิยามความเป็นมนุษย์ที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ของ ครูเอิร์น—นลินรัตน์ ตู้ทับทิม

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INTERVIEW

เมื่อพูดถึงสังคมที่น่าอยู่ เราอาจไม่ได้หมายถึงสังคมที่ทุกคนต้องคิดเหมือนกัน เก่งเท่ากัน หรือเติบโตไปตามพิมพ์นิยมเดียวกันทั้งหมด แต่คือสังคมที่มองเห็นและยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับมุมมองของ ครูเอิร์น—นลินรัตน์ ตู้ทับทิม ครูผู้สนับสนุนเด็กความต้องการจำเป็นพิเศษ เบื้องหลังของเธอคือพี่สาวที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีเด็กพิเศษถึง 3 คน ทำให้ความเข้าใจเรื่องความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่เธอเรียนรู้จากตำรา แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะต่อยอดมาเป็นการทำงานที่มุ่งสร้างพื้นที่ให้เด็กทุกคนได้เติบโตในแบบของตัวเองและสิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเธอลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร คือการที่เธอเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกสเปกตรัมในวัยผู้ใหญ่ ประสบการณ์รอบด้านเหล่านี้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นครูที่ไม่ได้สอนด้วยทฤษฎี แต่สอนด้วยความเข้าใจในบาดแผลของการฝืนสวมหน้ากากเป็นคนปกติ ปฏิบัติตัวตามความคาดหวังของผู้อื่น และมองเห็นคุณค่าในความก้าวหน้าเล็กๆ ของเด็กๆ อย่างแท้จริงทำความรู้จักกันก่อนตอนนี้บทบาทหลักของเอิร์นคือเป็นนักศึกษาปริญญาโท ด้านการพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลในส่วนของการทำงาน ปัจจุบันเอิร์นเป็นครูสอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในระบบโรงเรียนค่ะ ทำหน้าที่คอยสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติทั่วไปได้ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกบทบาทคือเป็นครูสอนพิเศษตามบ้าน โดยจะส่งเสริมด้านวิชาการที่เด็กไม่สามารถเรียนตามทันได้ในโรงเรียน รวมถึงให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการดูแลลูก ซึ่งตรงนี้มีทั้งแบบที่เป็นงานประจำและแบบจิตอาสาที่ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายค่ะ

การที่ต้องเห็นครอบครัวปรับเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้เด็กคนหนึ่งเติบโตได้ มันทำให้เอิร์นตระหนักได้เร็วมากว่าโลกใบนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนเท่ากัน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจและเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้คืออะไรเป็นคำถามที่แอบตอบยากเหมือนกันค่ะ เพราะจริงๆ แล้วเอิร์นโตมาในครอบครัวที่มีน้องชายเป็นเด็กพิการซ้ำซ้อน เอิร์นรู้ดีตั้งแต่เด็กเลยว่าอาชีพอะไรก็ตามที่ต้องดูแลเด็กพิเศษมันเหนื่อยและหนักหนาสาหัสมาก โดยเฉพาะอาชีพครูที่ต้องอยู่กับเด็กทั้งวัน ตอนนั้นเอิร์นตัดอาชีพนี้ออกจากหัวเป็นอันดับแรกเลยค่ะ ไม่เคยคิดจะทำเลยแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่เอิร์นเริ่มทำงานเป็นติวเตอร์ทั่วไป แล้วได้เจอกับลูกศิษย์คนแรก ซึ่งบังเอิญเป็นน้องที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตอนนั้นคิดแค่ว่าลองสอนดู แต่ปรากฏว่าพอผ่านไป พัฒนาการของเขาดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องการเรียน อารมณ์ และสังคม ที่สำคัญคือเอิร์นค้นพบว่าตัวเองมีความสุขมากเวลาที่ได้อยู่และได้สอนเด็กๆ กลุ่มนี้ พอเริ่มทำไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นความยากลำบากของผู้ปกครองที่พยายามหาครูให้ลูกเมื่อถึงวัยที่ต้องอ่านออกเขียนได้ แต่กลับไม่รู้ว่าลูกของตัวเองกำลังต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบไหนถ้าถามถึงเบื้องหลังชีวิต เอิร์นไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นคนเก่งหรือคนที่เข้าใจโลกตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากการเป็นพี่สาวที่โตมาในครอบครัวที่มีเด็กพิเศษถึง 3 คน (รวมตัวเอิร์นเองด้วย) ชีวิตในวัยเด็กของเอิร์นผูกพันกับการไปโรงพยาบาล การฝึกพัฒนาการ การที่ต้องเห็นครอบครัวปรับเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้เด็กคนหนึ่งเติบโตได้ มันทำให้เอิร์นตระหนักได้เร็วมากว่าโลกใบนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนเท่ากันความยากหรือความท้าทายในการสอนเด็กทั่วไปกับเด็กพิเศษ แตกต่างกันอย่างไรคะเด็กพิเศษมีความตรงไปตรงมามากกว่าค่ะ โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เอิร์นไม่อยากให้คนมองว่าเวลาเด็กพิเศษแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวคือความนิสัยไม่ดี แต่เอิร์นอยากให้มองว่านั่นคือวิธีการสื่อสารของเขา เด็กทั่วไปอาจจะมีความซับซ้อนในพฤติกรรมมากกว่า ส่วนความยากของเด็กพิเศษคือการแสดงออกทางพฤติกรรมหรือการรับรู้อาจจะไม่ตรงตามช่วงวัย ซึ่งเราจะเห็นพัฒนาการของเขาช้ามาก ช้าจนบางทีผู้ปกครองถอดใจและคิดว่าครูสอนไม่ดีหรือเปล่า แต่ความจริงมันคือสภาวะ (Condition) ของเขาที่รับได้ทีละน้อย เราจึงต้องใช้ความอดทนในการสอนย้ำๆ ซ้ำๆ เรื่องเดิมแต่ในความช้าเหล่านั้น ถ้าเราเปิดใจ เราจะเห็นมุมน่ารักที่ซื่อตรงของเขาเยอะมากค่ะ มีเคสหนึ่งที่ลูกศิษย์ของเอิร์นต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการลมชัก ส่งผลให้พัฒนาการบางส่วนถอยหลังไป เอิร์นเคยซื้อวาฟเฟิลนุ่มๆ ไปให้เขา โดยไม่ได้คิดว่าเขาจะจำได้ วันหนึ่งเอิร์นลองให้เขาวาดรูปว่าถ้านึกถึงครูเอิร์นจะนึกถึงอะไร เขาวาดรูปหัวใจ สายรุ้ง และวาฟเฟิลอันนั้น พอเอิร์นถามว่ามันหมายถึงอะไร เขาบอกว่าไม่รู้… แต่เวลาอยู่กับครูเอิร์นแล้วมันอุ่นตรงนี้ แล้วเขาก็เอามือจับหน้าอกตัวเอง มันคือความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจของเด็กคนหนึ่ง ส่วนหัวใจแปลว่าเขารักเรา และสายรุ้งคือครูเอิร์นเป็นคนสดใสหรืออย่างช่วงเทศกาลฮาโลวีน มีเด็กออทิสติกคนหนึ่งเดินเอาขนมมาให้เอิร์นก่อนเวลา พอเอิร์นถามว่าไม่รอให้ถึงเวลาตามกิจกรรมเหรอ เขาตอบกลับมาตรงๆ ว่าก็ครูเอิร์นเป็นคนพิเศษ คนพิเศษต้องได้ของก่อน ถ้าได้พร้อมคนอื่นก็ไม่พิเศษสิ การสื่อสารที่แสนซื่อและจริงใจแบบนี้แหละค่ะที่เป็นพลังใจให้ครูคนนี้ปัจจุบันประเทศไทยเรามีนโยบาย ‘เรียนร่วม’ ที่ให้เด็กพิเศษเรียนในห้องเดียวกับเด็กทั่วไป ในฐานะครูคนหนึ่งมองว่าในความเป็นจริง ระบบนี้ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนปัญหาเรื่องนี้ซับซ้อนและเป็นปัญหาเชิงระบบค่ะ ซึ่งก็มีบางที่ทำได้ แต่บางที่ก็ยังทำไม่ได้ ทุกวันนี้คำว่าเรียนร่วมในหลายๆ พื้นที่ กลายป็นเพียงแค่การนำเด็กพิเศษมานั่งเรียนในห้องเดียวกับเด็กปกติ เพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าทำตามนโยบาย แต่กลับไม่มีการซัปพอร์ต ไม่มีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลที่สอดคล้องกับศักยภาพจริงของเขาเลย ตัวอย่างเช่น น้องอยู่ ป. 6 แต่ศักยภาพจริงด้านการเรียนอยู่ที่ ป. 3 แต่ระบบบังคับให้เขาต้องนั่งเรียนเนื้อหาของ ป. 6 ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายเด็กพิเศษจึงเหมือนจมหายไปในระบบ โดยไม่มีใครมองเห็นตัวตนของเขาจริงๆความจริงระบบการศึกษาไทยไม่ได้ขาดแคลนคนทำงานที่มีความพยายามนะคะ แต่เราขาดความเข้าใจเชิงระบบ โครงสร้างเรายังตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า เด็กที่ดีคือเด็กที่ต้องเรียนเหมือนกัน ทำเหมือนกัน และเติบโตตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริง มนุษย์เราไม่มีใครพัฒนาการเท่ากันเลย แม้กระทั่งเด็กปกติเองก็ตาม

โรงเรียนจำนวนมากไม่ยอมจ้างครูการศึกษาพิเศษโดยตรงเพราะติดเงื่อนไขเรื่องงบประมาณ ผลลัพธ์คือใช้วิธีส่งครูปกติไปเข้าคอร์สอบรมระยะสั้นไม่กี่วัน แล้วให้กลับมาแบกรับหน้าที่ดูแลเด็กพิเศษเพิ่ม โดยไม่มีการซัปพอร์ตหรือเพิ่มอัตรากำลังใดๆ

แล้วคิดว่าอะไรคืออุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ทำให้ครูไทยไม่สามารถดูแลเด็กพิเศษได้อย่างเต็มที่ปัจจุบันครูไทยถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เกินความเป็นมนุษย์ ครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็ก 30-40 คน ซึ่งในนั้นอาจมีทั้งเด็กออทิสติก สมาธิสั้น LD หรือเด็กที่มีภาวะบอบช้ำทางจิตใจ (Trauma) แค่จัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์เด็กทุกคนก็ยากมากแล้ว แต่ครูยังต้องแบกรับงานเอกสาร งานพัสดุ และงานประเมินต่างๆ อีกมากมายในขณะเดียวกัน โรงเรียนจำนวนมากไม่ยอมจ้างครูการศึกษาพิเศษโดยตรงเพราะติดเงื่อนไขเรื่องงบประมาณ ผลลัพธ์คือใช้วิธีส่งครูปกติไปเข้าคอร์สอบรมระยะสั้นไม่กี่วัน แล้วให้กลับมาแบกรับหน้าที่ดูแลเด็กพิเศษเพิ่ม โดยไม่มีการซัปพอร์ตหรือเพิ่มอัตรากำลังใดๆ สังคมไทยยังขาดความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางระบบประสาท (Neurodiversity ) อยู่มาก เรามักพยายามแก้ไขเด็กพิเศษให้กลับมาปกติ เหมือนคนอื่น บังคับให้เด็กออทิสติกสบตา หรือสั่งให้เขาหยุดกระตุ้นตัวเอง (Stimming) โดยไม่เข้าใจว่านั่นคือภาวะระบบประสาทรับข้อมูลมากเกินไป (Sensory overload) วงจรที่ขาดการสนับสนุนนี้จึงทำให้ทุกฝ่ายเหนื่อยล้า ทั้งครู ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง เอิร์นจึงพูดได้เต็มปากเลยว่า เด็กพิเศษในไทยไม่ได้ถูกจำกัดด้วยศักยภาพของตัวเขาหรอกค่ะ แต่พวกเขาถูกจำกัดด้วยโอกาสและโครงสร้างระบบที่สังคมมอบให้ต่างหากทราบมาว่าคุณเอิร์นเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกสเปกตรัมในตอนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มันเริ่มจากการที่เอิร์นเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงและการถูกทำอนาจารมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เอิร์นอ่านสถานการณ์ทางสังคมไม่ออก เวลาคนเข้ามาพูดจาลักษณะจีบ เช่น น่ารักจัง เอิร์นจะเข้าใจไปตรงๆ ว่านั่นคือคำชมตามมารยาท แล้วเอิร์นก็ตอบไปว่าขอบคุณค่ะโดยที่ไม่รู้ว่าเขากำลังแสวงหาผลประโยชน์ พอเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรงจนกลายเป็นภาวะ PTSD นักจิตวิทยาที่ดูแลเห็นแพตเทิร์นพฤติกรรมบางอย่างจึงแนะนำให้เอิร์นไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการค่ะตอนที่ผลวินิจฉัยออกมายืนยันว่าเราเป็นออทิสติก ความรู้สึกแรกของคุณเอิร์นเป็นอย่างไรบ้างคะมีสองความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมกันค่ะ คือโล่งใจและเศร้าใจ มันโล่งใจเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เอิร์นเฝ้าตั้งคำถามมาตลอดว่าทำไมการใช้ชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนอื่นมันถึงเหนื่อยและยากสำหรับเราขนาดนี้ ที่ผ่านมาเอิร์นใช้ชีวิตด้วยการพยายามสวมหน้ากากเป็นคนปกติ ต้องคอยซ้อมบทสนทนา ดูสีหน้าคนอื่น และฝืนอยู่ในที่เสียงดังๆ จนกลับบ้านมาหมดพลังงาน พอผลวินิจฉัยออกมา มันอธิบายทุกอย่างเลยว่าเราไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้อ่อนแอ และไม่ได้ผิดปกติ ตอนนั้นเอิร์นร้องไห้หนักมาก ไม่ได้เสียใจที่เป็นออทิสติกนะคะ แต่สงสารและเอ็นดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตที่ต้องพยายามอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อให้ตัวเองดูปกติในสายตาคนอื่นแต่ในความโล่งใจนั้นมันก็มีความเศร้าและกลัวตามมาว่าแล้วครูที่เป็นออทิสติกแบบเรา จะยังสามารถสอนหนังสือได้อยู่ไหม ซึ่งคุณหมอที่วินิจฉัยได้ให้สติกับเอิร์นว่า ที่ผ่านมาคุณเป็นครูที่ไม่ดีเหรอ ตัวคุณเองคือคนที่รู้คำตอบดีที่สุด และผลลัพธ์จากเด็กๆ ที่คุณสอนจนพวกเขาอ่านออกเขียนได้ ดูแลตัวเองได้ แค่นี้ก็น่าจะเป็นคำตอบแล้ว คำพูดนั้นช่วยเยียวยาใจเอิร์นได้มากค่ะทุกวันนี้ เวลาเอิร์นเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ๆ เอิร์นจะเลือกเปิดเผยตัวตนตั้งแต่วันแรกเลยค่ะ การยอมรับตัวเองทำให้เอิร์นอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้นในวันที่สมองชัตดาวน์หรือเผชิญภาวะ Sensory overload เอิร์นไม่ได้มองว่าออทิสติกคือความสวยงามหรือความน่าเศร้า แต่มันคือวิถีการทำงานของสมองรูปแบบหนึ่งที่มีทั้งข้อจำกัดและความละเอียดอ่อนในตัวเอง**


วาทกรรมเรื่องออทิสติกอัจฉริยะหรือการสร้างภาพให้ดูเหนือมนุษย์ในซีรีส์ต่างๆ แม้เบื้องต้นมันจะดูเหมือนคำชมเชิงบวก แต่ลึกๆ แล้วมันสร้างแรงกดดันที่มหาศาลมาก

สังคมมักจะคาดหวังให้คนที่เป็นออทิสติกต้องพิสูจน์ความสามารถพิเศษบางอย่างเพื่อที่จะได้รับการยอมรับ คุณเอิร์นมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรนี่คือสิ่งที่เอิร์นรู้สึกอึดอัดใจมากค่ะ วาทกรรมเรื่องออทิสติกอัจฉริยะหรือการสร้างภาพให้ดูเหนือมนุษย์ในซีรีส์ต่างๆ แม้เบื้องต้นมันจะดูเหมือนคำชมเชิงบวก แต่ลึกๆ แล้วมันสร้างแรงกดดันที่มหาศาลมาก สังคมกำลังส่งสารบอกเราอ้อมๆ ว่าเธอจะมีคุณค่าและมีที่ยืนในสังคมได้ ก็ต่อเมื่อเธอเก่งกาจในระดับอัจฉริยะเท่านั้นคำถามคือถ้าเราเป็นออทิสติกธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เก่งอะไรเลย คุณค่าความเป็นคนของเราจะหายไปหรือเปล่า สังคมไทยติดกรอบว่า ถ้าไม่ทำตัวให้น่าสงสารเพื่อขอความเห็นใจ ก็ต้องถูก Romanticize ให้กลายเป็นยอดมนุษย์ไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว คนในสเปกตรัมส่วนใหญ่ แค่พวกเราพยายามใช้ชีวิตให้รอดไปในแต่ละวัน ไปเรียน ไปทำงาน ทนสภาวะแสงเสียงในห้างสรรพสินค้าโดยไม่สติแตกหรือหมดแรงไปก่อน แค่นี้สำหรับพวกเรามันก็คือความพยายามที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์มากแล้วค่ะ เอิร์นอยากให้สังคมเข้าใจใหม่ว่า คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถ พวกเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเก่งกาจใดๆ เพื่อแลกกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะได้รับค่ะ


สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเด็กพิเศษอาจไม่ใช่การเติบโตไปเป็นคนที่เหมือนคนปกติที่สุด แต่มันคือวันที่เขาเติบโตขึ้นมาแล้วสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่เกลียดตัวเองและตระหนักรู้ว่าตัวเขามีคุณค่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นเลย

ในฐานะคนเป็นครูนิยามความสำเร็จของการพัฒนาเด็กพิเศษ แตกต่างจากไม้บรรทัดที่สังคมทั่วไปใช้ตัดสินอย่างไรบ้างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ความสุขและความสำเร็จของการเป็นครูเด็กพิเศษจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเลิกยึดใบเกรดหรือมาตรฐานคนปกติเป็นตัวตั้ง เพราะเด็กกลุ่มนี้น้อยครั้งที่จะเห็นความสำเร็จชิ้นใหญ่เชิงประจักษ์ให้เราเห็นในระยะเวลาอันสั้น แต่เขาจะมีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า Progress หรือ ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในทุกๆ วันบางทีความสำเร็จอาจจะเป็นแค่การที่เขาสามารถโฟกัสได้นานขึ้นจาก 30 วินาที เป็น 45 วินาที หรือการที่เขายอมส่งเสียงทักทายเรา มันอาจดูเล็กน้อยมากในสายตาคนอื่น แต่มันสร้างความมั่นใจและเติมเต็มหัวใจเราว่า ความสำเร็จเล็กๆ เหล่านี้แหละที่จะต่อจิ๊กซอว์ให้เขาอยู่รอดได้ในวันข้างหน้าสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเด็กพิเศษอาจไม่ใช่การเติบโตไปเป็นคนที่เหมือนคนปกติที่สุด แต่มันคือวันที่เขาเติบโตขึ้นมาแล้วสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่เกลียดตัวเองและตระหนักรู้ว่าตัวเขามีคุณค่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นเลยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะกำลังเพิ่งเริ่มต้นเผชิญหน้ากับคำวินิจฉัยของลูก และกำลังรู้สึกกังวลกับอนาคต อยากแชร์มุมมองอะไรบ้างอย่างแรกเลย เอิร์นอยากให้ตระหนักไว้ข้อหนึ่งว่าก่อนที่เขาจะเป็นเด็กออทิสติก เขาคือลูกของคุณมาก่อน และในวันที่วินิจฉัย เขาก็ยังคงเป็นลูกคนเดิมของคุณอยู่ อย่าปล่อยให้คำวินิจฉัยกลายเป็นฟิลเตอร์เดียวที่คุณใช้มองลูก จนมองทุกอย่างผ่านเลนส์ของความกลัว บังคับให้เขาเร่งฝึก เร่งเรียนเพื่อที่จะลบความเป็นออทิสติกออกจากตัวเขา ออทิสติกจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต และมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยค่ะ เด็กหลายคนไม่ได้เจ็บปวดจากการเป็นออทิสติก แต่เจ็บปวดจากการที่คนในบ้านทำให้อัตลักษณ์ของเขาดูเป็นเรื่องผิดบาป จนต้องฝืนตัวเองเพื่อแลกกับความรักมองลูกให้เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มากกว่ามองเป็นโปรเจกต์ที่ต้องรีบแก้ไข และที่สำคัญที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลหัวใจตัวเองด้วยค่ะ พ่อแม่เด็กพิเศษจำนวนมากทุ่มเทชีวิตทั้งหมดจนลืมไปว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีสิทธิ์ที่จะเหนื่อย มีสิทธิ์ที่จะเศร้าและอ่อนแอได้ อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียวจนหมดแรง เพราะการดูแลลูกในระยะยาวไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยการฝืนใช้ชีวิตค่ะ ลูกของคุณอาจไม่ได้เติบโตตามภาพที่สังคมวางเอาไว้ แต่เขาจะเติบโตเป็นคนที่อ่อนโยน มีความหมาย และมีชีวิตที่ดีได้แน่นอนค่ะสัมภาษณ์วันที่ 7 พฤษภาคม 2569**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...