คุยกับ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ เผยคาแร็กเตอร์ใหม่ ยอมรับเป็นบทที่โหดที่สุดในชีวิต
แจ้งเกิดระดับตำนานจากภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าเรื่อง“รักแห่งสยาม” (2550)จนทำให้นักแสดงหนุ่มหล่ออารมณ์ดี“มาริโอ้เมาเร่อ”ฮอตข้ามคืนโด่งดังข้ามประเทศและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงรวมถึงกวาดรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากหลากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศมาครองหลังจากนั้นก็มีผลงานภาพยนตร์ที่น่าจดจำออกมาอย่างต่อเนื่องอาทิ“สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” (2553), “อุโมงค์ผาเมือง” (2554), “พี่มากพระโขนง” (2556) และ“Low Season สุขสันต์วันโสด” (2563)เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับ“โขมก้องเกียรติ”อยู่หลายเรื่องจนเข้าขากันได้ดีอย่าง“Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน” (2559), “ขุนแผนฟ้าฟื้น” (2562) และ“ขุนพันธ์3” (2566)
หนุ่มนักแสดงขึ้นหิ้งรายนี้ยังคงมีผลงานการแสดงอย่างสม่ำเสมอและยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบันนอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของช่องยูทูบMario Worldกับรายการ“โอ้ลั้นลา” (Oh Lunla)ที่เผยถึงตัวตนงานอดิเรกและความสนุกสนานของเขาได้เป็นอย่างดี
ล่าสุดกลับมารับบท“เสือมเหศวร”ที่เขาบอกว่าโหดที่สุดในชีวิตในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์เรื่อง“เสือ” (2568) ที่ครั้งนี้จะบู๊หนักรักสนุกคลุกวงในความโหดยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน
พอรู้ว่ามีโปรเจกต์เรื่อง “เสือ” ภาคแยกของ“ขุนพันธ์” ความรู้สึกแรกเป็นยังไงบ้าง
รู้สึกท้อนะครับ(หัวเราะ)รู้สึกว่ามันต้องเหนื่อยแน่เราเจอ“ขุนพันธ์”มาแล้วเรารู้ว่ามันโหดเป็นกองถ่ายที่ทำงานกันหนักสุดในทุกด้านแต่พอได้อ่านบท“เสือ” แล้วรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนจะเป็นช่วงเวลาไหนของเสือที่เขาจะเอามาเล่าในโปรเจกต์แล้วจะได้มาเจอกับ“พี่เป้”, “พี่โน่”, “พี่เวียร์”มันไม่ได้แล้วยังไงก็ต้องเล่นครับ
บทบาท-คาแร็กเตอร์
“เสือมเหศวร” ภายนอกจะดูนิ่งๆแต่เป็นคนมีไหวพริบดีมีทักษะค่อนข้างเยอะหลากหลายสกิลหลบเลี่ยงคล่องแคล่วว่องไวมีคาถาแคล้วคลาดที่ต้องอมพระมเหศวรเวลาต่อสู้ทำให้หลบหลีกหลบหนีอาวุธของคู่ต่อสู้ได้อย่างพลิ้วไหวมีวิชาลิงลมที่ทำให้เขาเป็นคนค่อนข้างว่องไวมากและสามารถจะเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ตัวเองได้หลากหลายแบบไม่ซ้ำเดิมเชี่ยวชาญการปลอมตัวประดิษฐ์อุปกรณ์การต่อสู้อุปกรณ์ลับซ่อนกลไกดัดแปลงพัฒนาต่อยอดสิ่งของต่างๆได้ตลอดเพื่อเพิ่มออปชันให้ตัวเองตลอดเวลาเป็นคนที่ฉลาดวางแผนเก่ง
ภาคนี้จะมีส่วนของการใช้ศิลปะการต่อสู้มากกว่าเดิมมีความพร้อมในการกลับมาในครั้งนี้ยังไงบ้างต้องเตรียมพร้อมเยอะมากเลยครับเพราะภาคนี้จะมีคิวบู๊หลายแบบหลายฉาก4 เสือต้องสู้กันเองสู้กับคนอื่นและเทคนิคการถ่ายทำใหม่ๆของ“พี่โขม” (ก้องเกียรติโขมศิริ-ผู้กำกับ)ที่เพิ่มเข้ามาพวกเราทั้ง4 เสือเลยต้องมีการซ้อมกันอยู่เป็นประจำต้องคอยฟิตร่างกายเอาไว้ตลอดไปยืดเส้นซ้อมกันล่วงหน้ากับพี่สตันต์, พี่เป้, พี่โน่, พี่เวียร์และอย่างที่บอกครับผมไม่เคยเห็นเทคนิคใหม่ของพี่โขมที่เราถ่ายทำกันในเรื่อง“เสือ”นี้มาก่อนพี่ตากล้องมาบอกว่า“โอ้อย่าเพิ่งตกใจกับวิธีการนะมันเป็นเทคนิคใหม่ที่เรายังไม่เคยลองมาก่อนการจะบู๊ของโอ้มันจะฝืนจากความจริงค่อยๆเรียนรู้ไปพร้อมกัน”การเล่นทั้งสโลว์เล่นแบบสปีดการรอจังหวะร่วมกันของเราและกล้องโอ้ผ่านคิวบู๊ยากๆมาเยอะแล้วนะครับแต่อันที่ยากสำหรับโอ้คือความแคล้วคลาดของ“เสือมเหศวร”นี่แหละครับ
มีฉากไหนเท่ๆ ของ “เสือ” บ้าง
เท่สุดก็ต้องเป็น“ฉากขี่ม้า” ด้วยกันแต่เป็นฉากที่ไม่สบายตูดเลยครับเพราะต้องวิ่งควบม้ากันมาแบบเร็วมากมีการซ้อมกันหลายครั้งเหมือนกันพื้นตรงที่วิ่งก็มีหลุมเขามีสิทธิ์ที่จะตกลงไปในหลุมแล้วเกิดอุบัติเหตุได้ลื่นหญ้าด้วยอีกม้าเขาเก่งอยู่แล้วเพราะเขาถ่ายหนังประจำแต่กับผมไม่ค่อยได้ขี่ม้ามานานมากแล้ววันนั้นกดดันหมดพระอาทิตย์ก็กำลังจะตกดินต้องถ่ายให้ได้ช็อตขี่ม้าสวยๆก่อนจะมืดอีกหลายอย่างเลยครับม้าก็ต้องวิ่งไปกลับกันอยู่หลายรอบจนกว่าภาพจะได้แต่คุ้มค่าครับเป็นฉากเท่ๆของเสือเป็นการเสี่ยงที่สนุกและได้ภาพออกมาอย่างที่ตั้งใจครับและอีกหลายๆ
ฉากที่อลังการสำหรับโอ้
“ฉากงานฤดูหนาว”ครับในเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่จัดงานฤดูหนาวกันแบบงานกาชาดสมัยก่อนจะมีคนมาร่วมงานกันเยอะมากๆทั้งประชาชนและการออกงานร้านค้ามีวงโยธวาทิตมาเข้าเปิดงานอีกเรียกว่าวันนั้นคนเข้าฉากร่วมกันหลายร้อยชีวิตมากครับในเหตุการณ์วันนั้นก็จะมีเสือหลากหลายทิศมาเจอกันแล้วตะลุมบอนยิงกันกลางงานชุลมุนกันไปหมดฉากเดือดมากครับยิงกันนัวเอฟเฟกต์ระเบิดเต็มไปหมดเป็นการทำงานที่คิวเยอะมากคนเยอะมาก“พี่โขม”อยากได้ภาพกว้างๆเห็นบรรยากาศหมดส่งโดรนบินถ่ายจนไม่มีที่ให้หลบเวลาวิ่งไปทางไหนก็ต้องเล่นให้เต็มทุกพื้นที่เดือดตั้งแต่เช้ายันเย็นฉากนี้ฉากเดียวแต่ที่เดือดกว่านั้นคืออากาศในวันนั้นครับเป็นการจำลองงานฤดูหนาวที่ร้อนสุดยอดเลยเสื้อผ้าใส่กันจัดเต็มแขนยาวหนาแบบใส่ในฤดูหนาวเลยต้องปรบมือให้ทีมงานหลายชีวิตวันนั้นมากแค่จำนวนเสื้อผ้าของนักแสดงร่วมในวันนั้นราวแชวนเสื้อผ้ามาต่อกันยาวเลยมีกล้อง4 ตัวเพื่อฉากนี้ฉากเดียวครับ
แต่ถ้าพูดถึงความอลังการในความโหดของการถ่ายทำมันหลายฉากมากครับเพราะซีนใหญ่ทุกซีนหนักทุกซีนอันนี้ผมแค่ยกตัวอย่างหนึ่งในหลายฉากที่เราจะได้ชมกันว่าแต่ละฉากถ่ายกันโหดหินไม่ได้ผ่านมันมาง่ายๆเลยครับมันมีความเจ๋งมีความบ้าผมจำได้ว่ามันมีฉากที่เป็นฉากใหญ่ไคล์แมกซ์ของเรื่องเราเรียกมันว่า“ซีนทุ่งระเบิด”โอ้โห…เนรมิตเขาทั้งลูกครับจากลานหินโล่งๆบนเขาพี่โขมเอาใบไม้มาถมให้เป็นทุ่งแห้งผมมาถึงกองคือลานหินหายไปแล้วกลายเป็นใบไม้ทั้งทุ่งฝังเอฟเฟกต์ไว้ในพื้นใบไม้เพื่อทำให้มีระเบิดนาปาล์มมาลงเป็นลูกไฟใหญ่ๆเรียกว่าระเบิดกันทั้งทุ่งครับทีมเอฟเฟกต์เขาเก่งมากครับมีทั้งระเบิดควันลมมีเพิ่มควันจากเครื่องอีกเหมือนเครื่องฉีดไล่ยุงเครื่องใหญ่ๆแต่ความหินที่สุดของ“เสือ”ถ้าเทียบกับ“ขุนพันธ์3”ก็คือความร้อนระอุเพราะฉากที่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวแต่งตัวแฟชั่นหน้าหนาวสุดแล้วสู้กันท่ามกลางอากาศร้อนสุดๆครับโหดหมดทุกทางเลยครับ
มีฉากต่อสู้กับ “รสริน” นางเอกของเรื่องด้วย
ใช่ครับเป็นฉากที่ต้องสู้กันในรถของ“เสือมเหศวร” กับ“รสริน” (หลินมชณต) เป็นบู๊แบบใกล้ชิดกันที่ถูกดีไซน์คิวบู๊โดย“พี่ท็อป” (วีระพลภูมาตย์ฝน- แอ็กชันดีไซน์)เขาก็ช่างคิดนะที่ให้พวกเราไปสู้กันในรถคันเล็กนิดเดียวออกแนวสนุกเซ็กซี่นิดๆระหว่างการสู้แบบชายหญิงเรามีไปซ้อมคิวนี้โดยเฉพาะกันมาก่อนล่วงหน้าก่อนจะมาเข้าฉากเราใช้รถอีกคันหนึ่งที่เป็นรถยาวกว่านี้หน่อยแต่พอมาเจอกันวันจริงรถที่เข้าฉากเป็นรถโบราณคันเล็กกว่าที่เคยซ้อมกันมาตอนบู๊กันแรกๆก็ไม่มีอะไรคิวได้เป๊ะเลยแต่จังหวะที่รสรินต้องสวนกลับด้วยขาหลินเขาเป็นนางแบบขายาวกะระยะผิดตอนหลบขาเขาหัวผมก็ปักไปกับเหล็กของตัวรถรถโบราณมันจะเป็นเหล็กแข็งใช่ไหมครับหัวเกือบแตกต้องประคบน้ำแข็งเลยซีนนั้นแต่สนุกครับอยากให้ไปดูความสนุกและแปลกใหม่ของเสือที่ต้องสู้กับผู้หญิง
การร่วมงานกันครั้งนี้กับเสืออื่นๆ ด้วยกัน
นอกจากเรื่องนี้เราจะได้เจอกันเองระหว่าง“4 เสือในตำนาน”อย่าง“เสือใบ”, “เสือดำ”, “เสือฝ้าย”และ“เสือมเหศวร” แล้วก็ยังมีเสืออื่นๆและแก๊งโจรอีกเยอะมากนะครับที่จะมาร่วมวงปะทะกันในเรื่องนี้กับ“พี่เป้” ที่เล่นเป็น“เสือใบ”เรื่องนี้เราก็จะได้เห็นเสน่ห์ของความเป็นเสือใบที่เรายังไม่เคยเห็นเขามุมนี้มาก่อนเห็น“เสือฝ้าย”ที่มีบารมีคุมชุมเสือได้อย่างน่าเกรงขามที่สุดโดยผ่านมุมมองของ“พี่เวียร์”เห็น“เสือดำ”ในอีกรูปแบบหนึ่งอีกแง่มุมที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนกับแบ็กกราวด์ของตัวเสือดำและแน่นอนกับ“เสือมเหศวร” เองก็จะมีการเล่าถึงอดีตของเขาด้วยส่วนหนึ่ง
การร่วมงานกันในเรื่องนี้ก็ดีใจมากครับที่ได้มาเล่นกับทุกคนคนแรกคือ“คุณเป้อารักษ์”เขาเป็นรุ่นพี่แถวบ้านผมเราโตมาด้วยกันในหมู่บ้านเดียวกันเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพอยู่แล้วเป็นพี่ที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กแฮปปี้มากครับที่ได้มาเล่นด้วยกันซักทีในเรื่องนี้ตอนที่เล่น“ขุนพันธ์3”เราก็ไม่ได้เจอกันเราถ่ายกันคนละวันแต่กับ“เสือใบ”
ในเรื่องนี้เหยียบเข้ากองถ่ายวันแรกก็เจอเพื่อนบ้านคนนี้ทันทีบางทีผมก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่ไปต่อยเขาผิดคิวบ้างโดนหน้าโดนขาแต่คนที่เจ็บตัวกลายเป็นผมเพราะแขนขาคุณอารักษ์เขาแข็งมากอย่างที่เล่าไปนอกจากที่เราจะต้องมาสู้กันอย่างดุเดือดแล้วเราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของ“เสือมเหศวร” กับเสือใบในมุมที่ไม่ค่อยจะถูกกันเท่าไหร่และต้องมาชิงทำภารกิจเดียวกันอีกได้วัดสกิลการต่อสู้กันในทุกๆด้านแม้กระทั่งในความเป็นแฟชันนิสตาของหนังอย่างเสือใบเขาจะมีเทสต์เรื่องหน้าผมเต็มที่มีความเป็นคาสโนวาเป็นนักดนตรีแต่เราเป็นเสือสังคมเป็นสายนักข่าวการเมืองเจอคนระดับรัฐบาลจนถึงชาวบ้านการแต่งตัวเสื้อผ้าหน้าผมก็จะเนี้ยบทันสมัยลุคผู้ดีอีกสองเสืออย่าง“เสือดำ” และ“เสือฝ้าย”ก็มีสไตล์การแต่งตัวเท่ๆไปอีกแบบแต่ผมมองว่าไม่มีเสือไหนที่จะเป็นแนวแฟชันนิสตาได้เท่าเสือมเหศวรกับเสือใบแล้วครับ
กับ“พี่เวียร์”ก็ตื่นเต้นมากผมไม่เคยได้เล่นเรื่องไหนกับพี่เวียร์เลยเป็นครั้งแรกเหมือนกันครับรู้สึกว่าแค่เขาแต่งตัวเดินมาก็รู้สึกว่านี่คือ“เสือฝ้าย” และมีความน่าเกรงขามมีความเป็นแบบสุขุมมีความนุ่มลึกหนวดเขาบอดี้เขาอย่างกับประธานาธิบดีของอเมริกามาเลยชุดเขาเท่มากกับการแสดงและคิวการต่อสู้ไม่มีอะไรต้องห่วงเลยพี่เวียร์เป๊ะมากมืออาชีพอยู่แล้วในคิวบู๊คิวอารมณ์พี่เวียร์เอาอยู่หมดและสิ่งที่น่ากลัวของพี่เวียร์คือขาเขานี่แหละครับขาพี่เวียร์ยาวมากเหมือนขาเสือมเหศวร2 ขาต่อกันจังหวะที่เขาบู๊ขาเขาจะมาก่อนถ้าเขาถีบเรากระเด็นแน่ครับทั้งที่เรายังไม่ถึงตัวเขาเลยไหนจะปืนอีกเสือฝ้ายใช้ปืนยาวควงเก่งอีกจังหวะควงนี่ต้องหลบให้ดีเลยครับมีแผลแตกแน่นอนก็จะเป็นเรื่องแซวกันในกองถ่ายกับ“เสือดำ”ผมชอบคาแร็กเตอร์ของ“พี่โน่”ในเรื่องนี้มากนะครับมันพลิกความเป็นเสือดำอย่างที่เราเคยเห็นใน“ขุนพันธ์”และเชื่อว่ายังไม่มีใครเคยได้เห็นมุมนี้ของเขามันยังคงความเท่ห์ความเฟี้ยวแต่มีมุมความน่ารักของเสือดำมุมที่ไม่ตึงของเขาอย่างที่เราเคยเห็นสำหรับที่ผ่านมาในการทำงานครั้งนี้รู้สึกแฮปปี้มากครับที่พวกเราได้มาเจอกันได้มาทำงานร่วมกันมันเหนื่อยครับแต่ก็เหนื่อยเหมือนกันทุกคนเป็นการทำงานกที่รู้สึกถึงความเป็นทีมเวิร์กที่ดีมากสำหรับโอ้ครับ
ความน่าสนใจโดยรวม
อย่าง“เสือมเหศวร” ใน“ขุนพันธ์3”เราได้เห็นเขาเป็นยังไงเขาก็ยังเป็นแบบนั้นแต่ในเรื่อง“เสือ”จะเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของเขาชัดเจนยิ่งขึ้นเห็นถึงอุดมการณ์ต่างๆของเสือแต่ละตัวอย่างจริงจังการทำงานในสายข่าวการที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นที่เขาต้องมาเป็นโจรเป็นเสือมันเพราะอะไรเขามาถึงยังจุดนี้ได้ยังไงและความมันส์ของ“4 เสือ”ที่ต้องมาสู้กันเองกับการต่อสู้ในทุกรูปแบบทั้งอาคมสกิลการต่อสู้อาวุธจัดเต็มมากครับก็ขอฝากภาพยนตร์เรื่อง“เสือ”ด้วยนะครับทั้งนักแสดงทีมงานผู้กำกับทุกคนตั้งใจกับงานนี้มากไม่อยากให้พลาดครับ23 ตุลาคมนี้ในโรงภาพยนตร์