โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล อุณหภูมิตะวันออกกลางระอุ

แนวหน้า

เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

ศูนย์เอเชียแปซิฟิกศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “เทลอาวีฟ – เตหะราน : ระเบิดเวลาแห่งตะวันออกกลาง” เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเมื่ออิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดย ผศ.ดร.พรพรรณ โปร่งจิตร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ฉายภาพความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในขณะที่หลายคนเข้าใจว่าอิหร่านกับอิสราเอลเป็นคู่ขัดแย้งกันมาช้านาน แต่เชื่อหรือไม่ว่าทั้ง 2 ประเทศเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ในยุคราชวงศ์ปาลาวี (ปี 2468 - 2522) อิหร่านดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย มีแนวคิดทำให้ประเทศทันสมัยแบบโลกตะวันตกและเห็นว่าความเชื่อทางศาสนาอิสลามเป็นอุปสรรคสำคัญ จึงพยายามกำจัดอัตลักษณ์ดังกล่าว เช่น ยกเลิกศาลชารีอะห์ (ศาลกฎหมายอิสลาม) ห้ามผู้หญิงสวมฮิญาบ (ผ้าคลุมผมของสตรีมุสลิม) ทำให้ชาวอิหร่านไม่พอใจ แต่ยุคนี้ อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยเฉพาะอิสราเอลมีความร่วมมือกับอิหร่านตั้งแต่การเกษตร การทหาร ไปจนถึงงานข่าวกรองและเทคโนโลยีนิวเคลียร์

แต่ทิศทางดังกล่าวทำให้ชาวอิหร่านไม่พอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน่วยข่าวกรอง Savak ของอิหร่านที่ตั้งขึ้นมาต่อต้านการแผ่ขยายแนวคิดอาหรับนิยมและพิทักษ์ราชวงศ์ทำเกินกว่าเหตุ มีการจับกุมคุมขังและซ้อมทรมานประชาชนที่ต้องสงสัยว่าเป็นภัยความมั่นคง เมื่อความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงนำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์ในนามการปฏิวัติอิสลาม อิหร่านเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบรัฐศาสนาโดยอิงกับศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ นักการศาสนามีอำนาจสูงสุด มีนโยบายต่างประเทศคือการต่อต้านสหรัฐฯ อิสราเอลและโลกตะวันตก

“อิหร่านในปัจจุบันถูกแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เราจะเห็นภายในประเทศอิหร่านถูกท้าทายจากเยาวชนรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียกร้องเสรีภาพหรือต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศ ต้องการอิสระเสรีภาพต่างๆ แต่ถ้าเราเห็นข้างในในปัจจุบัน ดิฉันเพิ่งไปอิหร่านเมื่อเดือน พ.ค. 2568 ก็จะเห็นรัฐบาลอิหร่านผ่อนปรนมากขึ้น คนในเตหะราน (เมืองหลวงของอิหร่าน) ไม่ต้องสวมฮิญาบก็สามารถเดินออกถนนได้ ไม่ต้องมีปัญหาอะไรกับตำรวจหรือไม่มีใครมาต่อว่าอะไร เราจะเห็นลักษณะของการผ่อนปรนมันเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกันการกดดันจากภายนอกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้คือการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ หรือว่าชาติตะวันตก อิหร่านถูกคว่ำบาตรมาตั้งแต่ปฏิวัติ เกือบ 50 ปีตั้งแต่ 1979 (2522) ฉะนั้นปัญหาต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่ทำให้อิหร่านจะต้องอยู่และต้องต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าเราพูดถึงความขัดแย้งอิหร่านกับอิสราเอล ถ้าเราทบทวนดู เป็นความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ศาสนา สรุปง่ายๆ คืออิหร่านปฏิเสธการมีอยู่ของอิสราเอล แต่อิสราเอลไม่ได้ใช้เรื่องศาสนา แต่กล่าวหาอิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ หรือมีโครงการนิวเคลียร์” ผศ.ดร.พรพรรณ กล่าว

ผศ.ดร.พรพรรณ กล่าวต่อไปว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตในอิหร่านอยู่ 7 ปี แม้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแต่กลับมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่อิหร่านต้องการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยย้ำว่าเพื่อใช้ในด้านพลังงานไม่ใช่เพื่อทำอาวุธ แต่ตนก็ไมได้ยืนยันว่าอิหร่านไม่ผลิตอาวุธ เพียงแต่บอกเล่าว่าอิหร่านมีสถานการณ์แบบนี้และต้องติดตามกันต่อไป นอกจากนั้นทั้งอิสราเอลกับอิหร่านยังแย่งชิงบทบาทนำในตะวันออกกลาง อิหร่านเป็นตัวแทนมุสลิมนิกายชีอะห์ ส่วนอิสราเอลเป็นตัวแทนโลกตะวันตก

ดร.สุธาทิพย์ ชวนะเวสสกุล อาจารย์ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว กล่าวถึง “ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)” หรือเฮอร์มุซ (Hurmutz) ซึ่งอยู่บริเวณปลายแหลมของยูเออี (UAE - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) กับอิหร่าน ช่วงที่แคบที่สุดจะมีความกว้าง 33 กิโลเมตร ช่วงกว่างที่สุดจะกว้าง 95 กิโลเมตร มีความลึก 198 – 200 เมตร เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพราะ 1.เป็นทางออกทางเดียวของประเทศที่อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย เช่น ตูเวต บาห์เรน กาตาร์ หรือแม้แต่อิรัก กับ 2.เป็นพื้นที่ที่มีการขนส่งน้ำมันร้อยละ 20 และก๊าซร้อยละ 30 ของโลก

“พอเรามาดูเขตน่านน้ำของประเทศ เราพบว่าฝั่งอิหร่าน ความเป็นประเทศใหญ่ มีชายฝั่งยาวไกล พอวัดน่านน้ำปุ๊บอิหร่านมีน่านน้ำในอ่าวเปอร์เซียยาว ในขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นประเทศหลายๆ ประเทศ ไล่ลงมาตั้งแต่อิรัก คูเวต บาห์เรน กาตาร์ หรือแม้กระทั่ง UAE หรือโอมาน ทำให้ทางด้านตะวันตกของอ่าวเปอร์เซียและตรงช่องแคบเฮอร์มุซถูกแบ่งสัดส่วนน่านน้ำ ความเป็นเจ้าของน่านน้ำแต่ละประเทศ ในขณะที่ฝั่งอิหร่านได้ยาว ฉะนั้นตรงนี้เลยเป็นประเด็นในตอนนี้ที่ทุกคนกลัวกันในหน้าข่าวว่าถ้าอิหร่านปิดช่องแคบนี้จริงจะเกิดอะไรขึ้น หมายความว่าที่เราเห็นเรือวิ่งเต็มไปหมดจะต้องหยุดชะงักไหม? การขนถ่ายสินค้าน้ำมันจะต้องหยุดชะงักไหม?” ดร.สุธาทิพย์ กล่าว

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มศว กล่าวว่า ในวันที่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน (21 มิ.ย. 2568 ตามเวลาสหรัฐฯ หรือ 22 มิ.ย. 2568 ตามเวลาไทย) จากนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแถลงข่าวเป็นเวลา 3 นาที แต่สามารถมองเห็นอะไรได้หลายอย่าง ดังนี้

1.ขู่อย่างแข็งกร้าว ทรัมป์พูดถึง 2 ทางเลือกสำหรับอิหร่าน จะเจรจาสันติภาพหรืออยากให้เกิดโศกนาฏกรรม 2.ประกาศแสนยานุภาพ บอกว่าสหรัฐฯ สามารถโจมตีเพื่อทำลายอิหร่านอย่างหนักได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็เป็นการแสดงให้โลกเห็นด้วยว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจ ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้โลกตกตะลึงและมีคำถามตามมาว่าสงครามโลกจะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทรัมป์พยายามดึงอิหร่านเข้าสู่การเจรจา และไม่ได้สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน โดยปล่อยให้อิสราเอลเป็นฝ่ายโจมตีไป

“ณ ตอนนี้ส่วนตัวอาจวิเคราะห์ได้ 2 ทาง ทรัมป์อาจเอาจริงเหมือนสมัยบุชที่ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งถ้าทำแบบนั้นต้องบอกว่าไม่แน่ใจว่าประชาชนจะยังคงเอาทรัมป์อยู่หรือไม่? ก็มีการเตือนแม้แต่คนใกล้ชิดทรัมป์เอง แต่ส่วนตัวมองว่าทรัมป์น่าจะเลือกอันที่สองมากกว่า เพียงแค่โชว์ศักยภาพว่าอย่าเล่นกับฉันนะ ถามว่าทำไมส่วนตัวมองแบบนั้น? เพราะลองย้อนกลับไปในปี 2020 (2563) ตอนนั้นทรัมป์ก็ไปลอบสังหารนายพลสุไลมานี ตอนนั้นสื่อก็มาถามเยอะว่าสงครามโลกจะเกิดแล้วใช่ไหม? กับอิหร่านด้วย ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น” ผศ.ดร.ประพีร์ กล่าว

ผศ.ดร.ประพีร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า เหตุที่ทรัมป์ไม่น่าจะทำอะไรรุนแรงไปกว่านี้ เพราะติดเรื่องนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่ทรัมป์หาเสียงไว้จนชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เนื่องจากประชาชนชาวอเมริกันต้องการให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ ส่วนคำถามว่า “จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?” ประเด็นนี้หากย้อนไปดูสงครามโลก 2 ครั้งก่อนหน้า สิ่งที่เหมือนกันคือแต่ละฝ่ายที่พันธมิตรที่พร้อมจะเข้าสู้รบกัน แต่สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีการแสดงท่าทีจากประเทศต่างๆ แต่ก็เชื่อว่ายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็อยากให้ติดตามสถานการณ์กันต่อไป

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว จับสัญญาณผ่านโพสต์ในสังคมสังคมออนไลน์โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไล่ตั้งแต่โพสต์แรกที่ชมเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 อย่างผิดปกติ ด้านหนึ่งชี้ว่าปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการส่งสัญญาณไม่ให้อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ เพราะทรัมป์ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่สงคราม แต่ทรัมป์ถูกกดดันหนัก

โดยตอนแรกทรัมป์พยายามประวิงเวลาไว้ 2 สัปดาห์ หวังให้อิสราเอลกับอิหร่านตอบโต้กันไป – มาจนเสียหายหนักเสียก่อน การเจรจาก็จะง่ายขึ้นเพราะแต่ละฝ่ายจะลดเงื่อนไขของตนเองลง แต่ทรัมป์นั้นถูกกดดันทั้งจากภายในประเทศและจากอิสราเอล จึงต้องเปิดปฏิบัติการ และข้อความที่ทรัมป์ลงท้าย (ก่อนจะลบไปในภายหลัง) คือได้เวลาสันติภาพแล้ว ก็คือชัดเจนว่าไม่ต้องการเข้าสู่สงคราม

“อเมริกาไม่พร้อมเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน เพราะวันนี้อาหรับไม่ให้ใช้ฐานทัพ อาหรับวางตัวเป็นกลางไม่ยุ่งด้วย จึงทำให้อเมริกาไม่มีความพร้อมทำสงครามกับอิหร่าน จะลอยคอทำในทะเลค่อนข้างยาก ดังนั้นทรัมป์ก็ส่งสัญญาณว่ามานั่งคุยกันนะ โจมตีแล้วไม่ต้องมาตอบโต้ มานั่งคุยกัน นี่คือการประเมินและการส่งสัญญาณของโดนัลด์ ทรัมป์ว่าจริงๆ แล้วอเมริกาไม่ต้องการสงคราม” ผศ.ดร.มาโนชญ์ กล่าว

SCOOP.NAEWNA@HOTMAIL.COM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...