โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

AOT เจอแรงกระแทกครั้งใหญ่ หาก “คิง เพาเวอร์” ถอนตัว อาจกระทบกำไรสูงถึง 29%

Share2Trade

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 06.27 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 07.00 น. • Share2Trade
AOT เจอแรงกระแทก_S2T (เว็บ) copy.jpg

แม้ปี 2568 ธุรกิจสนามบินในไทยจะยังคาดหวังการเติบโต แต่ตัวเลขรายได้ที่ประเมินไว้ราว 80,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากปีก่อน (อ้างอิงศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

สะท้อนถึงภาวะ “โตแบบเปราะบาง” ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงแนวโน้มการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด

สำหรับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในระบบสนามบินของไทย ทำให้รายได้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน) และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (เช่น สัมปทานค้าปลีกในสนามบิน) ต่างอาจถูกกดดัน หากจำนวนผู้โดยสารและแผนเที่ยวบินต่ำกว่าคาด

จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวไม่ชัดเจน ทำให้ AOT ต้องประสบอีหนึ่งปัญหา จากแรงกดดันของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ที่มีหนังสือขอหารือแนวทางยกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของบริษัท ได้แก่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่

ทั้งนี้ เนื่องจากคิง เพาเวอร์ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ การหยุดดำเนินการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าจากนโยบายภาครัฐ การลดภาษีสินค้าประเภทไวน์ อันส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายภายในร้านค้าปลอดอากร การขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการของเอโอที การขาดมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวส่งผลต่อการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวจีน และโควิด-19 รวมถึงสถานการณ์สงครามและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการและปฏิบัติตามสัญญา ที่ได้ตกลงไว้ อีกทั้งทำให้ประสบกับภาวะการขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจัยนี้ ถือเป็นแรงกดันต่อ AOT ที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ราคาหุ้นลดลงสูงถึง 24% หรือราคาหลุดต่ำกว่าระดับ 30 บาทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (อ้างอิงราคาหุ้นวันที่ 13 มิ.ย.68)

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อหารือแนวทางกับ KPD รวมถึงการดำเนินการจัดจ้าง ที่ปรึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาในการ ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. พร้อมทั้งเสนอแนะทางเลือกที่ได้จาก ผลการศึกษาและวิเคราะห์ที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อบริษัท และเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ระยะสั้น แนะนำให้ “ชะลอ” การลงทุนจนกว่าจะได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการร้านค้าปลอดภาษี หลังจากทาง คิง เพาเวอร์ มีการทำหนังสือขอปรับสัญญา/ยกเลิก เกี่ยวกับการให้บริการร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินภูมิภาค (เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่)

เนื่องจากทำให้มีความไม่แน่นอนของรายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต ทั้งกรณียกเลิกสัญญา หรือเจรจาขอปรับเงื่อนไขการชำระเงิน นอกจากนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าทาง คิง เพาเวอร์จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขในสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิด้วยหรือไม่ เพราะถือเป็นสนามบินที่มีสัดส่วนรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มากที่สุด โดยเราจะมีการประชุมกับผู้บริหารบ่ายวันนี้ก่อนจะมีการออกรายงานเพิ่มอีกครั้ง

โดยในนปี 2567 AOT มีรายได้จาก คิง เพาเวอร์ รวมประมาณ 18,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองประมาณ 16,500 ล้านบาท และสนามบินภูมิภาคประมาณ 1,500 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของรายได้จากธุรกิจหลักของ AOT

ทั้งนี้มองว่าผลประทบที่จะเกิดถ้าคิดเฉพาะสนามบินภูมิภาคในกรณีที่แย่สุดคือยกเลิกประมูลและรายดังกล่าวหายไปจะกระทบรายได้ในปี 26 ประมาณ 2% และกระทบกำไรสุทธิประมาณ 5%

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือสัญญาที่สนามบินสุวรรณภูมิที่มีมูลค่าสูงซึ่งหากมีการปรับสัญญาหรือยกเลิกและประมูลใหม่จะกระทบกับรายได้และกำไรสุทธิอย่างมาก

เบื้องต้นหากมีการปรับสัญญาที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองด้วย ทำให้มีการประเมินผลกระทบสำหรับปี 2569 ในส่วนของรายได้ประมาณ 11% และ กำไรสุทธิ 29% โดยอิงกับรายได้ของคิง เพาเวอร์ในปี 2566 ที่รายงานกรมธุรกิจการค้าและมีการปรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ระดับ 34 ล้านคน (ปี 2566 นักท่องเที่ยว 28 ล้านคน)

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด แนะนำ “ขาย” สำหรับ AOT โดยปรับมูลค่าที่เหมาะสม (TP) เป็น 25.00 บาท ลดลงจาก 37.00 บาท มูลค่าที่เหมาะสมนี้คิดเป็นอัตราส่วน P/E ปี 2026 ที่ 18.3 เท่าสอดคล้องกับผู้ประกอบการท่าอากาศยานในภูมิภาค ยกเว้นท่าอากาศยานในจีน

ทั้งนี้ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรลง 19% สำหรับปี 2569 และ 17% สำหรับปี 2570 โดยการปรับลดนี้เกิดจากปัจจัยหลักสามประการ

ประการแรก ได้ลดการคาดการณ์จำนวนผู้เดินทางต่างชาติ โดยเฉพาะเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนส่งผลให้จำนวนผู้โดยสาร (PAX) ลดลง 5-7%

ประการที่สอง ได้ลดการคาดการณ์สำหรับการใช้จ่ายต่อผู้โดยสารในทุกท่าอากาศยาน โดยลดรายได้สัมปทานต่อผู้โดยสาร 20% สอดคล้องกับมุมมองของ KP เกี่ยวกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในส่วน duty-free

ประการที่สาม ได้นำข้อมูลกำไรล่าสุดมาพิจารณา ซึ่งรวมถึงรายได้สัมปทานต่อผู้โดยสารปี 2568 ที่สูงกว่าคาดหวัง เนื่องจาก AOT รับรู้รายได้รอการรับรู้ ตรงข้ามกับการคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะมีการลดการชำระเงิน

ฝ่ายวิจัยยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้าน downside ที่อาจเกิดขึ้น 1.4 บาทต่อหุ้น ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือค้ำประกันธนาคารที่ค้างอยู่จาก King Power หาก AOT ไม่สามารถเอาคืนทั้งหนังสือค้ำประกันการชำระเงินรอการรับรู้ และหนังสือค้ำประกันสัญญาเต็มจำนวนได้ ความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดอาจถึง 20,000 ล้านบาทตามการประมาณการของฝ่ายวิจัย

AOT เจอแรงกระแทก_S2T (เพจ) copy.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...