ศบ.ทก. ย้ำ ไทยไม่ได้ปิดด่านแค่จำกัดเวลา ขอโซเชียล อย่าคอมเมนต์ยั่วยุ
ศบ.ทก. ย้ำคำสั่งกองทัพ ไทยไม่ได้ปิดด่าน แค่จำกัดเวลา – ตรวจเข้ม ยกระดับมาตรการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ขอโซเชียล อย่าคอมเมนต์ยั่วยุ หวั่น โจมตีกันเอง
วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 16.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารศาลากลบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา ( ศบ.ทก.) ด้านความมั่นคง แถลงภายหลังการประชุมศบ.ทก.ยืนยันว่ามาตรการล่าสุดของไทยเป็น “การยกระดับควบคุม” จุดผ่านแดน ไม่ใช่การ “ปิดด่าน” ตามที่มีรายงานก่อนหน้า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งรัฐบาลและดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 1, ภาคที่ 2 และหน่วยชายแดนฝั่งตะวันออก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจาก อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์
“ขอย้ำอีกครั้งว่า มาตรการการยกระดับการควบคุมดังกล่าว ไม่ใช่การปิดด่านอย่างที่มีรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน ซึ่งขณะนี้ ทุกจุดผ่านแดน ยังคงเปิดจุดทำการ ไม่ว่าจะเป็นจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่านแดนชั่วคราว หรือจุดผ่อนปรนทางการค้า แต่มีการจำกัดการผ่านแดนที่เข้มข้นขึ้น ทั้งนี้ เป็นการบังคับใช้มาตรการขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จากทั้งหมด 4 ขั้น”
นายนิกรเดช กล่าวว่า ฝ่ายไทยยังคงอนุญาตการผ่านแดนให้บุคคลที่มีความจำเป็น ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม เช่น ผู้ที่ต้องการรับการรักษาพยาบาล นักเรียน รวมถึงการดำเนินการที่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การซื้อผักผลไม้ และเครื่องอุปโภคบริโภคในครัวเรือน พร้อมยกตัวอย่างการรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา ในจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดจันทบุรี ในช่วง 1 – 2 วันที่ผ่านมา
นายนิกรเดช ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยยังไม่มีการห้ามการส่งออกไฟฟ้า น้ำมัน และสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปยังกัมพูชา ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชา เป็นฝ่ายที่ตัดสินใจระงับการนำเข้าน้ำมันจากไทย สำหรับฝ่ายไทยมีจุดยืนที่ชัดเจน เราต้องคำนึงถึงประชาชนทั้งชาวไทย และชาวกัมพูชา ไม่ให้ผู้รับภาระจากปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการกัน
นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี แถลงการยกระดับการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ คือการระงับการส่งออกไฟฟ้า น้ำมัน และสินค้าที่อาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่าง ๆ พร้อมย้ำว่า มาตรการล่าสุดของฝ่ายไทย เป็นมาตรการที่ดำเนินควบคู่ไปกับการดำเนินการของ ศบ.ทก. ที่มีจุดมุ่งหมายโดยตรง ต่อธุรกิจเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเป็นหลัก และไม่ได้มีเป้าหมายไปยังประชาชนทั่วไป แต่เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในชายแดน ของทั้งสองประเทศ
นายนิกรเดช กล่าวต่อว่า ตามที่มีการแสดงความเห็นเชิงลบในบัญชีโซเชียลมีเดียของฝ่ายกัมพูชานั้น การแสดงความเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะกระทำได้ อย่างไรก็ดี ขอความร่วมมือประชาชนชาวไทย ไม่แสดงความเห็นที่เป็นการยั่วยุ หรือรุนแรงสุดโต่ง เพื่อไม่สร้างความตึงเครียดเพิ่มเติม และเป็นช่องทางให้ประชาชนทั้งสองประเทศโจมตีซึ่งกันและกัน
สุดท้ายนี้ รัฐบาลยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาตามกลไกทวิภาคี ซึ่งการแสดงความเห็นที่สร้างสรรค์ในช่องทางต่าง ๆ ของประชาชน จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศในการหาทางออกร่วมกันของทั้งสองฝ่าย