โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘อิ๊งค์’ลุยไฟปรับครม.ใหญ่ คลิปเสียงรุมเร้า มวลชนรุกไล่ จะไปรอดไหม?

แนวหน้า

เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

สถานการณ์การเมืองไทย‘รัฐนาวาแพทองธาร’ผ่านช่วงกลางปี 2568 กลับทวีร้อนแรงอย่างรวดเร็ว เมื่อพรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลายเป็น"รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ"อย่างเต็มรูปแบบ ยังเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป หลังมีเก้าอี้รัฐมนตรีว่าง 8 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ล้วนเป็นตำแหน่งหลักของกระทรวงใหญ่ ทั้ง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทุกสายตาต่างจับตามอง รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ฉะนั้น การปรับครม.’อิ๊งค์’2 ครั้งใหญ่นี้ ไม่ใช่เพียงการสับเปลี่ยนเก้าอี้ แต่เป็นการเดินเกมเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ให้ได้มากที่สุด แน่นอนจุดยืน ชุดเจน ณ วันนี้ นายกฯแพททองธาร ไม่มีวันลาออกและไม่ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจประชาชนในการเลือกตั้งแน่นอน

ดังนั้นจะต้องรีบจัดสรรแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีให้พรรคร่วมรัฐบาล ที่ยังสนับสนุนรัฐบาลเช่นพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคเล็กอื่นๆอาจเป็นความพยายามในการต่ออายุทางการเมืองให้มีอายุ เพื่อแลกให้มีเสียงเป็นเอกภาพ

โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ หวังเข้ามาคุมกระทรวงมหาดไทยตามที่ นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้ประกาศเอาไว้ พรรคเพื่อไทยต้องเอามาดูแล เพราะเหลืออีก 2 ปี จะต้องเร่งสร้างผลงาน และเตรียมล้างบางวางคนของตัวเอาเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้งสมัยหน้า ถึงวันนี้ก็ถือว่าสมใจตามที่ต้องการแล้ว

หากประเมินตามกลไกระบบรัฐสภา รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะเผชิญความยากลำบากในการผลักดันกฎหมาย อย่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ที่อยู่ขั้นแปรญัตติในสภา รวมกฎหมายสำคัญ ร่างพรบ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร”หรือ ร่างกฎหมายกาสิโน ที่จะเจอกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ หากเกิดเสียงคัดค้านในสภาและถูกคว่ำร่างฯ เสถียรภาพของรัฐบาล จะสั่นคลอนอย่างทันที

นอกจากนี้ อีกไม่นานเดือนกรกฎาคม สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมขึ้นแล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยกระดับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยใช้เวทีสภาเป็นเครื่องมือในการกดดันและรอจังหวะเหมาะสมเพื่อยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ เดินหมากยื่นตีความถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170

และสิ่งสำคัญ ถึงแม้นายกฯแพทองธาร ลุยต่อไป ยังต้องเผชิญกับปมร้อนสำคัญ“คลิปเสียงสนทนา”กับสมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีกระแสรุมเร้าและแรงกดดัน

เพราะ“คลิปสนทนากับสมเด็จฮุนเซน”ถูกมองว่าอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือผิดจริยธรรมร้ายแรงหากพบว่า มีการใช้อำนาจ หรือเปิดเผยข้อมูลความมั่นคงระหว่างประเทศโดยมิชอบ ขณะนี้สมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาซึ่งได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และส่งให้ป.ป.ช.เอาผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ปัญหานี้ไม่เพียง แต่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนจุดอ่อนของการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไร้ประสบการณ์ภาคสนามในเชิงการบริหารและการทูตระหว่างประเทศ

ส่งผลให้ นายกฯแพทองธาร จะต้องลุ้นในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณารับคำร้องกรณีคลิปเสียงหลุดตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป หากมีมติรับ จะติดตามว่าศาลฯจะสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่

และเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) ได้ประชุมพิจารณาประเด็นคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซนได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับตรวจสอบเบื้องต้น การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นถอดเทปสนทนาพร้อมคำแปลภาษากัมพูชาให้ถูกต้อง สอบพยานผู้เกี่ยวข้อง โดยศึกษาข้อกฎหมาย เทียบเคียงกับคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน รวมทั้งไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีการรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ โดยให้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 10 วัน

จากนี้ไป นายกฯแพทองธาร จะต้องลุ้นระทึก ผลการพิจารณาของทั้งสององค์กรอิสระไม่รู้จะต้องเผชิญปัญหาเหมือนกับอดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน หรือไม่

อีกทั้งในช่วงนี้กระแสเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนรวมตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ประกอบด้วยนักวิชาการ ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเครือข่ายต่างๆที่ไม่พอใจต่อพฤติกรรมและจุดยืนของรัฐบาล แพทองธาร จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิด"ความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว" จากกรณีคลิปเสียงสนทนา นายกฯอิ๊งค์ คุยกับ สมเด็จฮุนเซน ที่ถูกมองว่า อาจมีการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยมีเสียงเรียกร้องปลุกขับไล่ให้ลาออกมีอย่างต่อเนื่อง ต้องจับตาการนัดรวมพลังแผ่นดินชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 16.00น.-21.00น.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

หากการชุมนุมครั้งนี้มีประชาชนเข้าร่วมกันเนืองแน่นล้นหลามจะถือเป็นการแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ในรอบหลายปี ถ้ากระแสจุดติด มีการขยายชุมนุมเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง หรือ ยกระดับไปสู่ชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในรูปแบบยืดเยื้อ

แม้การโค่นล้มรัฐบาลผ่านการชุมนุมจะยังไม่เกิดขึ้นทันที หากย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วง2ทศวรรษที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ หากมี“ปัจจัยเงื่อนไข”ที่พร้อมเพรียงกันจากทุกภาคส่วนผนึกกันอย่างเข้มแข็ง ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มทุนเดิมที่ไม่ไว้วางใจรัฐบาล โอกาสที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าคาด

ฉะนั้น การปรับครม.ใหญ่ครั้งนี้ อาจจะทำให้รัฐบาลสามารถประคับประคองต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ต้องยอมรับว่า รัฐบาลแพทองธารยังอยู่ได้ แต่อยู่ในสภาพที่รอปัจจัยภายนอกรุมเร้ารอบด้านมากมายทั้งปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ เรื่องปากท้องและปัญหาชายแดนไทย เขมร โดยปัญหาเฉพาะตัวนายกฯแพงทองธารที่เกดขึ้นกลายเป็นแรงจุดระเบิดตัวเร่งสถานการณ์ความไม่ยอมรับร้อนแรง

เพราะผู้นำรัฐบาลอย่าง แพทองธาร สูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชนอย่างถาวรไปแล้วและในการบริหาร ยิ่งไปกว่านั้น หากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช.มีผลการตัดสินตามความผิดในข้อกฎหมายที่กระทบต่อตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรงก็จะยิ่งเร่งกระบวนการสิ้นสุดของรัฐบาลให้รวดเร็วขึ้น "จุดจบทางการเมือง"ของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนี้ก็อาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...