โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดข้อเสนอของไทย! ปูพรมสิทธิประโยชน์ทางการค้าสหรัฐฯ หวังหนีด่านภาษีโหด 36%

Share2Trade

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 04.30 น. • Share2Trade

เหลือเวลาอีก 2 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในวันที่ 9 ก.ค. 68 ไทยยอมทุ่มสุดตัว เสนอชุดสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้สหรัฐฯ ตั้งแต่เว้นภาษีสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม ยันนำเข้าเครื่องบิน Boeing และพลังงานเต็มสูบ หวังลดแรงกดดัน หลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่อาจพุ่งสูงถึง 36% หากเจรจาไม่สำเร็จ!

เปิดข้อเสนอของไทย!_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า นับถอยหลัง 2 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในวันที่ 9 ก.ค. 68 ซึ่งอาจนำไปสู่การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ สำหรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ แบ่งสถานะออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ประเทศที่ประกาศข้อตกลงแล้ว ได้แก่ อังกฤษ, เวียดนาม, จีน (ชั่วคราว)

2. ประเทศที่เจรจาอย่างจริงจัง (อาจได้รับการขยายเวลาไปถึง 1 ก.ย. 68) อาทิ ยุโรป, อินเดีย

3. ประเทศที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี (ประเทศขนาดเล็ก, เจรจาช้า) อาทิ อินโดนีเซีย, ไทย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สวิตเซอร์แลนด์, มาเลเซีย, เกาหลีใต้

เมื่อพิจารณาผลกระทบต่ออัตราภาษีเฉลี่ยที่ “ไทย” ต้องเผชิญ หากไม่มีข้อตกลงหรือการขยายเวลาเกิดขึ้นภายในวันที่ 9 ก.ค. นี้ พบว่า หลักๆ จะมี SHOCK ที่เกิดขึ้นกับภาษีกลุ่มสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วน, เหล็กและอลูมิเนียม, บวกกับภาษีตอบโต้ส่วนเพิ่ม ซึ่งโดยรวมอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย อาจเพิ่มDOWNSIDE RISK ต่อ GDP ได้

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ เผยว่าได้ลงนาม “จดหมายแจ้งอัตราภาษี” แล้ว 12 ประเทศ และเตรียมส่งในวันที่ 7 ก.ค. 68 แทนการทำข้อตกลง โดยอัตราภาษีอาจอยู่ระหว่าง 10% ถึง 70% ซึ่งสูงกว่าที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงใด ๆ และมีการขึ้นภาษีตามที่ขู่ไว้ เสี่ยงส่งผลเชิงลบต่อต้นทุนการนำเข้า, เงินเฟ้อ, และการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ทั้งนี้รมว.คลังเผยไทยเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังไม่ได้ผลสรุป เตรียมทำข้อเสนอใหม่ก่อนถึงวันมีผลบังคับใช้ภาษีที่ 36% วันที่ 9 ก.ค.68 โดยการเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ : สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม, พลังงาน, เครื่องบิน BOEING จากสหรัฐฯ เพื่อที่จะลดดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ จาก 46 พันล้านดอลลาร์ลง 70% ภายใน 5 ปี และตั้งเป้าให้ดุลการค้าไทย-สหรัฐฯเป็น 0 ภายใน 7-8 ปี (เร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งไว้ 10 ปี) ซึ่งเป็นประเด็นต้องติตตามต่ออย่างใกล้ชิดว่าสรุปแล้วภาษีที่สหรัฐฯจะเก็บไทยจะอยู่ในอัตราที่เท่าไหร่

ไทยเสนอสิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี 36%

1.ข้อเสนอของไทย

เพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ : สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม, พลังงาน, เครื่องบิน Boeing จากสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าและอุปสรรคทางการค้าไม่ใช้ภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ ส่วนใหญ่นำเข้า ค่อยๆ ยกเลิกข้อจำกัดสำหรับสินค้าบางประเภทในระยะยาว

2.การปรับแผนเชิงรุกของไทย

เพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากโครงการในอลาสก้า บริษัทไทย เช่น SCG Chemicals และ PTT Global Chemical จะนำเข้า ethane จากสหรัฐฯ PTT อาจซื้อ LNG ปีละ 2 ล้านตัน เป็นเวลา 20 ปี Thai Airways อาจซื้อเครื่องบิน Boeing สูงสุดถึง 80 ลำ

3.เป้าหมายของไทย

ลดดุลการค้ากับสหรัฐฯ จาก 46 พันล้านดอลลาร์ลง 70% ภายใน 5 ปี ตั้งเป้าให้ดูดการค้าเป็นศูนย์ภายใน 7-8 ปี (เร็วกว่าแผนเดิมที่ตั้งไว้ 10 ปี)

4.ความเสี่ยงหากไม่บรรลุข้อตกลง

อาจทำให้การส่งออกลดลงอย่างมาก กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยถึง 1% ไทยอาจได้รับข้อตกลงที่เสียเปรียบกว่ากลุ่มประเทศที่เจรจาได้สำเร็จ

ประเด็นดังกล่าว ส่งผลน่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP GROWTH ไทยในปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่ง ธปท.ประเมินอัตราภาษีระดับต่างๆ จะส่งผลต่อ GDP GROWTH เท่าไหร่บ้าง

1.TARIFF สูงกว่า 36% ส่งผลต่อ GDP อาจต่ำกว่า 1.3%

2.TARIFF เท่ากับ 36% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 1.3%

3.TARIFF 18%-36% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 2.0%

4.TARIFF เท่ากับ 18% ส่งผลต่อ GDP เหลือราว 2.3%

5.TARIFF ต่ำกว่า 18% ส่งผลต่อ GDP เหลือสูงกว่า 2.3%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...