โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘นักวิชาการ’ ถอดบทเรียนสงครามภาษี ‘อาเซียน’ ไม่มีทางเลือก ต้องรวมพลังกันให้เป็นปึกแผ่น

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 02.12 น.

23 ก.ค.2568- นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง อาเซียนผนึกกำลังสู้สงครามภาษี มีเนื้อหาดังนี้

อาเซียนได้บทเรียนมาแล้วว่าการรวมกลุ่มเจรจามีประสิทธิภาพมากกว่า ในขณะที่เส้นตายของมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้กับประเทศทั่วโลกกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว และสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังหาทางลดผลกระทบด้วยการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อขยายคู่ค้าไปนอกตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าบางประเทศ เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย จะเจรจาต่อรองโดยตรงกับสหรัฐฯ สำเร็จแล้ว แต่มีนักวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีความกังขากับผลกระทบด้านลบในระยะยาว

การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Foreign and Economic Ministers' Meeting) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นความริเริ่มเพื่อหาทางรับมือกับปรากฏการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกที่เปราะบางและไม่แน่นอนยิ่งขึ้น

ปัจจุบันอาเซียนประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิก โดยคาดว่าประเทศติมอร์-เลสเตจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกอันดับที่ 11 อย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งถัดไปในเดือนตุลาคม 2568 ด้วยประชากรรวมประมาณ 700 ล้านคน อาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันสูงถึง 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่จะถูกมองข้าม

แม้คำขู่ขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะสร้างระลอกคลื่นแห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอาเซียน แต่ก็กระตุ้นให้อาเซียนหันมาสนใจพันธมิตรทางการค้ารายอื่นๆมากขึ้น

การประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงอาเซียนด้วย มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ เผชิญภาษี 25% เริ่มในวันที่ 1 ส.ค. นี้ ขณะที่ลาวและเมียนมาร์เผชิญภาษี 40% กัมพูชาและไทย 36% อินโดนีเซีย 19% เวียดนาม 20% (และ 40% สำหรับสินค้าสวมสิทธิ์) ส่วนฟิลิปปินส์และบรูไน เผชิญภาษี 20% และ 25% ตามลำดับ

ยูซุฟ เรนดี มานิเลท นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัย Center of Reform on Economics (CORE) กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอว่า "ทันทีทันใด ทุกประเทศต่างหันไปกระจายตลาดและมองหาพันธมิตรทางการค้าที่น่าเชื่อถือ คงเส้นคงวามากขึ้น" พร้อมเสริมว่า "การตัดสินใจขึ้นภาษีของทรัมป์จนถึงตอนนี้เป็นไปอย่างอิงกับอัตวิสัยและพลการฝ่ายเดียว (subjective and arbitrary) นโยบายของทรัมป์คาดเดาได้ยากและไม่มีพื้นฐานที่ชัดเจน เขากำลังใช้ภาษีสูงๆ เล่นงานแม้แต่กับพันธมิตรของตนเอง"

อย่างไรก็ดี ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร่งหาตลาดใหม่ บางประเทศอาจจะยอมลดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ที่มีมานานให้เหลือศูนย์ รวมถึงยกเลิกอุปสรรคมาตรการกีดกันทางการค้าและลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมสำคัญของชาติ เพื่อแลกกับการทำข้อตกลงกับทรัมป์อย่างรวดเร็วเพื่อลดผลกระทบ ที่จะสร้างปัญหาอื่นๆตามมา

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนยังเตือนว่าการเจรจาที่รีบเร่งเช่นนี้อาจนำไปสู่การขาดดุลการค้า การเสียเปรียบ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเตือนว่าประเทศต่างๆ อาจต้องเสียสละผลประโยชน์ภายในประเทศของตนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุ ว่าปัจจุบันกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักดีว่า ในความเป็นจริง เศรษฐกิจและการเมืองแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันเรียกร้องให้ภูมิภาคนี้มีนโยบายรับมือที่ยั่งยืนกว่า ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ผู้นำรัฐบาลอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญของการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีเพื่อเพิ่มการประสานงาน การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานี้ นับเป็นการประชุมที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยนักวิเคราะห์เรียกการฟื้นฟูการประชุมนี้ว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ" (dramatic shift) ในเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มเพื่อตอบรับ "ภูมิทัศน์โลกที่ผันผวนรุนแรงขึ้น"

นายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวหลังการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนด้วยกันว่า "อาเซียนจะมุ่งพัฒนาการตอบสนองระดับภูมิภาคที่ประสานงานกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับพายุทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น"

การประชุมที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมานี้ถูกอธิบายว่าเป็นก้าวสู่การปฏิบัติจริงเชิงยุทธศาสตร์ (strategic pragmatism) สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของอาเซียนที่เพิ่มขึ้นว่าการตัดสินใจทางเศรษฐกิจไม่อาจแยกออกจากความเป็นจริงทางการเมืองหรือการทำงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป

"การประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวอย่างมีสำนึกไปสู่การบูรณาการนโยบายเพื่อตอบรับภูมิทัศน์โลกที่ผันผวนรุนแรงขึ้น" ดร.คู หยิง ฮุย จากภาควิชาการระหว่างประเทศและการศึกษายุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมาลายา กล่าว

ดร.คู ยังเสริมว่าแรงกระแทกจากภายนอก เช่น การขึ้นภาษีการค้าที่ทวีความรุนแรง ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นระหว่างมหาอำนาจ กำลังบีบบังคับให้อาเซียนต้องแสดงออกถึงความสอดคล้องและความคล่องตัวที่มากขึ้น แม้จะเห็นความจำเป็นชัดเจนในการดำเนินการแบบบูรณาการ แต่ความท้าทายใหญ่หลวงยังคงรออยู่ในการปฏิบัติตามข้อตัดสินใจจากการประชุมร่วมครั้งนี้

ดร.คู ชี้ไปที่รูปแบบการตัดสินใจของอาเซียนที่เน้นฉันทามติ (consensus-based) ผลประโยชน์แห่งชาติที่แตกต่างกัน และการขาดกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแกร่งสำหรับการบังคับใช้และติดตามผล ว่า "การบรรจบกันของบทสนทนาด้านเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มความเสี่ยงของการแตกแยกภายใน เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในโครงสร้างเศรษฐกิจและแนวทางการเมือง ความท้าทายจะอยู่ที่การหลีกเลี่ยงภาวะอัมพาต และการรอมชอมในด้านความแตกต่างของแนวคิดและวัฒนธรรม โดยที่มุ่งไปสู่การประสานงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ แม้รูปแบบการตัดสินใจโดยฉันทามติของอาเซียนจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความสามัคคีของกลุ่ม แต่มักทำให้กระบวนการตัดสินใจในประเด็นที่ขัดแย้งหรืออ่อนไหวทางการเมืองล่าช้า ขณะที่ผลประโยชน์แห่งชาติที่แตกต่างกันอาจทำให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญกับผลได้ทางทวิภาคีมากกว่าการประสานงานระดับภูมิภาค

นายคู (Khoo) ยังเสริมว่าโครงสร้างของอาเซียนยังขาดกลไกการบังคับใช้และติดตามผลที่จำเป็น ในภาวะที่ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอกโดยเฉพาะจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ขยายมาให้เกิดความขัดแย้งในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันจนอาจบ่อนทำลายความสามัคคีของกลุ่ม

ในความเป็นจริง รัฐบาลบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แสดงความกระตือรือร้นในการเจรจาแบบทวิภาคีกับวอชิงตันเพื่อขอลดอัตราภาษีศุลกากร บางประเทศพยายามเพิ่มข้อเสนอให้สหรัฐฯ ในนาทีสุดท้าย อินโดนีเซียประกาศข้อตกลงมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเพิ่มการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มการลงทุนของอินโดนีเซียในสหรัฐฯ ส่วนเวียดนามประกาศลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุในแถลงการณ์ว่า สินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ ไปอินโดนีเซียจะปลอดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) โดยเป็นการแลกเปลี่ยนกับการลดภาษีของอินโดนีเซียจาก 32% เหลือ 19% เขากล่าวเสริมว่า "ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้เปิดตลาดทั้งหมดของอินโดนีเซียให้สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์"

ทรัมป์กล่าวด้วยว่าอินโดนีเซียยังให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินค้าเกษตรอเมริกันมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งเครื่องบินโบอิ้ง 50 ลำ

ทรัมป์อธิบายว่า "เป็นครั้งแรกที่เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ เกษตรกร และชาวประมงของเราจะได้เข้าถึงตลาดอินโดนีเซียที่มีประชากรมากกว่า 280 ล้านคนอย่างสมบูรณ์และไม่มีข้อจำกัด"

ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสื่อท้องถิ่น ว่าต้นทุนในระยะยาวดูจะสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ คือ การขาดดุลการค้า ขาดดุลชำระเงิน และมีหนี้ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีประเบียบ (Prabowo) แห่งอินโดนีเซียได้ปกป้องข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ เมื่อพูดกับผู้สื่อข่าวในวันพุธ ที่ผ่านมา โดยเรียกมันว่า “เป็นประโยชน์ร่วมกัน” (mutually beneficial)

เขากล่าวว่า "ผมคำนวณทุกอย่างแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือประชาชนของผม สิ่งสำคัญคือผมต้องปกป้องคนงานของผม" พร้อมเสริมว่าอินโดนีเซียซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจากสหรัฐฯ เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีฯ เน้นย้ำว่าอินโดนีเซียไม่ได้ผลิตข้าวสาลีและถั่วเหลืองเอง ซึ่งสหรัฐฯ สามารถจัดหาให้ได้ ส่วนการซื้อเครื่องบินโบอิ้งนั้นจะใช้เพื่อขยายสายการบินแห่งชาติ การูดา (Garuda)

ประเบียบกล่าวว่า "ผมได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว การเจรจายากมาก แต่สุดท้ายก็ตกลงกันได้ เราเข้าใจความต้องการของพวกเขา และพวกเขาเข้าใจความต้องการของเรา"

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายเชื่อว่าข้อตกลงการค้าล่าสุดระหว่างอินโดนีเซียและสหรัฐฯ นี้ อาจเป็น "ตัวอย่างที่ไม่ดี" สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ต้องการทำข้อตกลงกัยอำนาจตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ มีทางเลือกไม่มากนักนอกเสียจากต้องเจรจากับเจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ ต่อไปเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีขึ้น ข้อเรียกร้องที่เข้มงวดและแนวทางการค้าแบบกินรวบ หรือผลรวมศูนย์ (zero-sum) ของวอชิงตันอาจผลักดันให้ประเทศต่างๆ หันเหตีตัวห่างจากสหรัฐฯในระยะยาว ขณะที่พวกเขาพยายามกระจายความเชื่อมโยงทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากเกินไป

สหรัฐฯ อาจชนะในการรบในสมรภูมิครั้งนี้และครั้งอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน แต่จะแพ้สงครามโดยการผลักดันให้ประเทศต่างๆ หันหลังให้ ซึ่งพวกเขาอาจไม่ได้หันไปหาจีนเสมอไป ยังมีประชาคมเศรษฐกิจยูเรเชียน (Eurasian Economic Community) ซึ่งเป็นสหภาพของ 5 อดีตสาธารณรัฐโซเวียต รวมถึงรัสเซียและคาซัคสถาน และกลุ่มเศรษฐกิจเมอร์โกซูร์ (Mercosur) ในอเมริกาใต้ ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเทศ รวมถึงบราซิลและอาร์เจนตินา ตลอดจนสหภาพยุโรป (EU) ที่กำลังเผชิญกับภาษีตอบโต้สูงถึง 30%

ดร. เตกู เรซาเซียห์ (Teuku Rezasyah) รองศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยปัดจาจารัน (Padjadjaran University) กล่าวกับ CNA ว่า "สิ่งดีเดียวจากภาษีตอบโต้ของทรัมป์คือการที่มันทำให้ประเทศต่างๆ รวมตัวเข้าใกล้กันมากขึ้น สามัคคีกันมากขึ้น พวกเขาแยกขจัดความแตกต่าง ออกไปก่อน“

อันที่จริง ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาทางออกที่จะทำให้พวกเขาสามารถลดความเปราะบางต่อการถูกกดดันจากวอชิงตันให้เหลือน้อยลงให้มากที่สุด นั่น คือ การรวมพลังกันให้เป็นปึกแผ่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...