เตือน! เหยียบดินเท้าเปล่า ระวังโรคเมลิออยด์ ครึ่งปีคร่าชีวิต 72 ราย
นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกในบางพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังหรือดินชื้นแฉะ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำโดยตรง รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคธาลัสซีเมีย จะมีความเสี่ยงป่วยโรคเมลิออยด์สูง โดยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุจะอยู่ในดินและในน้ำ จะเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุผิวหนังหรือบาดแผล การดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
โรคเมลิออยโดสิส (ไข้ดิน) อันตรายเดินลุยน้ำลุยโคลนเท้าเปล่า อาการต้องระวัง!
อย่าประมาทโรคไข้ดิน! สธ.เตือนพบผู้ป่วยแล้ว 147 ราย เสียชีวิต 5 ราย
รวมถึงการสูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป หลังติดเชื้อโดยเฉลี่ย 4 - 9 วัน จะมีอาการเจ็บป่วย เร็วสุดหนึ่งวันแต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภาวะภูมิคุ้มกันของแต่ละคน อาการของโรคนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ อาจเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่หรือติดเชื้อแล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะก็ได้ ซึ่งมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค ส่วนใหญ่เริ่มจากมีไข้ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น บางรายพบมีฝีที่ผิวหนัง ปอด ตับหรือม้าม ในรายที่มีอาการรุนแรง มักมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ต้องอาศัยการตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการเป็นหลัก เพื่อใช้ประกอบการตรวจวินิจฉัยและรักษา
สถานการณ์โรคเมลิออยด์ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 9 กรกฎาคม 2568 พบผู้ป่วย 1,676 ราย ผู้เสียชีวิต 72 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูง 3 อันดับแรก คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป 693 ราย รองลองมาเป็นกลุ่มอายุ 50 - 59 ปี (449 ราย) และกลุ่มอายุ 40 - 49 ปี (247 ราย) ตามลำดับ พื้นที่ที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดห้าอันดับแรกคือ มุกดาหาร 15.82 ต่อประชากรแสนคน ยโสธร (11.10) บึงกาฬ (9.77) นครพนม (9.66) และ บุรีรัมย์ (8.64) ตามลำดับ
วิธีการป้องกันโรคเมลิออยด์สามารถทำได้
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นขอให้สวมรองเท้าบู๊ต ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ หลังสัมผัสดินและน้ำให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที
- หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท
- รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการสูดดมลมฝุ่นและการอยู่ท่ามกลางสายฝน
- หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน ร่วมกับมีประวัติการสัมผัสดินและน้ำ ให้รีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ป่วยโรคเบาหวาน
หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422