'โรงแรม-โรงงาน'กระอัก รุมโวยรีดค่าบำบัดน้ำเสีย ซ้ำเติมต้นทุนใช้จ่ายเพิ่ม ใบหยกไม่กังวลตั้งรบ.ช้า ขอมีเสถียรภาพ-อยู่ยาว
‘โรงแรม-โรงงาน’กระอัก รุมโวยรีดค่าบำบัดน้ำเสีย ซ้ำเติมต้นทุนใช้จ่ายเพิ่ม ใบหยกไม่กังวลตั้งรบ.ช้า ขอมีเสถียรภาพ-อยู่ยาว
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายพันธ์เลิศ ใบหยก ประธานกรรมการเครือโรงแรมใบหยก กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เป็นรัฐบาลรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ มีความเป็นเสถียรภาพ เป็นรัฐบาลถาวร มีความประนีประนอม สามารถทำงานได้ตลอดรอดฝั่ง ทำงานร่วมกันได้ทั้งคนยุคเก่าและยุคใหม่ รวมถึงมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าปัญหาการเมือง ปัจจุบันแต่ละพรรคการเมืองกำลังให้ความสำคัญเป็นหลักเข้าใจว่าตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ต้องเร่งตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อบริหารประเทศ แต่ถ้าช้าไปหน่อย แต่อยู่ได้ถาวรตลอดรอดฝั่ง น่าจะดีกว่าเร่งตั้งแล้วอยู่แป๊บเดียวก็ไป
“กรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากอาคาร ประเภทที่ 2 คือ สำนักงานหน่วยงานของรัฐ เอกชน องค์กร และสถานประกอบการใช้น้ำไม่เกิน 2 พันลูกบาศก์เมตร จะคิดอัตราค่าธรรมเนียม 4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร และประเภทที่ 3 เสียค่าธรรมเนียมสูงสุดคือ โรงแรม โรงงาน สถานประกอบการใช้น้ำเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน จะคิดอัตราค่าธรรมเนียม 8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ว่า ปัจจุบันอาคารขนาดใหญ่ถูกบังคับตามกฎหมายให้ต้องมีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและเสียค่าบริหารจัดการอยู่แล้ว อยากจะถามกลับไปยัง กทม.ว่า กทม.จะเก็บค่าบริการเพิ่มซ้ำซ้อนหรือไม่ ประชาชนจะได้อะไร ภาคธุรกิจก็เป็นประชาชนเหมือนกัน”นายพันธ์เลิศ กล่าว
ขณะที่ นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า กทม.เตรียมเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากสถานประกอบการประเภท 3 โรงงานและโรงแรม ในกลุ่มใช้น้ำเกิน 2 พันลูกบาศก์เมตรต่อเดือน คูณค่าธรรมเนียม 8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นการเก็บค่าน้ำเสีย 80% ของน้ำใช้ทั้งหมดต่อเดือน เพื่อลดภาระการบำบัดน้ำเสียเองของผู้ประกอบการและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ คาดว่าจะเริ่มปลายปี 2566 นั้น ไม่อยากให้เก็บภายในปี 2566 เพราะธุรกิจโรงแรมเพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิดมากว่า 3 ปี ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซ อัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะภาษีที่ดิน เพิ่มขึ้นมาไล่เลี่ยกันทั้งหมด ธุรกิจเพิ่งจะฟื้นตัวได้เมื่อไม่นาน ธุรกิจโรงแรมมีศักยภาพแตกต่างกัน มีระดับไม่เท่ากัน อยากให้เลื่อนเก็บออกไปก่อน ศึกษาผลกระทบให้มากกว่านี้ เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการไม่พร้อมรับต้นทุนจะเพิ่มขึ้นมาจริงๆ
‘ปัจจุบันสถานประกอบการอย่างโรงแรมจะมีกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้ให้มีบ่อบำบัดน้ำเสียเองอยู่แล้ว หากจะเก็บค่าบำบัดน้ำเสียเพิ่มจากผู้ประกอบการ ควรจะมีตัวเลือกเพิ่มออกมาให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ เพราะธุรกิจโรงแรมมีหลายขนาด สถานประกอบการขนาดกลางขึ้นไปจะมีบ่อบำบัดน้ำเสียเอง บำบัดเป็นน้ำดีได้เองอยู่แล้ว ทำให้ควรได้รับข้อยกเว้นในการจ่าย หรือส่วนลดเพิ่มตามความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของตัวเองหากโรงแรมทั้งหมดทุกขนาดต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียจริงๆ และปล่อยน้ำเสียให้ กทม.บำบัดเองทั้งหมด มีคำถามขีดความสามารถการรองรับเพื่อบำบัดน้ำเสียของ กทม.ว่ารับได้ทั้งหมดทั้งเมืองจริงหรือไม่ ประสิทธิภาพจะมากน้อยอย่างไร จะมีมาตรการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการที่มีบ่อบำบัดสามารถบำบัดเองได้ด้วย จูงใจด้วยส่วนลดอย่างไรบ้าง’ นางมาริสากล่าว