อนาคตชุดยูนิฟอร์มในยุคที่ “แฟชั่นเครื่องแต่งกาย” ถูกตั้งคำถามถึงความยั่งยืน
ขณะที่เราก้าวเท้าออกข้างนอกบ้านพร้อมกับสัมผัสอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี ตัวเลขของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพียงหนึ่งในสัญญาณที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกเรากำลังเดินเข้าใกล้ภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อมเข้าไปทุกขณะ “ความยั่งยืน” จึงกลายมาเป็นหนึ่งในแกนหลักที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน มีหน้าที่ของตัวเองในการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเพื่อคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุนแรง และปรับให้กลับกลายเป็นมิตรต่อโลกใบนี้ให้มากที่สุด
ในสังคมที่หลายภาคส่วนกำลังเปล่งเสียงออกมาเพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันขยับเขยื้อนเพื่อโลกที่ดีขึ้น เราได้ยินแคมเปญรณรงค์ให้งดใช้พลาสติก หรือหากใช้แล้วต้องรู้จักนำมาใช้ซ้ำและมีการแยกขยะให้ถูกต้องเมื่อไม่ต้องการใช้ประโยชน์ เราเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่แสดงจุดยืนว่าเป็นมิตรต่อโลกมากกว่าจะเลือกสินค้าชิ้นอื่นในหมวดหมู่เดียวกัน เราได้รับคำแนะนำให้บริโภคสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันแต่พอดี เพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการผลิตที่มากเกินจำเป็น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราจึงดำเนินชีวิตประจำวันในแบบที่มี “โลก” เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเลือกบางสิ่งบางอย่างไม่มากก็น้อย
Freepik
“เสื้อผ้า” หนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์และยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สามารถชี้ทิศทางความเป็นไปของวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้ทั้งในทางดีขึ้นหรือแย่ลง เมื่อความยั่งยืนกำลังแทรกซึมอยู่ในทุกย่างก้าวของอุตสาหกรรม ในขณะที่ “เครื่องแบบ” ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่ต้องถูกผลิตออกมาเพื่อสนองความต้องการในตลาดที่มีจำนวนไม่น้อยในช่วงเปิดเทอมของทุกปี
นี่จึงเป็นเรื่องที่ควรมาสำรวจกันสักนิดว่า “ความยั่งยืน” ของเครื่องแบบ ท่ามกลางบริบทที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้ากับสิ่งแวดล้อมยังเป็นเรื่องน่ากังวล และกฎกติกาในสังคมบอกว่าเครื่องแบบยังจำเป็นสำหรับผู้คนในหลายบทบาท จะเป็นไปในลักษณะใดนับจากนี้
Alyssa Strohmann / Unsplash
แฟชั่นเกิดใหม่ทุกวัน ยูนิฟอร์มจึงเป็นคำตอบเพื่อโลก?
ก่อนอื่นเราอยากชวนดูความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมเสื้อผ้ากับภาวะวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกกันก่อน อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายนั้นถือว่าเป็นกลุ่มการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 3 รองจากอุตสาหกรรมอาหารและการก่อสร้าง ซึ่งเป็นอันดับที่สูงกว่าอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ รวมไปถึงการขนส่งทางเรือด้วย เพราะในกระบวนการผลิตเสื้อผ้านั้น สองในสามของคาร์บอนฟุตปรินต์ที่ปล่อยออกมาหมดไปกับการสังเคราะห์เส้นใย แล้วเมื่อถึงขั้นตอนการชะล้างเส้นใยสังเคราะห์ จะปล่อยน้ำที่มีไมโครไฟเบอร์ซึ่งสร้างปัญหาขยะไมโครพลาสติกลงสู่มหาสมุทรประมาณปีละกว่า 5 แสนตัน นอกจากนี้ ในการผลิตเสื้อผ้านั้นยังก่อให้เกิดน้ำเสียคิดเป็น 20% ของน้ำเสียบนโลกทั้งหมดอีกด้วย
สถิติจากเว็บไซต์ Statista ยังได้ระบุค่าเฉลี่ยของการบริโภคเสื้อผ้าในแต่ละปีของคนทั่วโลกว่า เมื่อปี 2022 มีการบริโภคเสื้อผ้าประมาณ 1.8 แสนล้านชิ้น และคาดว่าในปี 2026 พฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของชาวโลกจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจพุ่งไปถึงปีละ 1.9 แสนล้านชิ้นเลยทีเดียว
Amanda Vick / Unsplash
เมื่อมองไปที่ตลาดแฟชั่นในปัจจุบัน ใน 1 ปีเรามีฤดูกาลที่เหล่าแบรนด์แฟชั่นไม่ว่าจะอยู่เทียร์ไหนได้ออกคอลเล็กชันเสื้อผ้าใหม่ถึง 4 ฤดูกาลหลัก ไม่รวมช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ ของปีที่เปิดพื้นที่ให้เหล่าแบรนด์ได้ออกสินค้าใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้จับจ่ายไปเฉลิมฉลอง และอีกหลากหลายโอกาสที่รวมแล้วใน 1 ปีจะมีเสื้อผ้าออกใหม่แทบจะทุกสัปดาห์เลยก็ว่าได้
ย้อนไปที่การใส่เครื่องแบบในยุคที่เทรนด์แฟชั่นเปลี่ยนไปในทุกสัปดาห์แล้วนั้น การมีเครื่องแต่งกายชุดเดิมที่สามารถสวมใส่ได้เกือบทุกวัน มีอายุการใช้งานยาวนาน เปลี่ยนใหม่ปีละ 1-2 ครั้ง จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ตลาดเครื่องแต่งกายลดความถี่ในการผลิตเสื้อผ้าออกมาสนองความต้องการผู้ซื้อให้เหลือเพียงปีละไม่กี่ครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้คนไม่รู้สึกว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งของจำเป็นจนกลายเป็นการซื้อในจำนวนที่มากเกินพอดี
parentlygroup.com
“ยูนิฟอร์มรักษ์โลก” นวัตกรรมที่สวมใส่แล้วช่วยโลกได้อีก
ในยุคที่เทรนด์ความยั่งยืนแผ่ไปในทุกตลาด ในตลาดเครื่องแบบก็เช่นกัน มีหลากหลายผู้ผลิตที่ประยุกต์นวัตกรรมที่ช่วยให้ยูนิฟอร์มทุกตัวที่วางขายผ่านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เราขอยกตัวอย่าง “David Luke” แบรนด์ชุดนักเรียนในสหราชอาณาจักรที่ถือกำเนิดเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน จากการเป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ในวงการเครื่องแต่งกาย ผ่านกระโปรงและเสื้อเบลเซอร์นักเรียนที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิลเมื่อช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันได้กลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแห่งนวัตกรรมและความยั่งยืนที่มีชื่อเสียงไปทั่วภูมิภาค
davidluke.com
นอกจากกระโปรงนักเรียนและเบลเซอร์ David Luke ยังขยายอาณาเขตความยั่งยืนบนเสื้อผ้ายูนิฟอร์มให้กว้างขึ้นด้วยสินค้าในกลุ่มกางเกง เสื้อโปโล สเวตเตอร์ ซึ่งในเสื้อผ้าแต่ละชิ้นจะผ่านกระบวนการผลิต 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การทำขวดพลาสติกมาจากศูนย์แยกขยะรีไซเคิล ซึ่งจะต้องแยกชนิดพลาสติกและสีออกจากกัน นำไปถอดฉลากพลาสติก ก่อนทำความสะอาดแล้วส่งไปขึ้นรูปใหม่จนกลายเป็นเส้นด้าย แล้วนำไปทอด้วยเทคนิคพิเศษที่จะทำให้เส้นใยพลาสติกนี้ลดการสะท้อนแสงให้ได้มากที่สุด และเป็นเส้นใยผ้าที่คงทนเมื่อนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าที่ต้องใส่ซ้ำบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน และเหมาะกับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยซนซึ่งพ่อแม่ต้องการเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่แล้วทำกิจกรรมได้อย่างไม่กลัวฉีกขาด
davidluke.com
เสื้อเบลเซอร์ 1 ตัวใช้ขวดน้ำ 18 ใบ กางเกงขายาวและกระโปรง 1 ตัวใช้ขวดน้ำ 5 ใบ เสื้อสเวตเตอร์และกางเกงขาสั้นใช้ขวดน้ำ 3 ใบ เสื้อโปโล 1 ตัวใช้ขวดน้ำ 2 ใบ ตลอดระยะที่ David Luke ได้ลงสนามสู่การสร้างยูนิฟอร์มอีโค่ ไม่เพียงแต่ได้ใจผู้ปกครองที่มองหาชุดนักเรียนที่มีความทนทานและใส่สบาย แต่ยังทำให้ขยะขวดน้ำพลาสติกไม่ต้องถูกฝังกลบลงไปในพื้นดินรวมประมาณ 34 ล้านใบ และนอกจากการผลิตเครื่องแบบนักเรียนแบบอีโค่แล้ว แบรนด์ยังมีแคมเปญอยาก “Re: Uniform” ส่งเสริมให้คนนำชุดนักเรียนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังอยู่สภาพใช้งานได้มาซ่อมแซมและส่งต่อให้กับนักเรียนผู้ยากไร้ เป็นการยืดอายุเครื่องแบบที่ต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อมีการเลื่อนระดับชั้นให้ยังใช้ประโยชน์ได้อยู่โดยไม่ต้องรีบทิ้งหรือเก็บไว้ในกล่องปิดตายที่บ้าน
เครื่องแบบรักษ์โลก พนักงาน sabina
ThaiPR.net
เป็นคนไทย สวมเครื่องแบบอย่างไรให้รักษ์โลก?
ในฝั่งของไทยเองก็มีแบรนด์ดังที่รีแบรนด์ใหม่พร้อมกับจุดยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มพนักงานให้เข้ากับเทรนด์รักษ์โลกดังกล่าว เช่น ทรู ซาบีน่า แสนสิริ ด้วยการนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเส้นใยและถักทอจนได้เป็นชุดยูนิฟอร์ม รวมถึงใช้วัสดุเหลือใช้อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมมารีไซเคิลเป็นเครื่องประดับบนชุดยูนิฟอร์มอย่างเข็มกลัดติดหน้าอก เป็นต้น
เมื่อถามว่าแล้วในบริบทของประเทศไทย หากจะทำให้การแต่งเครื่องแบบเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลกได้เราจะต้องทำอย่างไร จุดเริ่มต้นอาจเป็นอย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วนั่นคือการเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมจนเกิดการขับเคลื่อนในระดับธุรกิจ และที่สำคัญ ด้วยสภาพเศรษฐกิจของไทยที่ทำให้เสื้อผ้าที่แม้จะเป็นปัจจัยสี่แต่ก็ยังมีราคาสูงเกินค่าแรงขั้นต่ำไปมากกว่าเท่าตัว ดังนั้นเครื่องแบบที่รักษ์โลกนี้ก็ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องเป็น “สวัสดิการ” ที่พนักงานสามารถเข้าถึงได้ฟรี เพื่อให้การแต่งเครื่องแบบไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของคนคนหนึ่ง
ทั้งยังเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องแบบนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความล้าหลังและการจำกัดสิทธิบางอย่าง ดังนั้นในโลกยุคแห่งความอิสระเสรีที่ไม่ว่าใครก็อยากมีเสรีภาพในความคิดและการแต่งกายเป็นของตัวเอง เครื่องแบบที่ดีจึงควรมีสภาพบังคับให้น้อยที่สุดเพื่อเป็นการลดความอึดอัดใจ และเพิ่มแรงจูงใจในการสวมใส่อย่างที่ไม่ต้องมีใครบอกให้ใครทำ
ไม่ใช่ทุกบทบาทในสังคมที่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นไม่ว่าจะ “ยูนิฟอร์มรักษ์โลก” หรือการแต่งเครื่องแบบในชีวิตประจำวันเพื่อลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ นี่เป็นเพียง 2 จากอีกนับล้านวิธีที่เราจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นได้ หากแต่เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่เรากำลังสวมใส่กันอยู่ ใจความที่สำคัญกว่าคือการลดการบริโภคให้เหลือเท่าที่จำเป็น ไปจนถึงการทำให้กระแส “wear วนไป” เกิดขึ้นกับเครื่องแต่งกายทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เราซื้อตามเทรนด์ หรือเป็นสิ่งที่สวมใส่ตามบทบาทการเรียนและทำงานก็ตาม
ที่มา : บทความ “How Our Clothes Contribute to Climate Change” จาก bbvaopenmind.com
บทความ “FASHION STATISTICS 2022/3” จาก wunderlabel.com
บทความ “Eco-Uniform Explained” จาก davidluke.com
เรื่อง : Natjanan K.