โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ตำนานเทพสงครามอมตะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • Pinebook
จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ถูกทำลายล้างทั้งอาณาจักร ร่างกายแตกดับร่วงหล่นสู่โลกเบื้องล่าง เกิดใหม่ในกายผู้พิชิตบรรพกาล เริ่มต้นเส้นทางการล้างแค้นและสถาปนาอาณาจักรใหม่!

ข้อมูลเบื้องต้น

ตำนานเทพสงครามอมตะ

仙武封神

ผู้เขียน 如狼似虎

ผู้แปล หวงลี่อิง

ลิขสิทธิ์ภาษาไทยโดย Pine Book

**********

จันทร์ - ศุกร์ ลงวันละ 2 ตอน 11.00 น.

เสาร์ - อาทิตย์ ลงวันละ 3 ตอน 11.00 น.

บนเส้นทางของการก้าวไปสู่ความเป็นอมตะ

ผู้แข็งแกร่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนผู้อ่อนแอเปรียบดั่งริ้นไร

จักรพรรดิเซียนผู้เป็นเลิศแห่งยุคสมัยตกลงมาจากสวรรค์

หลังจากกลับชาติมาเกิดใหม่ เที่ยวท่องไปทั่วทั้งแปดทิศเก้าภพภูมิ

ตั้งตนเป็นศัตรูกับมรรคาสามสายหลัก ตั้งใจฝึกฝนรอวันหวนคืนสู่โลกเซียน

แต่เขากลับค้นพบความลับบางอย่าง

"การกลับมาเกิดใหม่ของข้า หรือว่าจะเป็นแผนของใครบางคน…"

**********

นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ PINE BOOK

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

จักรพรรดิเซียนกำเนิดใหม่

“ชั่วชีวิตของข้า มิเคยอ่อนแอกว่าผู้ใด!”

เงาร่างสีทองร่างหนึ่งยืนตระหง่านท่ามกลางห้วงอากาศไร้ที่สิ้นสุด ดวงตาที่หลุบต่ำทั้งสองข้างค่อยๆ ลืมขึ้น ผืนฟ้าปฐพีพลันสั่นสะเทือน ความกระหายสงครามพลุ่งพล่านโหมกระหน่ำม้วนตลบไปทั่วทุกทิศ

ยามนี้นักพรตทั้งหมดในโลกเซียนพิภพต่างตัวสั่นสะท้าน

สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังเงาร่างสีทองเหลืองอร่ามราวกับเทพเทวาในห้วงอากาศร่างนั้น

แม้นโลหิตจะเปรอะไปทั่วสรรพางค์กาย แต่อานุภาพแห่งเซียนอันยิ่งใหญ่ทำให้เก้าสวรรค์ชั้นฟ้าสิบภพภูมิสั่นสะเทือน ต่อให้โลกเซียนพิภพจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็อดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้

“จื่อฉยง เจ้ายังหยิ่งจองหองราวกับมิเห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาถึงเพียงนี้ ปีนั้นหากฝากตัวเป็นศิษย์ของพวกข้า ไหนเลยจะต้องมีภัยอย่างในวันนี้” เงาร่างขมุกขมัวทั้งสามร่างโอบล้อมรอบเขาไว้ น้ำเสียงแก่หง่อมเสียงหนึ่งดังขึ้น

“พวกเจ้ามีอะไรให้ข้าต้องพึ่งพากัน”

เงาร่างสีทองที่งดงามหาใดเปรียบแหงนหน้าแผดเสียงคำรามด้วยความขุ่นเคือง “ข้าถือกำเนิดจากสามัญชน จุดเริ่มต้นต่ำต้อย บากบั่นบำเพ็ญเพียรมาล้านกว่าปี ผู้คนในอาณาจักรเซียนของข้าแต่ละคนราวกับมังกร[1] พวกเจ้าควบคุมระบบวิถีเซียน กลับไม่อาจทนยอมให้คนรุ่นหลังเทียบเคียงเสมอตน วันนี้ตำหนักวิถีใหญ่ทั้งสามกวาดล้างราษฎรนับล้านล้านในอาณาจักรเซียนของข้าจื่อฉยง หากมีชาติหน้า ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า คนใจคอโหดเหี้ยมโฉดชั่วดั่งหมาป่าอย่างพวกเจ้าเป็นผู้ควบคุมวิถีเซียน ข้าไม่ยินยอม!”

“ไม่ยอมแล้วยังไงเล่า พวกเราควบคุมวิถีเซียน เจ้าจะทำอะไรได้” น้ำเสียงแก่ชราตอบกลับอย่างเย็นชาอีกครั้ง

จักรพรรดิเซียนจื่อฉยงเงียบงัน ไม่พูดอะไรอีก เรือนผมดำขลับของเขาปลิวไสว ดวงตาพลันกลับกลายเป็นเรียบนิ่ง ลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรสุดลึก เสื้อคลุมลายมังกรสีเหลืองอร่ามโบกสะบัดตามสายลม ท่วงท่างดงามเหนือกว่าสิ่งใด

“จื่อฉยง เจ้าจะลงมือกับพวกเราอย่างนั้นหรือ” เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามเข้าประชิดร่าง รับรู้ถึงความผิดปกติของจักรพรรดิเซียนจื่อฉยง

“ฆ่า!”

ตูม!

ในยามนี้ พลังของจักรพรรดิเซียนจื่อฉยงพุ่งสูงราวกับภูผาสูงตระหง่าน รอบกายมีลำแสงศักดิ์สิทธิ์นับสิบล้านพวยพุ่งพร่างพราวสะดุดตา ฉีกห้วงอากาศออกจากกัน โถมซัดเข้าใส่เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามร่างนั้น

“อ่อนหัด!”

“รนหาที่ตาย!”

เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามลงมือในเวลาเดียวกัน พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายล้างทั่วทั้งโลกา แสนยานุภาพอันไร้ขอบเขตม้วนกวาดไปทั่วท้องนภา ไหลบ่าเข้าท่วมจักรพรรเซียนจื่อฉยงในทันใด ทั้งกายเนื้อทั้งวิญญาณแท้พลันมลายหายสิ้นดั่งเถ้าธุลีและหมอกควัน

โลกเซียนพิภพ ตำหนักวิถีใหญ่ทั้งสามร่วมมือทำลายล้างอาณาจักรเซียนของจื่อฉยงจนย่อยยับ สงครามในครั้งนี้สิ่งมีชีวิตแตกดับนับไม่ถ้วน วิญญาณแท้ของจอมจักรพรรดิจื่อฉยงกระจัดกระจาย มลายหมดสิ้นดั่งขี้เถ้าและหมอกควัน

ณ แผ่นดินต้าถัง ภายในเมืองเหลียงโจวเขตเป่ยฮวง สกุลเซียว

มวลหมู่เมฆเรียงตัวเป็นชั้นดำหนาทึบแผ่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองเหลียงโจว ยามที่เมฆหมอกเคลื่อนตัว สามารถมองเห็นสายฟ้าราวกับกระบี่แหลมคมวาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรีได้รางๆ

เด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องบัญชีของสกุลเซียว เรือนผมดำขลับยุ่งเหยิงสยายปกคลุมบนไหล่ ดวงตาของเขาซึมกะทือไร้ซึ่งกลิ่นอายความเฉลียวฉลาด เหมือนกับเด็กปัญญาทึบ

“เอ๊ะ นี่มันคุณชายเซียวอวี้ไม่ใช่เหรอ มารับเงินเดือนอีกแล้วรึ” ชายวัยกลางคนหรี่ตาเดินออกมาจากห้อง คล้ายจะยิ้มก็มิเชิง มีบริวารสามสี่คนที่ยิ้มเย้ยหยันเดินตามอยู่ด้านหลัง

“ใช่แล้ว พ่อบ้านสวี”

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเซียวอวี้พยักหน้าด้วยความหวาดกลัว ร่างบอบบางท่ามกลางลมหนาวช่างน่าเวทนานัก

“เชิญคุณชายเซียวอวี้กลับไปเสียเถิด เดือนนี้ไม่มีเงินให้ท่านแล้วละ” พ่อบ้านสวีผายทั้งสองมือออก ยิ้มตาหยีแล้วตอบกลับ

“ทำ…ทำไมกัน” เซียวอวี้ถามอย่างระมัดระวัง ใบหน้าใสซื่อไม่เต็มเต็งฉายความประหม่าเล็กน้อย

พ่อบ้านสวีหรี่ตาพลางยิ้มกริ่ม ทำเสียงฮึดฮัดเยียบเย็นด้วยความดูแคลน “ก็ไม่ทำไมหรอก ข้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี เด็กปัญญาอ่อนคนนึงยังจะเอาเงินอะไรอีก” เขากล่าวพลางจะลุกขึ้นกลับห้อง

“เจ้า เจ้าอย่าไปนะ ข้าต้องการเงิน…ข้าจะซื้อยาให้ท่านแม่” เซียวอวี้ร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ ใช้มือคว้าข้อมือของเขาไว้

“ไสหัวไป”

แววตาพ่อบ้านสวีฉายแววเยียบเย็น ใช้เท้าเตะเซียวอวี้ออกไปไกลหลายหมี่[2] ใบหน้าเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ข้าไม่กลัวหรอก หากจะต้องบอกเจ้าเด็กปัญญาทึบอย่างเจ้าว่า นับจากวันนี้ เจ้ากับแม่ผู้ต้อยต่ำของเจ้าจะไม่ได้เงินอีกแล้ว เจ้าก็อย่ามาโทษข้าละ นี่เป็นคำสั่งของฮูหยินสาม”

“ฮือ ๆๆ ข้าต้องการเงิน ข้าจะเอาไปรักษาท่านแม่ พวกเจ้ามันคนเลว…ไอ้พวกคนชั่ว” เซียวอวี้ถูกพ่อบ้านสวีเตะใส่อีกทีจนกระอักเลือดออกมา ทรุดเข่าข้างหนึ่งร้องไห้จ้าอยู่บนพื้น

“เหอะ ไอ้เด็กปัญญาอ่อน เป็นถึงลูกแท้ๆ ของท่านโหว” พ่อบ้านสวีเบะปากดูแคลน ใบหน้าเผยความเย้ยหยัน

“เขาก็แค่เลือดชั่วๆ ท่านน่ะยังใจดี เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดหกชั้นฟ้า เมื่อครู่หากเตะด้วยปราณแท้ คุณชายเซียวอวี้ของเราคงจะต้องตายแหงแก๋” คนรับใช้คนหนึ่งฉีกยิ้มประจบสอพลอ

“ฆ่าไอ้โง่เช่นนี้ ข้ากลัวเท้าตัวเองจะเปรอะเปื้อนน่ะสิ”

โครม!

ทันใดนั้น กลุ่มก้อนเมฆกลางท้องนภาในยามราตรีพลันม้วนตัวดุเดือดไปมา สายฟ้าแต่ละสายแลบแปลบปลาบอยู่ในมวลหมู่เมฆ จู่ๆ สายฟ้าที่ราวกับแถบผ้าไหมยาวสีขาวพลันฟาดลงมาจากกลางอากาศ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกจนแทบสิ้นใจของผู้คน สายฟ้าแลบที่ใหญ่หนาเท่าแขนเด็กคล้ายแสงกระบี่สีขาวฟาดลงตรงกลางศีรษะของเซียวอวี้ผู้โง่เง่า

เสื้อผ้าทั่วทั้งร่างของเซียวอวี้แหลกละเอียดเป็นจุณในชั่วพริบตา เขากระอักโลหิตสีดำออกจากปาก หมดสติล้มลงบนพื้นโดยไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ

วันนี้ เป็นวันขึ้นสองค่ำเดือนสอง[3]เสียงฟ้าร้องแห่งวสันตฤดูเสียงแรกระเบิดก้อง มังกรแท้ทะยานขึ้นสู่ท้องนภาในวันวสันตวิษุวัต

“เร็ว รีบไปดูว่าเจ้าโง่นั่นตายหรือไม่ จะปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นอันขาด” พ่อบ้านสวีหน้าถอดสี ถึงแม้เซียวอวี้จะเป็นคนโง่ แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นบุตรแท้ๆ ของท่านโหว หากเสียชีวิตอยู่หน้าห้องบัญชี ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยากที่จะหลีกหนีความรับผิดชอบไปได้

บ่าวรับใช้สามสี่คนย่องเท้าเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะมีสายฟ้าฟาดลงมาอีก

บ่าวรับใช้คนหนึ่งในนั้นเพิ่งจะแตะร่างของเซียวอวี้ จู่ๆ เซียวอวี้ก็ลืมตาขึ้น สายตาฉายแววเยียบเย็นเหนือกว่าสิ่งใด

“ไสหัวไปซะ!”

ความเยียบเย็นแปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซียวอวี้ พลังอันน่าครั่นคร้ามกระจายออกมาโดยมิได้ตั้งใจ พวกบ่าวรับใช้จ้องมองเขาด้วยความหวาดผวา ร่นถอยหลังไปโดยสัญชาติญาณ

เซียวอวี้ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นจากพื้นช้าๆ ชั่วขณะนั้นเองสายฟ้าแลบสว่างจ้าดุร้ายลำแสงหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรี ส่องกระทบใบหน้าที่เย็นชาของเขา

“ที่แท้ข้า…กลับชาติมาเกิดใหม่!”

เซียวอวี้ก้มหน้ามองสำรวจร่างใหม่ นัยน์ตาฉายความรู้สึกซับซ้อนที่ใครก็มิอาจเข้าใจ

เซียวอวี้เงยหน้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยามที่ตวัดสายตามองไปทางพ่อบ้านสวี จิตสังหารอันดุดันแผ่กระจายออกมาจากภายในร่างทันที

“สวีซาน เงินสำหรับเดือนนี้ของข้าเล่า” เซียวอวี้จ้องเขาด้วยความเฉยชา ความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณดั่งอำนาจสวรรค์อันหนักอึ้ง

ในเวลานี้ ในใจของพ่อบ้านสวีซานผู้ดูแลห้องบัญชีของจวนโหวรู้สึกเย็นเยียบ ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาอย่างอิอาจควบคุม

ถึงแม้จะมลายหายสิ้นในชั่วพริบตา แต่ก็ทำให้เขารู้สึกอัปยศอดสูเหนือกว่าสิ่งใดเช่นกัน

“เกิดอะไรขึ้น ข้า…ไม่คิดเลยว่าจะรู้สึกหวาดกลัวเจ้าโง่นี่” ใบหน้าของสวีซานแดงซ่านด้วยความอับอายโดยพลัน จากนั้นดวงตาก็หม่นหมองเยียบเย็น สีหน้าค่อยๆ กลับกลายเป็นดุร้าย เหี้ยมโหด

ฝ่ามือของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ความอำมหิตที่กำลังจะปะทุออกมาทำให้สวีซานดูดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ

เซียวอวี้รู้เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา ส่งเสียงฮึดฮัดเยียบเย็นพลางเอ่ย “สวีซาน นี่เจ้าจะลงมือกับข้าอย่างนั้นหรือ แม้ข้าจะเป็นบุตรอนุ แต่ก็เป็นบุตรอนุแห่งจวนโหวแห่งนี้”

“จะ…เจ้า!”

จิตสังหารที่อัดแน่นเต็มอกของสวีซานพลันหลั่งไหลออกมา เขาจ้องมองเซียวอวี้ด้วยสีหน้าเคียดแค้น ดูท่าสายฟ้าเมื่อครู่คงไปเปิดทวารเจ้าโง่นี่ เซียวอวี้พูดไม่ผิด แม้เขาจะเป็นบุตรอนุ แต่ก็เป็นถึงบุตรอนุแห่งจวนโหว ส่วนสวีซาน…เป็นเพียงหนึ่งในบ่าวรับใช้ที่มีมากมายนับหมื่นนับพันในจวนโหวแห่งนี้

“แฮะๆ ดูท่าคุณชายเซียวอวี้จะโชคดีหลังจากประสบเคราะห์กรรมเสียแล้วสิ หากฮูหยินสามทราบว่าสติปัญญาท่านกลับเป็นปกติแล้ว คงจะดีใจยิ่งนัก”

สวีซานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยับยั้งจิตสังหาร ใบหน้าเผยรอยยิ้มมีเลศนัย มอบทองให้เซียวอวี้หลายก้อน

เซียวอวี้ยิ้มอย่างไม่แยแสแล้วหมุนตัวเดินจากไป ไม่ได้สนใจสายตาเคียดแค้นเหี้ยมโหดของสวีซานเลยด้วยซ้ำ

จนกระทั่งเซียวอวี้เดินไปไกลแล้ว ลูกน้องหลายคนของสวีซานก็ล้อมวงเข้ามา

“ไปรายงานฮูหยินสาม บอกว่าคุณชายหกของเราเปิดทวาร สติปัญญากลับเป็นปกติแล้ว” สวีซานยิ้มเจ้าเล่ห์

“ขอรับ” ลูกน้องไม่กี่คนก็พลอยยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วยเช่นกัน

“คุณชาย ท่านกลับมาแล้วหรือ” เซียวอวี้กลับมายังเรือนโกโรโกโสที่พวกเขาแม่ลูกอาศัยอยู่ เรือนที่ชำรุดทรุดโทรมมีเพียงสามห้อง ชายชราบ่าวรับใช้ที่อยู่ในชุดสีเขียวคนหนึ่งกำลังต้มยาอยู่ในลาน พอเห็นเซียวอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้

“ลุงหวัง” เซียวอวี้พยักหน้ารับ

บ่าวรับใช้ชราในชุดสีเขียวมีนามว่าหวังซาน เป็นบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวของพวกเขาสองแม่ลูก ชายชรามีจิตใจดีงาม หลายปีมานี้โชคดีที่ได้เขาดูแล

“ฮูหยินรับประทานยา นอนหลับไปแล้ว คุณชาย ท่านหิวแล้วหรือยัง” สายตาของหวังซานฉายความเมตตารักใคร่ ราวกับกำลังมองลูกน้อยของตนเอง

เซียวอวี้คลี่ยิ้มบาง มอบเหรียญทองให้หวังซานหลายเหรียญ “ลุงหวัง ท่านยากลำบากมาหลายปี เดือนนี้ได้เงินมาเยอะ นอกจากซื้อยาให้ท่านแม่ ท่านยังซื้อเหล้าเหลืองได้อีกสองสามกาแน่ะ”

หวังซานจ้องมองรอยยิ้มของเซียวอวี้ ทันใดนั้นก็สั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัวเหมือนโดนสายฟ้าฟาดด้วยความเหลือเชื่อ เอ่ยด้วยเสียงสั่นระรัว “คุณชาย ทะ…ท่าน”

“เป็นอะไรไปลุงหวัง จำข้าไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ ท่านวางใจเถอะ ข้าสบายดี แถมจู่ๆ ได้เปิดทวาร ตอนนี้เหมือนจะไม่โง่เง่าแล้วด้วยละ” เซียวอวี้ชี้ไปที่ศีรษะของตนเอง พูดกระเซ้าเย้าแหย่

“สวรรค์เมตตาแล้ว!”

หวังซานอึ้งงันไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆ ก็น้ำตานองหน้า สองมือประคองเซียวอวี้ร้องห่มร้องไห้

[1]อุปมาว่า ทุกคนขอแค่มีความยินดีล้วนแต่จะมีโอกาสในการก้าวหน้าได้ ทุกคนล้วนสามารถเติบโตได้ สามารถกลายเป็นผู้นำในวันหน้าได้

[2]1 หมี่ เท่ากับ 1 เมตร

[3]วันขึ้นสองค่ำเดือนสอง หรือเรียกว่า วันมังกรเชิดหัว เป็นวันสำคัญตามความเชื่อของคนจีน โดยสื่อว่าเป็นวันที่หวนกลับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...