ตำนานเทพสงครามอมตะ
ข้อมูลเบื้องต้น
ตำนานเทพสงครามอมตะ
仙武封神
ผู้เขียน 如狼似虎
ผู้แปล หวงลี่อิง
ลิขสิทธิ์ภาษาไทยโดย Pine Book
**********
จันทร์ - ศุกร์ ลงวันละ 2 ตอน 11.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ ลงวันละ 3 ตอน 11.00 น.
บนเส้นทางของการก้าวไปสู่ความเป็นอมตะ
ผู้แข็งแกร่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนผู้อ่อนแอเปรียบดั่งริ้นไร
จักรพรรดิเซียนผู้เป็นเลิศแห่งยุคสมัยตกลงมาจากสวรรค์
หลังจากกลับชาติมาเกิดใหม่ เที่ยวท่องไปทั่วทั้งแปดทิศเก้าภพภูมิ
ตั้งตนเป็นศัตรูกับมรรคาสามสายหลัก ตั้งใจฝึกฝนรอวันหวนคืนสู่โลกเซียน
แต่เขากลับค้นพบความลับบางอย่าง
"การกลับมาเกิดใหม่ของข้า หรือว่าจะเป็นแผนของใครบางคน…"
**********
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ PINE BOOK
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
จักรพรรดิเซียนกำเนิดใหม่
“ชั่วชีวิตของข้า มิเคยอ่อนแอกว่าผู้ใด!”
เงาร่างสีทองร่างหนึ่งยืนตระหง่านท่ามกลางห้วงอากาศไร้ที่สิ้นสุด ดวงตาที่หลุบต่ำทั้งสองข้างค่อยๆ ลืมขึ้น ผืนฟ้าปฐพีพลันสั่นสะเทือน ความกระหายสงครามพลุ่งพล่านโหมกระหน่ำม้วนตลบไปทั่วทุกทิศ
ยามนี้นักพรตทั้งหมดในโลกเซียนพิภพต่างตัวสั่นสะท้าน
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปยังเงาร่างสีทองเหลืองอร่ามราวกับเทพเทวาในห้วงอากาศร่างนั้น
แม้นโลหิตจะเปรอะไปทั่วสรรพางค์กาย แต่อานุภาพแห่งเซียนอันยิ่งใหญ่ทำให้เก้าสวรรค์ชั้นฟ้าสิบภพภูมิสั่นสะเทือน ต่อให้โลกเซียนพิภพจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็อดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้
“จื่อฉยง เจ้ายังหยิ่งจองหองราวกับมิเห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาถึงเพียงนี้ ปีนั้นหากฝากตัวเป็นศิษย์ของพวกข้า ไหนเลยจะต้องมีภัยอย่างในวันนี้” เงาร่างขมุกขมัวทั้งสามร่างโอบล้อมรอบเขาไว้ น้ำเสียงแก่หง่อมเสียงหนึ่งดังขึ้น
“พวกเจ้ามีอะไรให้ข้าต้องพึ่งพากัน”
เงาร่างสีทองที่งดงามหาใดเปรียบแหงนหน้าแผดเสียงคำรามด้วยความขุ่นเคือง “ข้าถือกำเนิดจากสามัญชน จุดเริ่มต้นต่ำต้อย บากบั่นบำเพ็ญเพียรมาล้านกว่าปี ผู้คนในอาณาจักรเซียนของข้าแต่ละคนราวกับมังกร[1] พวกเจ้าควบคุมระบบวิถีเซียน กลับไม่อาจทนยอมให้คนรุ่นหลังเทียบเคียงเสมอตน วันนี้ตำหนักวิถีใหญ่ทั้งสามกวาดล้างราษฎรนับล้านล้านในอาณาจักรเซียนของข้าจื่อฉยง หากมีชาติหน้า ข้าจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า คนใจคอโหดเหี้ยมโฉดชั่วดั่งหมาป่าอย่างพวกเจ้าเป็นผู้ควบคุมวิถีเซียน ข้าไม่ยินยอม!”
“ไม่ยอมแล้วยังไงเล่า พวกเราควบคุมวิถีเซียน เจ้าจะทำอะไรได้” น้ำเสียงแก่ชราตอบกลับอย่างเย็นชาอีกครั้ง
จักรพรรดิเซียนจื่อฉยงเงียบงัน ไม่พูดอะไรอีก เรือนผมดำขลับของเขาปลิวไสว ดวงตาพลันกลับกลายเป็นเรียบนิ่ง ลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรสุดลึก เสื้อคลุมลายมังกรสีเหลืองอร่ามโบกสะบัดตามสายลม ท่วงท่างดงามเหนือกว่าสิ่งใด
“จื่อฉยง เจ้าจะลงมือกับพวกเราอย่างนั้นหรือ” เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามเข้าประชิดร่าง รับรู้ถึงความผิดปกติของจักรพรรดิเซียนจื่อฉยง
“ฆ่า!”
ตูม!
ในยามนี้ พลังของจักรพรรดิเซียนจื่อฉยงพุ่งสูงราวกับภูผาสูงตระหง่าน รอบกายมีลำแสงศักดิ์สิทธิ์นับสิบล้านพวยพุ่งพร่างพราวสะดุดตา ฉีกห้วงอากาศออกจากกัน โถมซัดเข้าใส่เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามร่างนั้น
“อ่อนหัด!”
“รนหาที่ตาย!”
เงาร่างพร่าเลือนทั้งสามลงมือในเวลาเดียวกัน พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายล้างทั่วทั้งโลกา แสนยานุภาพอันไร้ขอบเขตม้วนกวาดไปทั่วท้องนภา ไหลบ่าเข้าท่วมจักรพรรเซียนจื่อฉยงในทันใด ทั้งกายเนื้อทั้งวิญญาณแท้พลันมลายหายสิ้นดั่งเถ้าธุลีและหมอกควัน
โลกเซียนพิภพ ตำหนักวิถีใหญ่ทั้งสามร่วมมือทำลายล้างอาณาจักรเซียนของจื่อฉยงจนย่อยยับ สงครามในครั้งนี้สิ่งมีชีวิตแตกดับนับไม่ถ้วน วิญญาณแท้ของจอมจักรพรรดิจื่อฉยงกระจัดกระจาย มลายหมดสิ้นดั่งขี้เถ้าและหมอกควัน
ณ แผ่นดินต้าถัง ภายในเมืองเหลียงโจวเขตเป่ยฮวง สกุลเซียว
มวลหมู่เมฆเรียงตัวเป็นชั้นดำหนาทึบแผ่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองเหลียงโจว ยามที่เมฆหมอกเคลื่อนตัว สามารถมองเห็นสายฟ้าราวกับกระบี่แหลมคมวาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรีได้รางๆ
เด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องบัญชีของสกุลเซียว เรือนผมดำขลับยุ่งเหยิงสยายปกคลุมบนไหล่ ดวงตาของเขาซึมกะทือไร้ซึ่งกลิ่นอายความเฉลียวฉลาด เหมือนกับเด็กปัญญาทึบ
“เอ๊ะ นี่มันคุณชายเซียวอวี้ไม่ใช่เหรอ มารับเงินเดือนอีกแล้วรึ” ชายวัยกลางคนหรี่ตาเดินออกมาจากห้อง คล้ายจะยิ้มก็มิเชิง มีบริวารสามสี่คนที่ยิ้มเย้ยหยันเดินตามอยู่ด้านหลัง
“ใช่แล้ว พ่อบ้านสวี”
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเซียวอวี้พยักหน้าด้วยความหวาดกลัว ร่างบอบบางท่ามกลางลมหนาวช่างน่าเวทนานัก
“เชิญคุณชายเซียวอวี้กลับไปเสียเถิด เดือนนี้ไม่มีเงินให้ท่านแล้วละ” พ่อบ้านสวีผายทั้งสองมือออก ยิ้มตาหยีแล้วตอบกลับ
“ทำ…ทำไมกัน” เซียวอวี้ถามอย่างระมัดระวัง ใบหน้าใสซื่อไม่เต็มเต็งฉายความประหม่าเล็กน้อย
พ่อบ้านสวีหรี่ตาพลางยิ้มกริ่ม ทำเสียงฮึดฮัดเยียบเย็นด้วยความดูแคลน “ก็ไม่ทำไมหรอก ข้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี เด็กปัญญาอ่อนคนนึงยังจะเอาเงินอะไรอีก” เขากล่าวพลางจะลุกขึ้นกลับห้อง
“เจ้า เจ้าอย่าไปนะ ข้าต้องการเงิน…ข้าจะซื้อยาให้ท่านแม่” เซียวอวี้ร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ ใช้มือคว้าข้อมือของเขาไว้
“ไสหัวไป”
แววตาพ่อบ้านสวีฉายแววเยียบเย็น ใช้เท้าเตะเซียวอวี้ออกไปไกลหลายหมี่[2] ใบหน้าเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ข้าไม่กลัวหรอก หากจะต้องบอกเจ้าเด็กปัญญาทึบอย่างเจ้าว่า นับจากวันนี้ เจ้ากับแม่ผู้ต้อยต่ำของเจ้าจะไม่ได้เงินอีกแล้ว เจ้าก็อย่ามาโทษข้าละ นี่เป็นคำสั่งของฮูหยินสาม”
“ฮือ ๆๆ ข้าต้องการเงิน ข้าจะเอาไปรักษาท่านแม่ พวกเจ้ามันคนเลว…ไอ้พวกคนชั่ว” เซียวอวี้ถูกพ่อบ้านสวีเตะใส่อีกทีจนกระอักเลือดออกมา ทรุดเข่าข้างหนึ่งร้องไห้จ้าอยู่บนพื้น
“เหอะ ไอ้เด็กปัญญาอ่อน เป็นถึงลูกแท้ๆ ของท่านโหว” พ่อบ้านสวีเบะปากดูแคลน ใบหน้าเผยความเย้ยหยัน
“เขาก็แค่เลือดชั่วๆ ท่านน่ะยังใจดี เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดหกชั้นฟ้า เมื่อครู่หากเตะด้วยปราณแท้ คุณชายเซียวอวี้ของเราคงจะต้องตายแหงแก๋” คนรับใช้คนหนึ่งฉีกยิ้มประจบสอพลอ
“ฆ่าไอ้โง่เช่นนี้ ข้ากลัวเท้าตัวเองจะเปรอะเปื้อนน่ะสิ”
โครม!
ทันใดนั้น กลุ่มก้อนเมฆกลางท้องนภาในยามราตรีพลันม้วนตัวดุเดือดไปมา สายฟ้าแต่ละสายแลบแปลบปลาบอยู่ในมวลหมู่เมฆ จู่ๆ สายฟ้าที่ราวกับแถบผ้าไหมยาวสีขาวพลันฟาดลงมาจากกลางอากาศ ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกจนแทบสิ้นใจของผู้คน สายฟ้าแลบที่ใหญ่หนาเท่าแขนเด็กคล้ายแสงกระบี่สีขาวฟาดลงตรงกลางศีรษะของเซียวอวี้ผู้โง่เง่า
เสื้อผ้าทั่วทั้งร่างของเซียวอวี้แหลกละเอียดเป็นจุณในชั่วพริบตา เขากระอักโลหิตสีดำออกจากปาก หมดสติล้มลงบนพื้นโดยไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ
วันนี้ เป็นวันขึ้นสองค่ำเดือนสอง[3]เสียงฟ้าร้องแห่งวสันตฤดูเสียงแรกระเบิดก้อง มังกรแท้ทะยานขึ้นสู่ท้องนภาในวันวสันตวิษุวัต
“เร็ว รีบไปดูว่าเจ้าโง่นั่นตายหรือไม่ จะปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นอันขาด” พ่อบ้านสวีหน้าถอดสี ถึงแม้เซียวอวี้จะเป็นคนโง่ แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นบุตรแท้ๆ ของท่านโหว หากเสียชีวิตอยู่หน้าห้องบัญชี ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยากที่จะหลีกหนีความรับผิดชอบไปได้
บ่าวรับใช้สามสี่คนย่องเท้าเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะมีสายฟ้าฟาดลงมาอีก
บ่าวรับใช้คนหนึ่งในนั้นเพิ่งจะแตะร่างของเซียวอวี้ จู่ๆ เซียวอวี้ก็ลืมตาขึ้น สายตาฉายแววเยียบเย็นเหนือกว่าสิ่งใด
“ไสหัวไปซะ!”
ความเยียบเย็นแปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซียวอวี้ พลังอันน่าครั่นคร้ามกระจายออกมาโดยมิได้ตั้งใจ พวกบ่าวรับใช้จ้องมองเขาด้วยความหวาดผวา ร่นถอยหลังไปโดยสัญชาติญาณ
เซียวอวี้ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นจากพื้นช้าๆ ชั่วขณะนั้นเองสายฟ้าแลบสว่างจ้าดุร้ายลำแสงหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้าในยามราตรี ส่องกระทบใบหน้าที่เย็นชาของเขา
“ที่แท้ข้า…กลับชาติมาเกิดใหม่!”
เซียวอวี้ก้มหน้ามองสำรวจร่างใหม่ นัยน์ตาฉายความรู้สึกซับซ้อนที่ใครก็มิอาจเข้าใจ
เซียวอวี้เงยหน้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยามที่ตวัดสายตามองไปทางพ่อบ้านสวี จิตสังหารอันดุดันแผ่กระจายออกมาจากภายในร่างทันที
“สวีซาน เงินสำหรับเดือนนี้ของข้าเล่า” เซียวอวี้จ้องเขาด้วยความเฉยชา ความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณดั่งอำนาจสวรรค์อันหนักอึ้ง
ในเวลานี้ ในใจของพ่อบ้านสวีซานผู้ดูแลห้องบัญชีของจวนโหวรู้สึกเย็นเยียบ ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาอย่างอิอาจควบคุม
ถึงแม้จะมลายหายสิ้นในชั่วพริบตา แต่ก็ทำให้เขารู้สึกอัปยศอดสูเหนือกว่าสิ่งใดเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น ข้า…ไม่คิดเลยว่าจะรู้สึกหวาดกลัวเจ้าโง่นี่” ใบหน้าของสวีซานแดงซ่านด้วยความอับอายโดยพลัน จากนั้นดวงตาก็หม่นหมองเยียบเย็น สีหน้าค่อยๆ กลับกลายเป็นดุร้าย เหี้ยมโหด
ฝ่ามือของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ความอำมหิตที่กำลังจะปะทุออกมาทำให้สวีซานดูดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ
เซียวอวี้รู้เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา ส่งเสียงฮึดฮัดเยียบเย็นพลางเอ่ย “สวีซาน นี่เจ้าจะลงมือกับข้าอย่างนั้นหรือ แม้ข้าจะเป็นบุตรอนุ แต่ก็เป็นบุตรอนุแห่งจวนโหวแห่งนี้”
“จะ…เจ้า!”
จิตสังหารที่อัดแน่นเต็มอกของสวีซานพลันหลั่งไหลออกมา เขาจ้องมองเซียวอวี้ด้วยสีหน้าเคียดแค้น ดูท่าสายฟ้าเมื่อครู่คงไปเปิดทวารเจ้าโง่นี่ เซียวอวี้พูดไม่ผิด แม้เขาจะเป็นบุตรอนุ แต่ก็เป็นถึงบุตรอนุแห่งจวนโหว ส่วนสวีซาน…เป็นเพียงหนึ่งในบ่าวรับใช้ที่มีมากมายนับหมื่นนับพันในจวนโหวแห่งนี้
“แฮะๆ ดูท่าคุณชายเซียวอวี้จะโชคดีหลังจากประสบเคราะห์กรรมเสียแล้วสิ หากฮูหยินสามทราบว่าสติปัญญาท่านกลับเป็นปกติแล้ว คงจะดีใจยิ่งนัก”
สวีซานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยับยั้งจิตสังหาร ใบหน้าเผยรอยยิ้มมีเลศนัย มอบทองให้เซียวอวี้หลายก้อน
เซียวอวี้ยิ้มอย่างไม่แยแสแล้วหมุนตัวเดินจากไป ไม่ได้สนใจสายตาเคียดแค้นเหี้ยมโหดของสวีซานเลยด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเซียวอวี้เดินไปไกลแล้ว ลูกน้องหลายคนของสวีซานก็ล้อมวงเข้ามา
“ไปรายงานฮูหยินสาม บอกว่าคุณชายหกของเราเปิดทวาร สติปัญญากลับเป็นปกติแล้ว” สวีซานยิ้มเจ้าเล่ห์
“ขอรับ” ลูกน้องไม่กี่คนก็พลอยยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วยเช่นกัน
“คุณชาย ท่านกลับมาแล้วหรือ” เซียวอวี้กลับมายังเรือนโกโรโกโสที่พวกเขาแม่ลูกอาศัยอยู่ เรือนที่ชำรุดทรุดโทรมมีเพียงสามห้อง ชายชราบ่าวรับใช้ที่อยู่ในชุดสีเขียวคนหนึ่งกำลังต้มยาอยู่ในลาน พอเห็นเซียวอวี้ก็อดยิ้มไม่ได้
“ลุงหวัง” เซียวอวี้พยักหน้ารับ
บ่าวรับใช้ชราในชุดสีเขียวมีนามว่าหวังซาน เป็นบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวของพวกเขาสองแม่ลูก ชายชรามีจิตใจดีงาม หลายปีมานี้โชคดีที่ได้เขาดูแล
“ฮูหยินรับประทานยา นอนหลับไปแล้ว คุณชาย ท่านหิวแล้วหรือยัง” สายตาของหวังซานฉายความเมตตารักใคร่ ราวกับกำลังมองลูกน้อยของตนเอง
เซียวอวี้คลี่ยิ้มบาง มอบเหรียญทองให้หวังซานหลายเหรียญ “ลุงหวัง ท่านยากลำบากมาหลายปี เดือนนี้ได้เงินมาเยอะ นอกจากซื้อยาให้ท่านแม่ ท่านยังซื้อเหล้าเหลืองได้อีกสองสามกาแน่ะ”
หวังซานจ้องมองรอยยิ้มของเซียวอวี้ ทันใดนั้นก็สั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัวเหมือนโดนสายฟ้าฟาดด้วยความเหลือเชื่อ เอ่ยด้วยเสียงสั่นระรัว “คุณชาย ทะ…ท่าน”
“เป็นอะไรไปลุงหวัง จำข้าไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ ท่านวางใจเถอะ ข้าสบายดี แถมจู่ๆ ได้เปิดทวาร ตอนนี้เหมือนจะไม่โง่เง่าแล้วด้วยละ” เซียวอวี้ชี้ไปที่ศีรษะของตนเอง พูดกระเซ้าเย้าแหย่
“สวรรค์เมตตาแล้ว!”
หวังซานอึ้งงันไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆ ก็น้ำตานองหน้า สองมือประคองเซียวอวี้ร้องห่มร้องไห้
[1]อุปมาว่า ทุกคนขอแค่มีความยินดีล้วนแต่จะมีโอกาสในการก้าวหน้าได้ ทุกคนล้วนสามารถเติบโตได้ สามารถกลายเป็นผู้นำในวันหน้าได้
[2]1 หมี่ เท่ากับ 1 เมตร
[3]วันขึ้นสองค่ำเดือนสอง หรือเรียกว่า วันมังกรเชิดหัว เป็นวันสำคัญตามความเชื่อของคนจีน โดยสื่อว่าเป็นวันที่หวนกลับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง