โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กู้ออนไลน์แห่ขอไลเซนส์ ธปท. น็อนแบงก์ 4 ราย ซุ่มชิงตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.ย 2566 เวลา 14.06 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2566 เวลา 00.22 น.

สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเนื้อหอม แบงก์-น็อนแบงก์ อุบไต๋แห่ขอใบอนุญาตแบงก์ชาติขอปล่อยกู้เพิ่มอีก 4 ราย ชิงแชร์ตลาดรายเดิมปักหลักไปแล้ว 9 ราย ระดับสินเชื่อ 7,700 ล้านบาท ฐานลูกหนี้เกือบ 3 ล้านคน เจ้าตลาด “กสิกรไทย-LH Bank-ไลน์บีเค” กระหน่ำโปรฯชิงลูกค้าเพิ่ม กู้รายย่อมแค่ 2,000 บาท ผ่อนรายวัน

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความคืบหน้าของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (digital personal loan) ล่าสุดมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามายื่นขอประกอบธุรกิจสินเชื่อบุคคลดิจิทัลอีก 4 ราย ซึ่งจะมีทั้งบริษัทที่เป็นลูกธนาคาร และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) โดย ธปท.อยู่ในขั้นตอนระหว่างการพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติม

ปัจจุบัน ธปท.ได้อนุมัติผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลไปแล้ว 9 ราย ซึ่งดำเนินธุรกิจไปแล้วจำนวน 6 ราย และอีก 3 รายอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมีการระบาดของโควิด-19 ผู้ประกอบการอาจจะทำโมเดลในการปล่อยสินเชื่อในลักษณะหนึ่ง และภายหลังที่มีโควิด-19 ทำให้โมเดลเดิมอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะกลุ่มลูกค้าหรือความต้องการเปลี่ยนไป จึงมีการพัฒนาระบบใหม่

สินเชื่อเพิ่มขึ้น 100 ล้าน

ทั้งนี้ ทิศทางการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 2/2566 มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 7,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100 ล้าน จากไตรมาสที่ 1/2566 ที่อยู่ 7,600 ล้านบาท แม้ว่ายอดสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากวงเงินที่ปล่อยต่อราย ปรับลดลงจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 บาทต่อราย เหลือเฉลี่ยอยู่ที่ 2,936 บาทต่อราย และฐานลูกค้าเพิ่มจาก 2.5 ล้านคน เป็น 2.8 ล้านคน

ธปท.จ่ออนุมัติเพิ่ม 4 ราย

“แนวโน้มสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลยังเพิ่มขึ้น และพยายามช่วยเหลือรายเล็ก ๆ มากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของ ธปท.ที่ต้องการให้สินเชื่อเข้าไปหนุนสภาพคล่องคนตัวเล็ก สะท้อนจากวงเงินที่น้อยลง จำนวนรายที่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ล่าสุดมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาทำธุรกิจเพิ่มเติม 4 ราย ธปท.อยู่ระหว่างพิจารณา”

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มความต้องการสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (buy now pay later) ในปี 2566 ยังคงมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจากตัวเลขประมาณการพบว่ามีผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารยังมีมากถึง 20-30 ล้านราย ประกอบกับความนิยมในการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด (cashless) ที่สูงขึ้น ทำให้การชำระเงินผ่าน mobile banking มากขึ้น

ลูกค้า ธ.กสิกรฯ 3 ล้านราย

สำหรับความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อ K PAY LATER โดยภาพรวมในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 พบว่ามีผู้ขอใช้บริการมากกว่า 1 ล้านราย และหากนับตั้งแต่ธนาคารเริ่มปล่อยสินเชื่อ K PAY LATER จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 ปี มีผู้สนใจสมัครใช้บริการแล้วกว่า 3 ล้านราย

“สินเชื่อ K PAY LATER ยังคงเน้นกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยมีการให้วงเงินที่เหมาะสมที่ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่สามารถชำระสินเชื่อคืนได้ตามกำหนด โดยธนาคารจะมีการพิจารณาขยายวงเงินสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่มีประวัติดี ทั้งในด้านการนำวงเงินไปใช้อย่างถูกต้อง และมีวินัยในการชำระคืนตรงเวลา”

ตลาดใหญ่ขยายตัวได้อีก

นายคลวิน ฟู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ (digital lending) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าที่เข้าไม่ถึงบริการและมีความต้องการสินเชื่อยังมีจำนวนมาก และตลาดนี้ค่อนข้างใหญ่จึงขยายตัวได้อีก สอดคล้องกับผู้เล่นเองก็เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เพิ่มเติม เพื่อขยายฐานลูกค้าและสินเชื่อมากขึ้น

โดยในส่วนของ LH Bank ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล “LHB You” โดยมีสินเชื่อส่วนบุคคล Happy Cash ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อผ่านออนไลน์ได้ง่ายขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 5.55% นาน 3 เดือน ภายหลังจากเปิดตัวมียอดคำขอเติบโตสูงถึง 300-400% ซึ่งธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ 30-40% คิดเป็นวงเงินราว 3,500 ล้านบาท จากยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 5 ปี

LH Bank เจรจาพันธมิตรเพิ่ม

ขณะเดียวกันธนาคารอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร (partner) ที่มีฐานข้อมูลจำนวนมากราว 3-4 ราย ที่อยู่ในเซ็กเตอร์โทรคมนาคม ค้าปลีก และ e-Commerce ในการพัฒนาเครดิตสกอริ่ง รวมกับข้อมูลทางเลือก (alternative data) และข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) มาช่วยในการปล่อยสินเชื่อที่มีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะมีการทดลองในผลิตภัณฑ์ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” หรือ buy now pay later เน้นกลุ่มลูกค้าเพิ่งเริ่มต้นทำงาน (first jobber) ให้วงเงินไม่สูง เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้ และประเมินผลจากข้อมูล

“ตลาดสินเชื่อออนไลน์ยังคงโตต่อเนื่อง เราจะเห็นคนที่ไม่เคยเข้ามาจะเล่นตลาดกันหมด เพราะพื้นที่การโตยังมีอีกมาก และยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะให้เราสามารถคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกค้า เชื่อว่าจะมีผู้เล่นเข้ามาอีก ซึ่งใครมีข้อมูลยิ่งเยอะยิ่งดี โดย LH Bank ก็พัฒนาต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตร”

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อของ Grab ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะสามารถกระจายสินเชื่อให้แก่พาร์ตเนอร์คนขับและร้านค้าได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนประกอบอาชีพและซ่อมบำรุงยานพาหนะ ซึ่งการปล่อยสินเชื่อของ Grab จะอยู่กับข้อมูลพฤติกรรมการทำงานของคนขับและการขายของร้านค้าเป็นสำคัญ และนำ credit scoring มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ภาพรวมความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะผลพวงจากการเติบโตของภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยเราคาดว่ายอดสินเชื่อใหม่จะเติบโตขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่หนี้เสียอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เนื่องจากเราใช้ข้อมูล platform ในการพัฒนาเครดิตสกอริ่ง ซึ่งช่วยคัดกรองสินเชื่อและบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ รวมถึงระบบการชำระเงินแบบรายวัน ทำให้ลูกค้าบริหารจัดการค่าใช้จ่ายง่ายยิ่งขึ้น”

LINE BK เน้นพอร์ตคุณภาพ

นายธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด (LINE BK) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดสินเชื่อรายย่อยในแง่ของยอดคงค้างสินเชื่ออาจจะไม่ได้เติบโตในช่วงขาขึ้น เนื่องจากทุกสถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ดี จะเห็นผู้เล่นรายเดิมที่ทำธุรกิจแบบดั้งเดิม หันมาสู่ธุรกิจแบบออนไลน์มากขึ้น เพื่อปรับตัวและปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนไป และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในโมเดลดิจิทัลค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบดั้งเดิม และเป็นเทรนด์การเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

ทั้งนี้ แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 ในส่วนของ LINE BK นั้น แม้ว่าความต้องการสินเชื่อในระบบยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทคงไม่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะเน้นการปล่อยสินเชื่อควบคู่กับการบริหารพอร์ตสินเชื่อที่มีคุณภาพ โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า และต้องรอดูทิศทางเศรษฐกิจภายหลังมีรัฐบาลใหม่

“ความต้องการสินเชื่อมีอยู่ตลอดเวลา แต่เราคงไม่โตหนัก ๆ เราต้องดูความสามารถชำระหนี้ และการใช้จ่ายของลูกค้า”

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2566 ธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามแผน สะท้อนจากจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านราย จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 5.7 ล้านราย โดยมีตัวเลขการเปิดใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้ บัญชีเงินฝาก 7.4 ล้านบัญชี และบัญชีเงินออมดอกพิเศษ 1.9 แสนบัญชี รวมถึงบัตรเดบิต 3.2 ล้านบัตร โดยปัจจุบันมียอดการปล่อยสินเชื่อรวมกว่า 60,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...