สาวชาวนาผู้ชั่วร้ายกับระบบวิเศษ 【 农门坏丫头 】
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Transn IOL Technology Co., Ltd
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever
ประพันธ์โดย : 浅醉微梦 แปลและเรียบเรียงโดย : GuiYuan
ใครว่าการข้ามมิติไม่ใช่งานที่ต้องใช้เทคนิค?
จู่ๆ เด็กสาวแสนหวานก็กลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยในครอบครัวยากจน
นางอยากจะร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ
ครอบครัวยากจน
พ่อแม่ขี้ขลาด
ญาติพี่น้องทุบตี
โดนกดขี่สารพัด….
.
ยังไม่พอ… ระบบตัวดียังจะขอให้เธอเป็น ‘หลิวเต้าเซียง’
เด็กสาวแสนสวยในชนบท จิตใจดีและขยัน
.
ประเด็นสำคัญคือคำสุดท้าย “ขยัน”
.
แต่เพื่อพ้นความจนที่ข้นแค้นและครอบครัวที่โหดร้าย นางจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ร่ำรวยขึ้นมาให้ได้!!
.
“เจ้าระบบ หวานใจของพี่ รีบบอกพี่สาวหน่อยว่าต้องทำอย่างไรถึงสามารถสร้างตัวได้เร็วที่สุด”
.
ตอนนี้เลือดในกายนางกำลังเดือดพุ่งพล่าน เพื่อความสุขสบายของครอบครัว และหนุ่มเอ๊าะๆ
หลิวเหม่ยจวิน (ในร่างหลิวเต้าเซียง) คนนี้ ขอสู้ตาย!!
----------------------
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
จุดกำเนิด
ณ หมู่บ้านสามสิบลี้ ยุคสมัยราชวงศ์โจว
ในวันนี้ท้องฟ้าไม่ได้สวยสดมากนัก เมฆมืดครึ้มบนท้องฟ้าสั่นไหว เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น สายฟ้าฟาดกระหน่ำ
ท้องฟ้าที่เดิมทีมืดมิดเป็นปกติของหมู่บ้านสามสิบลี้ มีรอยแยกออกเป็นทาง ส่องสว่างให้เห็นภายในตัวหมู่บ้าน
ในเวลานี้ คล้อยกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นทันใด “ถุยแน่ะ ไก่ตัวเมียอย่างเจ้า วันๆ เอาแต่ขันกระต๊ากๆ ฟักไข่ตัวผู้ไม่ได้ แล้วจะมีรังไข่ไปทำไมกัน”
นางด่าเป็นภาษาถิ่น การฟักไข่ให้ได้ตัวผู้นั้นมีโอกาสน้อยกว่าฟักไข่ตัวเมียอย่างมาก ซึ่งเป็นการดูถูกผู้หญิงที่ไม่สามารถให้กําเนิดบุตรชายได้
นี่คือหญิงสาวอายุประมาณสี่สิบปี มีคางแหลมเล็กน้อยและคิ้วขมวดจนหน้าย่น นางสวมชุดผ้าไหมที่สะอาดสะอ้านและกำลังปั้นหน้าเครียดกวาดพื้นอยู่ตรงหน้าบ้าน ส่วนทิศทางของเสียงที่ด่ามาก็คือห้องนอนทิศตะวันตก มือของนางนั้นขาวเนียนละเอียด แตกต่างจากมือที่หยาบกร้านของแม่บ้านชนบททั่วไปที่ไร้ซึ่งความสวยงาม
หลิวซานกุ้ยเกิดมาหน้าตาคมเข้มตาโต มองแวบเดียวก็ดูออกได้ว่าเขาเป็นคนซื่อตรง ขณะนี้เขากำลังกระซิบบอกมารดาของตนว่า “แม่ ท่านพูดเสียงเบาหน่อยสิ กุ้ยฮัวเพิ่งจะคลอดลูกก่อนกำหนด ร่างกายยังอ่อนแอ”
“เจ้าคนไร้ประโยชน์ ข้าเป็นแม่ เหตุใดจะพูดไม่ได้? ตลกสิ้นดี! ก็แค่คลอดนังเด็กผู้หญิงไร้ค่ามาหนึ่งคน สมควรแล้วที่จะจับมันกดน้ำตายในอ่างล้างเท้า ยังมาทำเป็นของล้ำค่า หวงภรรยา อ้าปากก็เอาแต่กินๆๆ เสบียงในบ้านไม่ได้มีเอาไว้เลี้ยงคนล้างผลาญแบบนี้หรอกนะ มีไปก็ไร้ค่าสิ้นดี”
ไม่เคยมีใครในบ้านนี้กล้าท้าทายอำนาจของหลิวฉีซื่อมาก่อน
คำร้องขอของหลิวซานกุ้ยไม่ได้รับการตอบรับแม้เพียงสักนิด ไม่เพียงเช่นนั้น มันยังทวีไฟโกรธาในใจของหลิวฉีซื่อให้ลุกโชน
“หากข้ารู้ว่านางเป็นตัวล้างผลาญมาตั้งแต่แรก ตอนนั้นคงจะจับกรอกน้ำโคลน แล้วโยนทิ้งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
ดวงตาที่เหน็ดหน่ายของหลิวซานกุ้ยไม่ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากการอ้อนวอนผู้เป็นแม่ “ได้โปรดอย่าต่อว่าอีกเลย เมียข้าเพิ่งจะคลอดก่อนกำหนด ร่างกายยังไม่สู้ดีนัก เต้าเซียงเองก็ถูกกระแทกจนหน้าผากเป็นแผล…แม่ ข้าขอข้าวสารสักหนึ่งกำมือได้หรือไม่ จะได้ต้มโจ๊กแล้วป้อนให้สองแม่ลูกสักหน่อยขอรับ”
ในใจของหลิวซานกุ้ย นั่นคือชีวิตมนุษย์เป็นๆ ถึงสองคน
แต่ในสายตาของหลิวฉีซื่อ นี่คือหลุมที่ไม่มีก้นบึ้ง ไม่รู้ว่าต้องสิ้นเปลืองเสบียงไปอีกนานเท่าไร ไหนจะตอนที่แต่งงานออกไป ยังต้องมีค่าสินสอดทองหมั้นอีก
นั่นล้วนเป็นเงินทั้งหมด พอคิดเช่นนี้ หัวใจของหลิวฉีซื่อราวกับมีเลือดไหล
ในขณะนั้นเอง น้องสาวแท้ๆ ของหลิวซานกุ้ยที่ชื่อว่าหลิวเสี่ยวหลันเดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ
นางสวมเสื้ออ๋าว [1] ชายสั้นลายดอกไม้สีเขียวทะเลสาบอ่อนๆ และกระโปรงจีบปักด้วยดอกกล้วยไม้สีขาว นางเดินก้าวเล็กๆ เข้ามาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าฝุ่นผงด้านนอกบันไดจะทำกระโปรงเปื้อน
“พี่สาม เหตุใดพี่ถึงกล้ามาขอข้าวสารกับท่านแม่อีก พี่คิดว่าข้าวสารนั้นพัดมากับสายลมหรืออย่างไร? อีกอย่าง พี่สะใภ้สามไม่ได้คลอดลูกครั้งแรกเสียหน่อย ไม่เห็นต้องโอ้โลมปฏิโลมเช่นนี้เลย จากที่ข้าดู พี่น่ะหลงนางมากเกินไป คิดว่านางคือลูกคุณหนูมีเงินจริงๆ หรือ?”
หลิวเสี่ยวหลันถูกหลิวฉีซื่อเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม นิ้วมือไม่เคยเปียกน้ำ วันๆ เอาแต่ปักผ้าจับผีเสื้อ ใช้ชีวิตดุจดั่งคุณหนูผู้ดีมีเงิน
หลิวฉีซื่อเดิมทีก็อยู่ในสภาพโกรธเคือง เมื่อถูกหลิวเสี่ยวหลันยั่วยุเข้าให้ ก็แผดเสียงสูงก่นด่า “ยังไม่รีบจัดการโยนเจ้าเด็กบ้านั่นให้จมน้ำตายในอ่างล้างเท้าอีก อย่างน้อยก็ไม่ต้องให้มันเกิดมาทนทุกข์ในใต้หล้านี้ รีบๆ ตายแล้วไปเกิดใหม่เสีย อาศัยช่วงที่ยังไม่ต้องทนทุกข์ไปเกิดใหม่ในบ้านคนรวยนู่นไป”
เท่านั้นยังไม่พอ ยังตามมาด้วยคำด่าทออีกสารพัด!
หลิวซานกุ้ยทำได้เพียงคุกเข่าอ้อนวอนหลิวฉีซื่อ เมื่อเห็นว่านางกำลังจะหันหลังเดินออกไปก็รีบยื่นมือออกไปคว้า “ท่านแม่ ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ เด็กเพิ่งคลอดออกมา ทนการทรมานเช่นนี้ไม่ไหว จะดีจะร้ายนางก็ถือเป็นหลานสาวของท่านนะ”
“เจ้าอยากตายหรือ ยังไม่รีบปล่อยมือแม่อีก?” หลิวฉีซื่อคว้าไม้กวาดในมือและใช้มันทุบไปที่ด้านหลังมือของเขา มือที่เดิมทีก็หยาบกร้านอยู่แล้ว ทันใดนั้นก็บวมเป่งเป็นลูกซาลาเปาไส้เนื้อทันที
“ขากถุ้ย ข้าล่ะตาบอดจริงๆ ไม่น่าเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่มาขนาดนี้เลย ดูเจ้าสิ ใจไม้ไส้ระกำ มีเมียก็ลืมพ่อแม่ การกตัญญูของเจ้าเป็นเช่นนี้หรือ? เพราะนังสำส่อนนั่น ปล่อยให้ขี้หนูบ้านนางมาตกใส่หม้อข้าวบ้านข้าเสียได้ [2]”
หลิวฉีซื่อเป็นบรรพบุรุษในการแผดเสียงด่าคนประจำชุมชน คำพูดที่เสียดหูและไม่น่าฟังล้วนออกมาจากปากของนางอย่างไม่ขาดสาย
ในสมองของหลิวซานกุ้ยมีเพียงภาพของบุตรสาวคนที่สามที่คลอดก่อนกำหนด เด็กทารกที่เปรียบเสมือนลูกแมวน้อยที่อ่อนแอ ตัวเล็กจ้อย ผิวหนังย่น คิดได้ดังนั้นในใจของเขาก็ยิ่งบีบรัด ไม่รู้ว่ากินหัวใจเสือมาจากไหน รวบรวมความกล้าแล้วยื่นมือไปขวางทางหลิวฉีซื่อไว้ “ท่านแม่ ต่อไปข้าจะตั้งใจทำงาน งานหนักในบ้านข้าขอรับไว้ทุกอย่าง ข้าขอเพียงข้าวสารหนึ่งกำมือจากท่านแม่”
หลิวเสี่ยวหลันซึ่งอยู่ข้างๆ หันมามองและเหยียดนิ้วมือเรียวขาวชี้ไปที่หลิวซานกุ้ย “พี่สาม พี่ลำเอียงมากเลยทีเดียว ท่านแม่เลี้ยงดูเรามาอย่างยากเย็นลำเค็ญ พี่กลับให้แม่ไปรับใช้พี่สะใภ้สาม เหตุผลของสวรรค์อยู่ที่ใดกัน”
หลิวฉีซื่อได้ฟังจึงเอื้อมมือออกไปสัมผัสด้านหลังศีรษะของหลิวเสี่ยวหลันเบาๆ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเอ็นดูว่า “อย่างน้อยบ้านหลังนี้ก็ยังมีลูกสาวที่รักและสงสารแม่”
ความหมายที่นางต้องการจะสื่อก็คือ หลิวซานกุ้ยนั้นอกตัญญู
หลิวซานกุ้ยใช่ว่าจะไม่เห็นมือคู่ที่สะอาดผุดผ่องของน้องสาว เพียงแต่นี่เป็นความเคยชินไปแล้ว หลิวเสี่ยวหลันถูกเลี้ยงดูเช่นนี้มานาน หากให้หลิวฉีซื่อเป็นคนอธิบาย คงได้ความว่าหลิวเสี่ยวหลันร่างกายอ่อนแอ่ตั้งแต่เด็ก ต้องเลี้ยงดูประคบประหงมเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่หลิวเสี่ยวหลันไม่เคยทำงาน
“พ่อจ๋า!”
เสียงที่ละเอียดอ่อนหวานดังมาจากห้องฝั่งทิศตะวันตก หลิวซานกุ้ยหันศีรษะไปดูก็เห็นหลิวชิวเซียงซึ่งเป็นลูกสาวคนโตกำลังหลบอยู่หลังเสาไม้อย่างระมัดระวัง เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นมีแต่รอยปะเย็บเต็มไปหมด ร่างผอมบางยืนตัวสั่นราวกับอยู่ท่ามกลางสายฝน ดวงตาของหลิวซานกุ้ยนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเจ็บแปลบในใจ
“ข้ายังไม่ตาย นังเด็กล้างผลาญ เจ้ามาทำหน้าเศร้าอะไรที่นี่?” หลิวฉีซื่อถลึงตาใส่หลิวชิวเซียงอย่างดุดัน
“แม่! นางแค่เป็นห่วงแม่กับน้องสาวนางก็เท่านั้น” หลิวซานกุ้ยรีบเอ่ยปากในขณะที่สายตาของหลิวฉีซื่อเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
หลิวเสี่ยวหลันเกรงว่าเรื่องราวยังไม่วุ่นวายมากพอ จึงเอ่ยเสริม “พี่ชาย พี่นี่จริงๆ เลย ในหมู่บ้านนี้คนท้องทุกคนก็ลุกขึ้นมาทำงานหลังคลอดลูกกันทั้งนั้น มีเพียงพี่ที่ตามใจเชิดชูใครบางคน ดูสิ ตอนนี้นิสัยเสียไปไหนต่อไหน ดูก็รู้ว่าเอาแต่ใจ”
“ซานกุ้ย เดี๋ยวเรียกเมียเจ้าลุกขึ้นมาทำข้าวเย็นด้วย” หลิวฉีซื่อโกรธมากขึ้น และใช้น้ำเสียงกราดเกรี้ยวมากกว่าเดิม “เจ้ามันไม่ได้เรื่อง วันๆ สมองเอาแต่คิดถึงเรื่องเมียตัวเอง เก่งแต่กิน คิดไม่เป็น!”
“แม่!” ใบหน้าของหลิวซานกุ้ยแดงเถือก
“อย่าเรียกข้าว่าแม่ ข้าไม่มีลูกชายที่อกตัญญูเช่นเจ้า เจ้าพูดมาสิ ข้าตื่นเช้านอนก็ดึกเพื่อพวกเจ้า แต่ดูแต่ละคนสิ วันๆ รู้จักแต่กินแล้วนอน อ้าปากไม่ขอเงินก็ขอข้าวสาร ข้าคงติดหนี้พวกเจ้ามาตั้งแต่ชาติปางก่อน ชาตินี้ถึงต้องมาชดใช้ให้ไม่จบไม่สิ้น”
หลิวฉีซื่อด่าไปพลางเดินกลับเข้าห้องพลาง
หลิวเสี่ยวหลันแสร้งทําเป็นเดินตามผู้เป็นแม่ไปอย่างช้าๆ และเมื่อนางผ่านหลิวซานกุ้ยก็กระซิบว่า “แม่หมายความว่าให้พี่สะใภ้สามเลิกเสแสร้งได้แล้ว รีบลุกขึ้นมาทำงานบ้าน พี่ทำตามไปก่อนแล้วค่อยคิดหาทางใหม่ เดี๋ยวท่านแม่ก็ให้ข้าวสารกับพี่เอง”
หลิวซานกุ้ยมองนางอย่างซาบซึ้งใจ อย่างน้อยน้องสาวของตนก็ยังมีความเห็นใจอยู่บ้างถึงแม้จะเป็นคนปากร้ายก็ตาม
“แม่ ให้กุ้ยฮัวได้พักผ่อนสักสองสามวันเถอะ ร่างกายนางอ่อนแอจากการคลอดก่อนกำหนด”
แต่ถึงกระนั้นเขาเองก็ช่างไม่ดูสถานการณ์ หลิวฉีซื่อยังคงโมโห แต่เขาก็ยังพูดจาที่ฟังดูเข้าข้างภรรยาตนเอง
“พ่อ ข้าจะช่วยแม่ทำงานบ้านเอง” ได้ยินดังนั้นหลิวชิวเซียงที่ตัวผอมโซก็ส่งเสียงมาจากด้านหลังเสา นางเองก็กลัวหลิวฉีซื่อ ในใจนั้นคิดว่าคำพูดของหลิวฉีซื่อเปรียบเสมือนวาจาของบรรพบุรุษทั้งตระกูลหลิว นางจึงไม่มีความคิดแม้แต่เศษเสี้ยวที่จะต่อต้าน
หลิวฉีซื่อหันกลับมามองเด็กสาวอายุย่างเข้าเก้าขวบในปีนี้ นึกเปรียบเทียบกับหลิวเสี่ยวหลันซึ่งเป็นลูกสาวของตนที่อายุอ่อนกว่าสองปี แต่ในสายตาของหลิวเสี่ยวหลันนั้นไม่เคยเห็นหลิวชิวเซียงเป็นพี่เลย แต่เป็นเพียงคนที่นางสามารถใช้ประโยชน์เรื่องงานบ้าน
หลิวเสี่ยวหลันยิ้มอย่างพอใจ จุดประสงค์ของนางบรรลุแล้วจึงโน้มน้าวหลิวฉีซื่ออีกครั้งว่า “ท่านแม่ ไหนๆ ชิวเซียงก็พูดเช่นนี้แล้ว นางคงไม่กล้าเบี้ยว ท่านแม่ ยกข้าวสารให้พี่สามหน่อยเถอะ มองดูแล้ว นางเด็กนั่นก็น่าสงสารอยู่นะ”
หลิวชิวเซียงซึ่งแอบอยู่หลังเสาไม้นึกประหลาดใจมากที่หลิวเสี่ยวหลันช่วยพูดให้ เพราะในภาพจำของนาง หลิวเสี่ยวหลันไม่ใช่คนที่จะคบหาได้ง่ายๆ นางมักจะด่าทอนางและน้องสาวลับหลังผู้ใหญ่ แล้วยังชอบมาตั้งกฎเกณฑ์กับพวกนางด้วย
หลิวชิวเซียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางต้องทำเช่นนั้น เพียงแต่รู้สึกว่าการเชื่อฟังคําพูดของหลิวเสี่ยวหลันจะทำให้นางและน้องสาวโดนลงโทษน้อยลง
ดวงตาของหลิวฉีซื่อเป็นประกายยามที่มองไปที่หลิวชิวเซียงอีกครั้ง แล้วพูดว่า “ชื่อ ชุนเซียง [3] ก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นหลิวซานกุ้ยก็ดีใจมากและขอบคุณมารดาตนเองอย่างรวดเร็วที่ช่วยตั้งชื่อลูกสาวคนที่สามให้
เขานึกประหลาดใจที่จู่ๆ หลิวฉีซื่อก็ไม่คิดร้ายกับลูกสาวคนเล็กแล้ว ส่วนหลิวชิวเซียงก็เช่นกัน หัวใจของนางมีความสุขมากที่อย่างน้อยชีวิตของน้องสาวคนที่สามก็รอดมาได้ ไม่ถูกทำให้จมน้ำตายในอ่างล้างเท้าแล้วโยนทิ้งหลังเขา
“ท่านย่า ข้าจะขยันให้มาก”
“อืม” หลิวฉีซื่อพอใจก่อนพูดกับหลิวซานกุ้ยต่อ “เมื่อใดที่เมียเจ้าสามารถลงจากเตียงได้ ให้นางกับเจ้าไปจัดการหญ้าที่ขึ้นตรงนาด้านหลังด้วย” จากนั้นก็เอ่ยเรียกหลิวเสี่ยวหลันไปตักข้าวสารใส่กระบอกไม้ไผ่ครึ่งหนึ่งเพื่อให้หลิวซานกุ้ยด้วยความเมตตา
ในความเป็นจริง หลิวซานกุ้ยรับผิดชอบงานของผู้ใหญ่สองคนรวมกับงานบ้านในส่วนของหลิวชิวเซียง ถึงแลกกับข้าวสารมาได้ครึ่งกระบอกไม้ไผ่
หลิวเสี่ยวหลันเองก็พอใจมากเช่นกัน เพราะในบ้านมีเด็กรับใช้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ทั้งยังไม่ต้องแอบใช้งานแบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกด้วย
“ท่านแม่ ช่วยข้าดูหน่อยได้หรือไม่ว่าดอกไม้นี้ปักแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าบอกกับเถ้าแก่เนี้ยที่ร้านปักในตำบลไว้เรียบร้อย รอข้าปักเสร็จก็จะส่งไปที่นั่น นางยังชมว่าฝีมือปักของข้านั้นนับวันยิ่งดีขึ้น ข้ารู้สึกว่าครั้งหน้าต้องเพิ่มราคาให้แน่นอน”
เสียงของหลิวฉีซื่อในเวลานี้ไม่ได้หยาบกระด้างอีกต่อไป นางพูดกับหลิวเสี่ยวหลันเสียงเบาว่า “หลันเอ๋อร์ งานเย็บปักถักร้อยของเจ้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าได้ฝึกมากขึ้นคงเยี่ยมยอดกว่าแม่เป็นแน่ บรรดาฮูหยินในเมืองใหญ่ล้วนชื่นชอบเด็กสาวที่มีฝีมือและไหวพริบ”
หลิวเสี่ยวหลันยังคงกังวลเล็กน้อย “ท่านแม่ ท่านบอกว่าตระกูลหวงจะมาเลือกเด็กสาวจริงๆ หรือ?”
“ตระกูลหวงมักจะหาซื้อเด็กสาวเพื่อเข้าบ้าน เพียงแต่ คนที่ตายไปมีจำนวนมากกว่า”
“แล้วท่านแม่ยังอยากให้ข้าไปอีกหรือ?”
“วางใจได้ ลุงของเจ้าเป็นพ่อบ้านที่นั่น!”
ชื่อเดิมของหลิวฉีซื่อคือฉีหรุ่ยเอ๋อร์ ในเมืองต่างจังหวัดมีครอบครัวที่ร่ำรวยมีชื่อเสียง ซึ่งก็คือตระกูลหวง แต่เดิมนางเป็นเด็กรับใช้ใกล้ชิดของท่านย่าใหญ่ในตระกูลหวง รูปร่างหน้าตานางสะสวยจิ้มลิ้ม โดยเฉพาะดวงตากลมโตนั้นมีเสน่ห์น่าหลงใหลอย่างมาก ยังเคยคิดอยากจะเป็นที่หมายปองของนายท่าน
------
เชิงอรรถ
[1] เสื้ออ๋าว (袄) คือเสื้อที่ตัดเย็บแบบมีสองชั้นสำหรับสวมกันหนาว มีทั้งแบบยัดฝ้ายไว้ตรงกลางระหว่างเนื้อผ้าสองชั้น เพื่อให้สามารถเก็บความอุ่นป้องกันความหนาวเย็นได้ดีขึ้น และแบบไม่ยัดฝ้าย “เสื้ออ๋าวชายสั้น” คือเสื้ออ๋าวที่ชายยาวประมาณเอวถึงคลุมสะโพก
[2] ขี้หนูตกใส่หม้อข้าวบ้าน หมายถึง คนหนึ่งทำผิด ลากทั้งกลุ่มให้เสียหายไปด้วยเพราะปัญหาบางอย่าง คล้ายกับสำนวนไทย ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง
[3] ชุน หมายถึง ฤดูใบไม้ผลิ เซียง หมายถึง หอมอบอวล ชุนเซียงจึงหมายถึง กลิ่นไอฤดูใบไม้ผลิอันหอมอบอวล
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ข้ามมิติ
สวรรค์ช่างกลั่นแกล้ง พ่อของหลิวฉีซื่อเป็นคนรับใช้ตามติดย่าใหญ่ที่แต่งเข้าบ้านตระกูลหวง มีหน้าที่ช่วยย่าใหญ่เก็บค่าเช่า วันหนึ่งพ่อของนางไปเก็บค่าเช่าที่หมู่บ้านสามสิบลี้และได้เจอกับโจรปล้นสะดม หลิวต้าฟู่ซึ่งเป็นสามีคนปัจจุบันของหลิวฉีซื่อได้ช่วยชาวบ้านไว้ พ่อของนางจึงไปขอร้องอ้อนวอนกับเจ้านายเพื่อยกฉีหรุ่ยเอ๋อร์ให้กับหลิวต้าฟู่ และกลายเป็นหลิวฉีในปัจจุบัน ก่อนจะมอบนาผืนดีให้ทั้งหมดสิบแปลง
หลิวฉีซื่อนั้นเก่งเรื่องงานเย็บปักถักร้อย ในตำบลนี้ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างเป็นอย่างยิ่ง ทุกๆ ปีมักจะมีนายหญิงจากตระกูลใหญ่มาเชิญนางไปถ่ายทอดวิชาให้กับบุตรสาว และด้วยเหตุนี้จึงมีเงินเก็บส่วนตัวไม่น้อยทีเดียว
หลิวฉีซื่อมีบุตรชายสี่คน บุตรสาวหนึ่งคน ตอนนี้มีเพียงหลิวซานกุ้ยซึ่งเป็นบุตรชายคนที่สามกับบุตรสาวคนเล็กหลิวเสี่ยวหลันที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้
ตระกูลหลิวมีนาทั้งหมดสามสิบแปลง มีที่ดินสิบแปลง ส่วนตัวบ้านนับว่าเป็นต้าเหอย่วน [1] ที่ได้มาตรฐาน อาคารหลักหันจากทิศเหนือไปใต้ ส่วนทางเชื่อมฝั่งทิศตะวันออกและตะวันตกจะมีเอ่อร์ฝาง [2] ขนาบอยู่
ห้องทางเชื่อมฝั่งทิศตะวันออกมีทั้งหมดห้าห้อง เป็นห้องโปร่งสามห้อง ห้องทึบสองห้อง โดยแบ่งเป็นห้องของครอบครัวบุตรชายคนโตกับบุตรชายคนรอง แม้ว่าบุตรชายคนโตของนางจะย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ในเมืองเป็นระยะเวลานานแล้วก็ตาม ส่วนครอบครัวบุตรชายคนรองก็มักจะอาศัยอยู่ในตำบล แต่ก็มีสะใภ้รองที่มักจะพาลูกกลับมาพักที่บ้านบ้าง แต่ก็กลับมาเพื่อขอเสบียงข้าวสารจากหลิวฉีซื่อเป็นส่วนใหญ่
ส่วนห้องเอ่อร์ฝางอยู่ตรงทางเชื่อมฝั่งทิศตะวันตกหันหน้าทางทิศใต้กับอีกหนึ่งห้องที่อยู่ในอาคารหลัก คือเรือนพักของครอบครัวหลิวซานกุ้ย ส่วนทิศเหนือสามห้องนั้นเก็บไว้ให้บุตรชายคนที่สี่ผู้ซึ่งรักการเรียนเพียงหนึ่งเดียวในตระกูล
ส่วนหลิวเสี่ยวหลันก็อยู่กับพ่อแม่ในอาคารหลัก เพียงแต่ห้องนอนของนางจะอยู่ชิดฝั่งทิศตะวันตก
ตอนที่หลิวเต้าเซียงฟื้นขึ้นมา หลิวฉีซื่อยังคงด่าตามกิจวัตร นางมองดูทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยความมึนงง ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่เป็นรูปแบบไม้ยุคโบราณกาล ส่วนด้านบนนั้นยังมีรูเหมือนโดนตัวอะไรกัดแทะ?
นางรู้สึกว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นแข็ง แม้ว่าผ้าห่มจะขาดแต่ก็ถูกเย็บปะไว้อย่างดี มองดูสะอาดสะอ้าน จากจุดนี้หลิวเต้าเซียงพอจะเดาได้ว่าสตรีที่อาศัยอยู่ในบ้านนี้มีนิสัยค่อนข้างขยันขันแข็ง
ด้านนอกมีเสียงก่นด่าแบบบ้านๆ โชคดีที่หลิวฉีซื่อไม่ได้พูดภาษาจีนกลางที่ถูกต้องตามมาตรฐาน หากแต่พูดอย่างฉะฉานเป็นภาษาถิ่นที่หลิวเต้าเซียงคุ้นเคย
ท่ามกลางความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่
หลิวเต้าเซียงมึนงง แต่ก็ประติดประต่อเรื่องราวได้หลังจากมองดูรอบข้างว่าตนเองข้ามมิติมาเสียแล้ว
นอกเสียจากการก่นด่าเทพข้ามมิติในใจเงียบๆ แล้ว นางก็ได้แต่นอนดูใยแมงมุมฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ
คล้อยกันนั้น ก็ได้ยินเสียงคนแก่ด้านนอกยังคงด่าคนอยู่ ระหว่างนั้นก็พยายามจับใจความที่พอจะเป็นประโยชน์ได้บ้างเล็กน้อย
ทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางส่งข้อความวีแชท [3] หาท่านเทพข้ามมิติไม่ได้ และไม่มีเวยป๋อ [4] ของท่านด้วย ยิ่งไม่มีรายชื่อเพนกวินเฒ่าทารกให้เพิ่มเพื่อนได้ หมดหนทางที่จะยื่นขอออกจากระบบ
ขณะที่หลิวชิวเซียงเดินเข้ามา หลิวเต้าเซียงยังคงเหม่อลอย ในสมองของนางเหมือนมีผึ้งบินเริงระบำอยู่นับหมื่นตัว ความทรงจำแปลกประหลาดถาโถมเข้ามา มีทั้งเรื่องป่าเถื่อนและรุนแรง
ใครสามารถบอกเธอได้บ้างว่าราชวงศ์โจวคือที่ไหน? แล้วหมู่บ้านสามสิบลี้บ้าบอนี่คืออะไรกัน
ขณะนี้หลิวเต้าเซียงแทบอยากจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมปิดหน้าร้องไห้อย่างบ้าคลั่งสักยก เกมของเธอล่ะ? คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของเธอล่ะ? โทรศัพท์มือถือของเธอล่ะ?
ฮือๆ เธอยังชวนเพื่อนสาวประเภทสองของเธอไปดื่มโค้กไม่ใส่น้ำแข็งที่ร้านแห่งหนึ่งตอนวันเสาร์อาทิตย์ แล้วค่อยไปกินบุฟเฟ่ต์เจ้าที่เปิดใหม่ด้วยกัน
แต่ว่า…
ต่อจากนี้เธอคงไม่ได้กินอีกแล้ว ไม่มีเครื่องสารพัดนึกเหมือนยุคปัจจุบัน ท่ามกลางยุคสมัยโบราณที่ทั้งห่วยแตกและล้าหลัง เธออยากกินอะไรก็คงไม่มีทางทำเองได้
โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตเหมือนแมวเช่นเธอ การมีปลาบนโต๊ะอาหารทุกมื้อคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ดูจากสภาพบ้านซอมซ่อหลังนี้ เธอจินตนาการได้เลยว่าในระยะเวลาอันยาวนานต่อจากนี้ ต่อให้เธออดอยากจนน้ำลายไหลย้อยแค่ไหนก็คงไม่มีทางได้กินปลาแน่นอน
แม้ว่าบ้านหลังนี้จะถูกเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย ทว่าเมื่อเทียบกับบ้านในยุคปัจจุบันที่ทั้งกว้างขวางโอ่อ่า สว่าง เต็มไปด้วยแสงอาทิตย์และสีเขียวสดใส นี่แทบทำให้เธอเป็นบ้าได้เลย
ตอนนี้หลิวเต้าเซียงถึงขั้นมีความคิดอยากตาย เธอเป็นพวกรักอนามัยสุดๆ ไปเลยนี่นา!
“น้องรองๆ ” หลิวชิวเซียงสะดุ้งตกใจ เมื่อเห็นหลิวเต้าเซียงไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว “แม่ พ่อ รีบมาเร็ว น้องรอง น้องรอง…”
เธอหันมากะพริบตาใส่หลิวชิวเซียง นี่คือกองทัพพันธมิตรอย่างในนิยายออนไลน์หรือ? หรือเป็นแฟนคลับตัวยง? หรือตัวละครประกอบหญิงที่จงรักภักดี?
หลิวซานกุ้ยพอได้ยินเสียงร้องของหลิวชิวเซียงก็รีบหยิบข้าวสารที่เพิ่งได้รับแล้ววิ่งเข้ามา พลางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “ชิวเซียง เต้าเซียงเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลิวเต้าเซียงนอนอยู่บนเตียง รู้สึกว่าสมองแทบจะระเบิดออกมาให้ได้
นี่มันชื่อบ้าบออะไรกัน? ชิวเซียง [5] เต้าเซียง [6] คงไม่ใช่ว่าจะมีชุนเซียงอีกคนหรอกนะ อา สามขาดไปหนึ่ง สู้เจ้าถิ่นไม่ไหวจริงๆ ขณะนี้เด็กน้อยที่ถูกพิษเกมออนไลน์เล่นงานกำลังจะถึงแก่คราแล้ว
หลังจากนั้นจึงรู้ความจริงว่าน้องสามก็เป็นชุนเซียงที่ว่า ขณะนั้นกำลังอยู่ในอ้อมกอดของแม่แล้วครางเหมือนแมวน้อย จากนั้นก็ผล็อยหลับไปอีก
“พ่อ น้องรองฟื้นแล้ว”
หลิวชิวเซียงนึกว่าเมื่อครู่น้องรองของตนเองเสียชีวิตไปแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็เช่นนี้แล มีเกิดก็มีดับ!
หลิวชิวเซียงที่ตกใจใช้มือลูบหน้าอกของหลิวเต้าเซียง โชคยังดีที่หัวใจยังเต้นอยู่
หลิวซานกุ้ยรีบเร่งเข้ามาดู เป็นห่วงบุตรสาวของตนที่หน้าผากถูกกระแทกจนโนเป็นลูกเท่าไข่
“ทำไมย่าถึงใจร้ายเช่นนี้” หลิวชิวเซียงถอดรองเท้าแล้วคลานมาข้างกายหลิวเต้าเซียง ก้มศีรษะลงมาเป่าให้นางเบาๆ พลางนึกโมโหจนน้ำตาไหล “พ่อ ข้าเห็นกับตา ย่าสะบัดน้องรองอย่างรุนแรง จนน้องไปกระแทกกับเสาด้านนอกหน้าต่าง”
หลิวซานกุ้ยถอนหายใจแล้วเอ่ย “เขาคือย่าของพวกเจ้า อย่าได้พูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับย่าเจ้าเลย ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าคงขอข้าวสารมาไม่ได้อีก”
พูดจบเขาก็ยื่นชายเสื้อของตนเองที่มีข้าวสารออกมาให้ทั้งสองพี่น้องดูด้วยความปลื้มปริ่ม
คิดว่าขอเพียงได้ใช้ข้าวสารเหล่านี้ต้มเป็นโจ้กให้สองแม่ลูกได้กิน ก็คงจะดีขึ้นทันใดอย่างไรอย่างนั้น
หลิวชิวเซียงได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผ่านปลายจมูก ซึ่งทิศทางมาจากมารดา “พ่อ เราขอให้หมอมาช่วยดูแม่ดีหรือไม่?”
หลิวซานกุ้ยนึกลำบากใจ เมื่อครู่เขาเห็นสีหน้าแม่ของลูกที่ย่ำแย่จึงรีบไปขอข้าวสาร ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะขอมาได้ หากว่าไปขอเงินเพื่อรักษากับหลิวฉีซื่อ เขากังวลว่าแม่จะเอาเรื่องเดิมมาพูดอีกว่าจะจับบุตรสาวคนที่สามกดน้ำในอ่างล้างเท้า แล้วโยนไปให้สัตว์ป่าบนหลังเขา
ในบ้านที่ยากจนเช่นนี้ การที่ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรสาวก็มักจะใช้วิธีนี้ในการกำจัดปัญหา จะได้ไม่ต้องให้เด็กเกิดมาแล้วทนทุกข์ สู้รีบตายๆ ไปจะได้ไม่ต้องอดอยากหรือหนาวตาย
ขณะนั้นเสียงจากด้านนอกก็ดังเข้ามาถึงด้านในที่มีเพียงไม้ไผ่กั้นอยู่ตรงกลาง
หลิวเต้าเซียงยังคงเวียนศีรษะและได้ยินเสียงร้องไห้ดัง จึงหันไปมองทางแผ่นกั้นไม้ไผ่
นางรู้ได้ทันทีว่าครอบครัวนี้อาศัยอยู่ในห้องเดียว แต่ใช้ไม้ไผ่มากั้นทำเป็นสองห้อง
หลิวซานกุ้ยได้ยินเสียงร้องไห้ของภรรยาจึงเอ่ยผ่านแผ่นกั้นว่า “เมียจ๋า เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย ว่ากันว่าช่วงอยู่เดือนต้องระวังโรคเรื้อรัง อีกหน่อยพอโดนลมน้ำตาก็จะไหลได้ง่ายๆ สร้างความบาดเจ็บให้ดวงตานะ”
จางกุ้ยฮัวได้ยินดังนั้นน้ำตาก็ไหลดุจสายฝน อดไม่ได้ที่จะพร่ำพรรณนา “หลิวซานกุ้ย ข้าแต่งเข้าบ้านตระกูลหลิวของเจ้าตอนอายุสิบสี่ ตอนนี้ชิวเซียงอายุเก้าขวบแล้ว ข้าอดทนตื่นแต่เช้ามืดเพื่อทำงานแข็งขันเยี่ยงวัวเยี่ยงควาย แต่ทำไมขอแค่ข้าวสารก็ยังไม่ได้? หรือว่ามองข้าเป็นคนนอกมาตลอด แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เต้าเซียงก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ดูสิว่านางได้รับบาดเจ็บจนสภาพเป็นเช่นนี้ ใจร้ายจริงๆ เหมือนคนเป็นย่าที่ไหน? นี่มันศัตรู! จะมีย่าบ้านไหนที่ลงมือโหดเหี้ยมกับหลานสาวตนเองได้ลงคอเช่นนี้อีก? ตกลงเจ้าใช่บุตรชายของนางจริงหรือไม่ ทำไมนางถึงได้ลงมือหนักเช่นนี้ บวมไปหมด”
เมื่อพูดจบ ก็ได้ยินเสียงของหลิวฉีซื่อที่ยืนอยู่ตรงบันไดหน้าเรือนหลักและตวาดเสียงดัง “มารดามันเถอะ ร้องไห้หามารดาเจ้าหรือ นังคนไร้ค่า ขนาดแม่ไก่ยังออกไข่ไปแลกเงินได้ ส่วนแกมันวันๆ เอาแต่ร้องกะต๊ากๆ ออกลูกมาก็มีแต่พวกกินล้างกินผลาญ นึกว่าตัวเองสูงส่งนักหรือ ถุย! จะให้ข้ามารับใช้ตัวไร้ค่าอย่างเจ้า ไม่มีทางเสียหรอก”
ขณะนั้นเสียงร้องไห้อย่างหมดหนทางของจางกุ้ยฮัวก็ดังขึ้น
หลิวเต้าเสียงฟังจนสมองสั่นระรัว สำหรับหญิงสาวติดบ้านที่รักความสงบ นี่คือเสียงที่ก่อกวนโสตประสาทอย่างยิ่ง นางมีความคิดอยากจะพุ่งชนกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด
“กุ้ยฮัว อดทนหน่อย แม่ก็แค่ปากร้าย เจ้าดูสิ นางก็ให้ข้าวสารกับเราแล้วนี่ไง” หลิวซานกุ้ยเปิดข้าวสารที่ห่ออยู่ในชายเสื้อให้นางดู
จางกุ้ยฮัวมองดูความตื้นตันของเขา แต่ในใจเกิดความรู้สึกอับจน สิ้นหวังกับชีวิตเหลือเกิน นางได้แต่ยอมรับสภาพเพราะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงหลิวฉีซื่อได้ เรื่องนี้นางย่อมรู้ดี
“เต้าเซียง ไปเอาถ้วยมารองข้าวสาร อีกเดี๋ยวต้มแล้วให้น้องสาวลูกกิน”
หลิวชิวเซียงเพิ่งจะลงจากคั่ง [7] ส่วนหลิวเต้าเซียงถูกรบกวนจนหงุดหงิด ขณะที่กำลังจะคลานลงจากเตียงก็พบว่าตนเองมีแต่ดินโคลนเปื้อนเล็บเต็มไปหมด สำหรับคนที่รักความสะอาดอย่างนางแล้วแทบทำให้ล้มทั้งยืน ขณะเดียวกันนางรับรู้แล้วว่าที่ตนเองนอนเมื่อครู่ไม่ใช่เตียงไม้ แต่เป็นเตียงที่ก่อด้วยอิฐ
“ชิวเซียง!” ด้านนอกมีเสียงของหลิวเสี่ยวหลันดังขึ้น คล้อยกันนั้นนางก็เดินเข้ามาในห้องและเห็นพี่สามชะโงกศีรษะออกมาดู จึงแสร้งยิ้มหน้าตาย “โอ้โฮ พี่สาม พี่กับพี่สะใภ้สามนี่ช่างรักกันเสียจริง”
หลิวซานกุ้ยเป็นคนที่ใสซื่อ หนุ่มชนบทบ้านๆ พอถูกนางพูดแซะแบบนี้ก็หน้าแดงระเรื่อแล้วเอ่ยเสียงอ้ำอึ้ง “เมื่อครู่พี่สะใภ้เจ้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวน่ะ”
“พี่สะใภ้สามไม่สบาย โอ๊ย แล้วนี่จะทำอย่างไรดี แม่บอกว่าให้พี่สะใภ้สามไปทำกับข้าวน่ะ” อันที่จริงคือกำลังเตือนเรื่องที่หลิวชิวเซียงเคยรับปากว่าจะทำงานบ้าน
หลิวเต้าเซียงนอนอยู่บนเตียง รู้สึกเหมือนมียุงนับไม่ถ้วนบินอยู่เหนือศีรษะจนนึกหงุดหงิดรำคาญ โอ๊ย! บ้านแกสิ! แล้วยังมีอีกอย่างที่ดูขัดตา บ้านนี้จนอย่างกับอะไรดี แต่ทำไมหล่อนถึงได้แต่งตัวเหมือนลูกคุณหนูแบบนี้?
หลิวซานกุ้ยถูมือทั้งสองที่หยาบกร้านแล้วเอ่ย “อา พี่สะใภ้เจ้าเพิ่งจะคลอดลูกยังลุกจากเตียงไม่ได้”
เขาอธิบายจบ ด้านนอกก็มีเสียงด่าของหลิวฉีซื่อดังขึ้น “นี่ตะวันจะลับฟ้าอยู่แล้ว คนหายหัวไปไหนกันหมด มีแต่พวกขี้เกียจตัวเป็นขน รอข้ามารับใช้กันหมดแล้วหรืออย่างไร!”
ถัดจากนั้นก็เป็นเสียงปึงปังจากสวนด้านนอก
“น้องสะใภ้สาม ทำไมเจ้าถึงสูงส่งเช่นนี้ แม่บอกให้เจ้าลุกมาทำกับข้าวได้แล้ว” ขณะนั้นเอง ในสวนก็มีเสียงแหลมของอีกคนหนึ่งดังขึ้น
“พี่สาม ดูสิ โอ๊ย พี่สะใภ้รองเร่งแล้ว” หลิวเสี่ยวหลันดึงผ้าเช็ดหน้าพร้อมกับเตือนหลิวซานกุ้ย
หลิวเต้าเซียงมองดูกระโปรงผ้าไหมที่สว่างสดใสของนางแล้วเทียบกับความทรงจำของตนเอง จึงรู้ว่านี่คือน้องคนสุดท้องของบ้านในตระกูลพ่อ ซึ่งก็คือบุตรสาวของหลิวฉีซื่อ นางถูกตามใจราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ
“อา อาเล็ก ข้า ข้าไปเอง ทำ ทำกับข้าว”
หลิวชิวเซียงผู้ขลาดเขลา เกรงกลัวหลิวเสี่ยวหลันอย่างมาก
หลิวซานกุ้ยตอบจากในห้อง “สะใภ้รอง ตอนนี้ร่างกายของกุ้ยฮัวยังไม่สะอาดดี ให้ชิวเซียงไปทำกับข้าวเถอะ”
โชคดีที่หลิวซานกุ้ยพอจะรู้ว่าหญิงสาวที่เพิ่งคลอดลูกต้องอยู่เดือนก่อน
หลิวเสี่ยวหลันหันไปมองหลิวชิวเซียงที่อยู่ในสภาพมอซออย่างดูแคลน ก่อนจะเชิดหน้าแล้วเดินไปหาเต้าเซียงแล้วเอ่ยเสียงกระซิบ “นังเด็กเหลือขอ”
หลิวเต้าเซียงอยากกระโดดลุกขึ้นมาอัดหลิวเสี่ยวหลันสักทีถ้าไม่ติดที่ตอนนี้ร่างกายยังเจ็บปวดอยู่
------
เชิงอรรถ
[1] ต้าเหอย่วน (大合院)คือ บ้านจีนสมัยโบราณ เป็นรูปตัว 凹 อาว ซึ่งจะประกอบด้วยอาคารหลักตรงกลาง เจิ้งอู 正屋 และมีทางเชื่อม เซียงฝาง 厢房ซึ่งขนาบข้างด้วยห้องปีกสองฝั่งคือ ทิศตะวันออกและตะวันตก โดยที่อาคารทั้งหลายจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือผืนผ้าประกอบเข้าด้วยกันเป็นสี่ด้าน เรียกว่า ซื่อเหอย่วน四合院 หรือ สามด้าน เรียกว่า ซานเหอย่วน三合院 ก็ได้ บ้านของตระกูลหลิวในเรื่องเป็นแบบ ซานเหอย่วน
[2] เอ่อร์ฝาง (耳房)ห้องปีกที่อยู่ด้านข้างสองฝั่งเชื่อมกับอาคารหลัก
[3] วีแชท (微信) We Chat เป็นแอพพลิเคชั่นสื่อสารของประเทศจีน ใช้กันหลากหลายทั้งในจีนและทั่วโลก คล้ายกับ Line
[4] เวยป๋อ (微博)Wei bo เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ทวีตสถานะ ของประเทศจีน ซึ่งทำงานคล้ายๆ กันกับทวิตเตอร์
[5] ชิว แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง เซียง แปลว่า หอมอบอวล ชิวเซียง แปลว่า ฤดูใบไม้ร่วงอันหอมอบอวล
[6] เต้า แปลว่า ผืนนา เซียง แปลว่า หอมอบอวล เต้าเซียง แปลว่า ผืนนาอันหอมอบอวล
[7] คั่ง (炕)คือ เตียงที่ก่อด้วยอิฐหรือดินในสมัยโบราณ ตรงกลางเป็นรูคล้ายกับเตาในสมัยก่อน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งเตาและเตียง แล้วแต่การใช้งาน
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ห้วงมิติที่หลอกลวง
หลิวชิวเซียงมองดูอาเล็กของตนเองรังแกน้องสาว น้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาจากเบ้าแต่ก็ต้องอดกลั้นไว้ไม่หลั่งมันออกมา เพราะว่าหลิวเสี่ยวหลันหันกลับมาแล้วถลึงตาใส่นางอยู่ขณะนี้ เป็นสายตาที่ดูร้ายกาจยิ่ง
หลิวเต้าเซียงขมวดคิ้ว ความทรงจำที่ได้รับมาค่อยๆ ปรากฏ… ไม่ผิดแน่ หลิวเสี่ยวหลันคนนี้ช่างใจไม้ไส้ระกำถึงที่สุด
หลิวเต้าเซียงศึกษาความทรงจำแปลกใหม่ในสมอง แม่ของร่างที่เธอมาอาศัยอยู่น่าจะคลอดก่อนกำหนด ในตอนนั้นหลิวซานกุ้ยกำลังไปทำนากับหลิวต้าฟู่ จากนั้นเด็กทารกผู้หญิงก็คลอดออกมา หลิวฉีซื่อตะโกนอย่างร้อนใจอยากจะจับเด็กทารกกดน้ำให้ตาย เหตุเพราะบ้านหลังนี้มีปากท้องที่รอกินอาหารมากเกินไป ไม่อยากเลี้ยงตัวกินล้างกินผลาญเพิ่มอีกคน
แต่อุปนิสัยของร่างเดิมนั้นต่างจากพี่ใหญ่ของตนเอง ตรงที่ตัวนางเป็นเด็กก๋ากั่น ชนิดที่กล้ากระโดดพุ่งเข้าไปกัดที่หลังมือของย่า หลิวฉีซื่อตีให้ตายก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
แต่แขนเรียวเล็กย่อมสู้ขาที่ใหญ่ยักษ์ไม่ได้ นางถูกหลิวฉีซื่อสะบัดอย่างรุนแรงไปอัดกระแทกกับเสาไม้
ท้ายที่สุดก็ทำให้ หลิวเหม่ยจวิน ที่ข้ามมิติมาได้สิงร่างนี้อย่างสมปรารถนา แล้วสวมรอยเป็นหลิวเต้าเซียงที่ชื่อออกแนวชนบทเต็มตัว
เธอนึกสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงได้ข้ามมิติมาเป็นชาวนา แล้วก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองไว้ก่อน โชคดีแค่ไหนที่อย่างน้อยก็ไม่ได้ข้ามมิติไปรับบทมารยาหญิงแย่งชิงตบตี แบบนั้นเธอคงกลายเป็นผุยผงภายในครู่เดียว
เมื่อหลิวชิวเซียงกับหลิวเสี่ยวหลันออกไปแล้ว หลิวซานกุ้ยก็ปลอบจางกุ้ยฮัวในห้องต่อ
หลิวเต้าเซียงทั้งปวดศีรษะและวิงเวียนจึงนอนอยู่ตรงนั้น อาจเป็นเพราะเหนื่อยเกินไป หรือเพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ส่งผลกระทบกับเธออย่างหนัก
เธอค่อยๆ ผล็อยหลับ แต่ก่อนหน้านั้นก็ลืมไปว่ารูปร่างภายนอกของตัวเองได้เปลี่ยนไปแล้วจึงเผลอยื่นมือไปสัมผัสศีรษะที่บวมปูดขึ้นมา
“โอ๊ย!”
หลิวเต้าเซียงเจ็บจนน้ำตาไหล ในใจมีคำพูดนับพันที่กล่าวโทษว่า ‘ท่านเทพข้ามมิติ หากท่านโผล่มา ข้ารับประกันได้เลยว่าจะเล่นงานท่านแน่นอน!’
หลิวซานกุ้ยได้ยินเสียงนางจากในห้องจึงรีบเดินมาดู “เต้าเซียง เจ้าเป็นอะไร? ยังปวดหัวอยู่หรือ?”
“อือ!” หลิวเต้าเซียงที่เพิ่งข้ามมิติมาได้ครึ่งวัน ในที่สุดก็ได้เอ่ยคำแรกด้วยเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“มา พ่อป้อนน้ำให้เจ้า” หลิวซานกุ้ยกอดนางอย่างระมัดระวังแล้วยกน้ำเย็นที่ผ่านการต้มมาแล้วเข้าใกล้ริมฝีปากของนาง
หลิวเต้าเซียงลืมตาโตมองดูถ้วยแหว่งที่อยู่ตรงหน้า คอที่แห้งผากทำให้นางลืมนิสัยเดิมจนหมดสิ้นแล้วรีบดื่มน้ำด้วยความกระหาย เสียงที่รีบดื่มลงไปนั้นราวกับเสียงวัวดื่มน้ำ
“ฟู่!”
แต่ไม่ทันไร นางก็พ่นน้ำที่เพิ่งดื่มออกมาทั้งหมด นี่มันน้ำอะไรกัน? กลิ่นช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
ด้วยความเคยชินกับการดื่มน้ำแร่ที่มีรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ทำให้ตอนนี้หลิวเต้าเซียงรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
ที่แท้น้ำต้มในถ้วยนั้นมีกลิ่นควันที่ไม่น่าดม หลิวเต้าเซียงที่ไม่เคยมีชีวิตลำบากพอได้ดื่มน้ำแบบนี้เข้าจึงสำลักออกมาจนหมด
“ลูกเป็นอะไรไป?” จางกุ้ยฮัวได้ยินเสียงเคลื่อนไหว
หลิวซานกุ้ยมองดูผ้าห่มผืนบางที่เปียกชุ่มอย่างเงียบๆ “ไม่มีอะไรจ้ะ เมียจ๋า ลูกคงดื่มเร็วไปหน่อย เลยสำลักน่ะ”
หลิวเต้าเซียงมองภาพข้างหน้าอย่างพร่ามัว ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้ว อยากจะยื่นคำขอเปลี่ยนสนาม ขอเป็นแนวตบตีแย่งชิง หรือเป็นเซียน หรือในวันสิ้นโลก แต่ไม่ขอข้ามมิติมาทำนาแบบนี้
เมื่อหลิวซานกุ้ยยื่นถ้วยแหว่งๆ มาที่ริมฝีปากอีกครั้ง เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น
ตอนนี้เธออยากตะโกนเสียงดังๆ ต่อจากนี้ก่อนนอนจะไม่อ่านนิยายบนมือถืออีก ใครจะรู้ว่าอ่านอยู่ดีๆ ก็เผลอหลับไป พริบตาเดียวที่ตื่นขึ้นมาทิวทัศน์รอบข้างก็เปลี่ยนไป
ในตอนที่หลิวเต้าเซียงกำลังบ่นงึมงำในใจ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหน้าผากตนเองที่บวมเป่งเหมือนไข่นั้นค่อยๆ เย็นลง ทำให้ศีรษะของนางที่ก่อนหน้านี้ยังมีอาการวิงเวียนอยู่ก็รู้สึกดีขึ้น มีสติรับรู้ได้มากขึ้น ความเย็นนั้นแผ่กระจายไปทำให้นางไม่รู้สึกทรมานอีก นี่อาจเป็นเพราะท่านเทพข้ามมิติเริ่มมีความเห็นใจขึ้นมาบ้าง
หลิวซานกุ้ยเพิ่งสังเกตว่าบุตรสาวคนรองของตนในอ้อมกอดเวลานี้ช่างดูผอมบาง ตัวเบาเหมือนไม่มีน้ำหนัก เขาพูดขึ้นด้วยความจุกอยู่ในใจ “เต้าเซียง นอนต่ออีกหน่อยเถอะ พ่อจะไปดูว่าโจ๊กต้มเสร็จหรือยัง”
หลิวเต้าเซียงไม่ได้มีแก่ใจฟังว่าเขาพูดอะไร เพียงแต่กำลังทำความเข้าใจว่าตนเองไม่ได้ข้ามมิติมาเพื่อเป็นนางเอกที่เปล่งประกายระยิบระยับ จึงพยักหน้ารับแบบขอไปทีแล้วแสร้งทำเป็นนอนต่อ
เมื่อเสียงฝีเท้าของหลิวซานกุ้ยเดินออกไปไกล หลิวเต้าเซียงจึงสังเกตไปที่รอยบวมบนหน้าผาก
“สัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ด กำลังจับคู่ให้กับโฮสต์ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์… เก้าสิบเปอร์เซ็นต์… เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์… ยินดีด้วยครับโฮสต์ คุณได้ความสามารถระดับสูงในโลกใหม่แห่งราชวงศ์โจว”
ถัดจากนั้น ในสมองของหลิวเต้าเซียงเหมือนจะมีภาพปรากฏ ต้นถั่วงอก?
จริงตามนั้น นางไม่ได้เบลอไปเอง
“เนื่องจากการฟื้นฟูเซลล์ของโฮสต์ใช้พลังงานเยอะเกินไป ขอให้โฮสต์รีบดำเนินการกลายเป็นเด็กสาวแสนสวยในชนบท จิตใจดีและขยัน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถคงสภาพเช่นนี้ได้”
ประเด็นสำคัญคือคำสุดท้าย “ขยัน” !
กลีบสองใบบนถั่วงอกไหวไปมา ภาพในสมองของหลิวเต้าเซียงก็เปลี่ยนตาม
“นี่คือ?”
เสียงอ่อนเยาว์ของสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดดังขึ้นในสมองเธออีกครั้ง “นี่คือห้วงมิติสัตว์ปีศาจ”
สัตว์ปีศาจ? ห้วงมิติ?
หลิวเต้าเซียงอยากกระชากท่านเทพข้ามมิติเข้ามาอัดรัวๆ สักที
มารดามันเถอะ ใครก็ได้บอกหน่อยว่าห้วงมิติอันคับแคบขนาดสูงสองเมตร กว้างหนึ่งเมตรแบบนี้คือตัวช่วยของเธออย่างนั้นหรือ?
ไอเท็มของคนอื่นมีแต่ของเด็ดๆ แต่ทำไมเธอกลับได้สิ่งที่เปรียบดั่งไส้เดือนเล็กๆ หนึ่งตัว?
“โฮสต์ที่รัก อย่าเพิ่งเศร้าไปครับ! มองเห็นมุมตรงนั้นที่เป็นพื้นเขียวเสมือนจริงหรือเปล่า? นั่นก็คือสถานที่ที่สัตว์ปีศาจสามารถพักอาศัยอยู่ได้ ส่วนที่เหลือก็คือสถานที่สำหรับให้คุณใช้เก็บของและขาย”
พื้นที่ขนาดห้าสิบคูณห้าสิบเซนติเมตรแบ่งเป็นคอกเลี้ยงหนึ่งคอก ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นคลังเก็บของ อีกหนึ่งแห่งคือโซนค้าขาย
ห้วงมิติที่เหมือนกับของเล่นเด็กแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร? เลี้ยงหมูยังรู้สึกแคบเกินไปเลย
“เจ้าถั่วงอก ทำไมมันเล็กแบบนี้?”
“โฮสต์ ได้โปรดเรียกผมว่าสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ด!” ปีศาจน้อยเอ่ยเสียงเข้มขึ้นมา ราวกับว่าการไม่เรียกเขาว่าสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดจะเป็นการดูถูกอย่างยิ่ง
หลิวเต้าเซียงรู้สึกโมโหจนแทบกระอักเลือด ท่านเทพข้ามมิติช่างขี้เหนียวเสียจริง
“พื้นที่เล็กแค่นี้จะไปทำอะไรได้?”
ห้วงมิติในความคิดของเธอคือ พื้นที่นานับไม่ถ้วน มีภูเขาแม่น้ำ ต้นไม้นานาพรรณ มีเรือนตั้งตระหง่าน มีกลิ่นหอมของไม้ไผ่ตลบอบอวล…
“โฮสต์ที่รัก นี่คือห้วงมิติสัตว์ปีศาจที่ขยายขนาดได้เชียวนะครับ!”
หลิวเต้าเซียงรีบเก็บความเศร้ากลับไปทันที ขณะเดียวกันในสมองก็มีข้อมูลมากมายหลั่งไหลเข้ามา ที่แท้ถั่วงอกคือกุญแจ เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มาจากดาวบางดวงที่มีเทคโนโลยีก้าวไกล
เนื่องจากเป็นยุคแห่งหุ่นยนต์จึงขาดแคลนสิ่งของที่ทำมาจากงานฝีมือมนุษย์ อย่างเช่น การทำนา การเลี้ยงพืช งานฝีมือ ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนดาวร้างที่ไม่ได้ใช้ โดยแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เหมือนเต้าหู้ ขณะที่ข้ามมิติอยู่ก็สามารถปล่อยเช่าให้แก่คนในดวงดาวนั้นได้
“ทำไมถึงไม่ใช่ห้วงมิติทำนา?” นั่นคือสิ่งที่หลิวเต้าเซียงต้องการแม้อยู่ในความฝัน เพราะการมีผืนนาอยู่ในมือเปรียบดั่งความรุ่งโรจน์ใต้ผืนนภาแห่งนี้เลยนะ!
สัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดได้แต่ตอบกลับตามหน้าที่ “โฮสต์ที่รัก จะโทษผมก็ไม่ได้ ใครใช้ให้นิยายออนไลน์ต่างประโคมข้อดีของห้วงมิติผืนนากันล่ะ ตอนนี้ห้วงมิติผืนนาถูกปั่นราคา แย่งชิงกันอย่างบ้าระห่ำ ส่งผลให้กรมการเกษตรกรรมของดาวเราอยากได้ผลกำไรอย่างร้อนใจจนประโคมขายในเวลาต่อมา ราคาจึงร่วงลงมาเรื่อยๆ ตอนนี้ห้วงมิติผืนนาแบบนั้นกลายเป็นของแถมสมนาคุณ พร้อมโยนทิ้งได้ทุกเมื่อไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นของฉันล่ะ?” ในเมื่อเป็นของแถมสมนาคุณ อย่างน้อยก็น่าจะมีให้เธอสักอันสิ!
กลีบใบไม้เหนือศีรษะสองกลีบของสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดห้อยลงมา พร้อมกับน้ำเสียงที่เอ่ยอย่างรู้สึกผิด “สถานที่ที่คุณอยู่นี้ระยะทางไกลเกินไป ระหว่างทางผมเอาไปแลกกับเชื้อเพลิงแล้วเรียบร้อย”
จากนั้นสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดก็เล่าถึงคนซื่อบื้อที่ยอมแลกห้วงมิติผืนนามาอย่างภูมิใจ โชคดีที่เขาแลกเชื้อเพลิงมาได้ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงตามหาโฮสต์ที่หลบซ่อนอยู่ในหลืบคดเคี้ยวแห่งนี้ไม่เจอแน่
หลิวเต้าเซียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหาย นี่มันอะไรกัน อยากได้สิ่งใดก็ขาดแคลนสิ่งนั้น…
ขณะที่รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก เธอก็พลิกดูคำแนะนำการใช้สินค้าห้วงมิติของสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ด
ห้วงมิติสัตว์ปีศาจ ในความเป็นจริงคือดาวอีกดวงหนึ่ง สื่อสารกันผ่านสิ่งที่เหมือนกับถั่วงอกก็จะสามารถเชื่อมเข้าสู่สถานที่ที่สัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดแสดงให้เห็นได้ ห้วงเวลาของทางนั้นแตกต่างกับทางนี้ โดยหนึ่งวันของโลกนี้จะเทียบเท่ากับสิบวันในห้วงมิตินั้น
หรือถ้าจะพูดอีกแบบก็คือ ผู้ผลิตสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดก็คือเจ้าของที่ ส่วนเธอคือเจ้าของนาที่เช่าพื้นที่แห่งนี้ ไม่รู้เพราะอะไร จู่ๆ เธอก็คิดถึงเรื่องของหยางไป๋เหลา [1] ขึ้นมา
แต่ที่รู้สึกว่าจะเอาเปรียบกันมากที่สุดก็คือ ในระหว่างการใช้งานห้วงมิติสัตว์ปีศาจ เธอจะต้องจ่ายค่าเช่าและค่าดูแลที่แพงหูฉีก แถมยังต้องคอยรับใช้บรรดาเหล่านกและสัตว์ปีศาจที่เปรียบเสมือนเจ้านายก็ไม่ปาน
ข้อหนึ่ง ต้องปัดกวาดทำความสะอาดมูลที่เจ้าพวกนี้ได้ถ่ายไว้ หมั่นเติมอาหารและน้ำให้ตรงเวลา และต้องระลึกอยู่เสมอว่าอาหารและน้ำอยู่กับทางผู้ให้เช่า ซึ่งเธอก็ต้องคอยรับมาจากเจ้าของที่อีกที
ข้อสอง คือการสังเกตอาการของสัตว์ปีศาจต่างๆ หากพบความผิดปกติต้องรีบรับมือ เช่น การเตรียมวัคซีน การฉีดยาหรือป้อนยาต่างๆ
นอกจากนี้หากต้องการจะอัพเกรดคุณภาพของห้วงมิติโดยการขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น จะต้องใช้สัตว์จำนวนที่เพิ่มขึ้นในการแลกเปลี่ยน
ดังนั้นหลิวเต้าเซียงจึงถูกใช้แกมบังคับให้กลายเป็นผู้เช่าของสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ด ส่วนผู้ควบคุมที่ชั่วร้ายก็คือเจ้าสัตว์ปีศาจนั่นแหละ สิ่งที่ทำให้เธอแทบสำลักเลือดก็คือเรื่องข้อบังคับ หากหนึ่งเดือนหลังจากนี้เธอไม่เริ่มทำงาน ห้วงมิติของสัตว์ปีศาจก็จะหายไป!
สัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดเองรู้ว่าตัวเองกินเก่งมากมันจึงหดตัวอยู่ในหลืบ มองดูหลิวเต้าเซียงที่กำลังจะเป็นบ้าอยู่อีกฟาก
“อันที่จริง ถึงแม้ว่านี่จะเป็นภารกิจแกมบังคับ แต่ว่าคุณลองคิดดูสิครับ ตอนนี้คุณอาศัยอยู่ในบ้านหญ้าฟาง สวมเสื้อผ้าขาดๆ ออกจากบ้านก็ต้องอาศัยการเดินเท้า กลับเข้าบ้านก็ต้องทำงานหนัก ไม่มีบ้านเรือนหรูหราให้เข้าออก ไม่มีคนใช้ที่คอยบริการ ไม่มีรถม้าสวยหรูที่ช่วยร่นระยะทางให้ ไม่มีหนุ่มหล่อที่คอยเรียกหาได้ตลอด การมีห้วงมิติสัตว์ปีศาจเช่นนี้จะทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้คุณจะกลายเป็นสาวโสดมีฐานะดีในราชวงศ์โจวแต่เพียงผู้เดียว ”
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดของสัตว์ปีศาจศูนย์ศูนย์เจ็ดนั้นมีความน่าดึงดูดมาก ทำให้เธอนึกถึงพนักงานขายประกันในยุคปัจจุบันที่พูดจาไหลรื่น ชนิดที่ถ้าคิดจะทำจริงแล้วก็ต้องพูดโน้มน้าวให้อีกฝ่ายยอมตกปากรับคำให้ได้
-----
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] หยางไป๋เหล่า (杨白劳)หมายถึง เรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องทำงานภายใต้การกดขี่ข่มเหงของเจ้าของที่ เป็นคำอุปมาว่า ตนเองเป็นผู้ที่ลงแรงทำงานมากมายแต่กลับไม่ได้อะไรตอบแทน ถูกกดขี่ให้เป็นแรงงาน
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3