“อีเวนต์วิ่งไทย” ติดท็อป 15 ของโลก จุดพลุท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดึงเงินต่างชาติเข้าประเทศ
การวิ่ง เป็นหนึ่งในกีฬามหาชนที่เป็นนิยมทั่วโลก สะท้อนจากตัวเลขนักวิ่งทั่วโลกที่มีราว 2 พันล้านคน โดยในปี 2565 ตามรายงาน 2022 Year in Sport ของ Trava ระบุจำนวนนักวิ่งประเภทมาราธอน (Marathon) เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564
โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีนักวิ่งที่ลงทะเบียนวิ่งระยะ 5 กิโลเมตร, 10 กิโลเมตร, 21 กิโลเมตร (Half marathon) และ 42 กิโลเมตร (Marathon) เพิ่มขึ้น 50%
สำหรับประเทศไทย มีตัวเลขนักวิ่งอยู่ที่ 20 ล้านคน (ข้อมูลจาก สสส.) ส่งผลที่ผ่านมาเกิดงานอีเวนต์วิ่งในไทย อาทิ บางแสน 21 งานวิ่งที่ได้รับมาตรฐานสูงสุด World Athletics Platinum Label จากสหพันธ์กรีฑาโลก เพียง 15 งานในโลก ดันไทยให้เป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดท่องเที่ยวเชิงกีฬา
ตลาดอีเวนต์วิ่งทะยานช่วงพีกใน 5 ปี
นายรัฐ จิโรจน์วณิชชากร นายกสมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ธุรกิจด้าน Sport Event Management ซึ่งเป็นผู้จัดงานวิ่ง บางแสน 21 เปิดเผย“การเงินธนาคาร” ว่า อุตสาหกรรมอีเวนต์วิ่งพีกสุดช่วงก่อนโควิดเมื่อปี 2562 โดยมีงานวิ่งรวม 2,500 งาน/ปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2 ด้าน ได้แก่
1. Direct Economic การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทางตรง
ผ่านการร่วมงานอีเวนต์วิ่งต่าง ๆ ในจำนวนนักวิ่งในไทย 20 ล้านคน มีนักวิ่ง 2 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% เข้าร่วมอีเวนต์วิ่ง เฉลี่ย 4 ทริป/คน/ปี ใช้เงินอย่างต่ำ 5,000 บาท/คน/ปี ส่งผลให้ตลาดอีเวนต์วิ่งมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท
2. Indirect Economic การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทางอ้อม
โดยห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวกับอีเวนต์วิ่งทั้งหมด จะได้รับปัจจัยบวก อาทิ งานวิ่งที่จัดขึ้นโซนต่างจังหวัด จะผลักดันให้ผู้ร่วมงานอีเวนต์และผู้ติดตาม ต้องพักโรงแรม ใช้จ่ายค่าเดินทาง และซื้อของจากแม่ค้าในท้องถิ่นนั้น ๆ รวมถึงการซื้อรองเท้าวิ่งใหม่ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศตามมา
“การลงอีเวนต์วิ่งพื้นที่ต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายจะมากกว่า 5,000 บาท/ครั้ง หากคิดเป็น 4 ทริปต่อปี ก็จะใช้เงินอยู่ราว 20,000 บาท/คน/ปี ส่วนรองเท้าวิ่งก็มีราคาเฉลี่ยตั้งแต่ 1,500-8,000 บาท
ซึ่งระยะหลังผู้บริโภคไม่ได้มองว่าการวิ่งมาราธอนเป็นเพียงการดูแลสุขภาพ แต่ยังสร้างกำลังใจ จากการค่อย ๆ ทลายขีดจำกัดของตนเอง เอาชนะใจตนเอง และประสบความสำเร็จเข้าเส้นชัย เป็นจุดเริ่มต้นทางใจที่ดี”
ทว่าคลื่นโควิดแช่แข็งการเติบโตของอีเวนต์วิ่ง จากข้อจำกัดการล็อกดาวน์ และการปิดสวนสาธารณะ เพื่อควบคุมการรวมกลุ่มประชากร ทำให้ในช่วงปี 2563-2564 มีอีเวนต์วิ่งเฉลี่ย 1,200 งาน/ปี ส่งผลให้มูลค่าตลาดหดตัว 50% เหลือ 5,000 ล้านบาท
โดยในปี 2565 ต่อเนื่องปี 2566 การจัดงานวิ่ง เริ่มทยอยฟื้นตัวกลับมา 20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด (ช่วงจัดอีเวนต์วิ่ง คือ ระหว่างเดือนสิงหาคม-มีนาคม) โดยมีงานเฉลี่ย 1,400-1,600 งาน/ปี หรือมีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท ฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ด้วยมู้ดการจับจ่ายชะลอตัวจากสัญญาณลบด้านเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ประเมินว่าจะกลับไปช่วงพีกที่มีมูลค่าตลาด 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี จากเทรนด์โลกหลังโควิดทำคนสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงอนาคตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ และอาจจะเหลือการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ทำให้มีเวลาว่างสำหรับงานอดิเรกมากขึ้น และการวิ่งจะเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างตรงนี้เพราะเป็นกีฬายอดนิยมของมหาชน
ดันอีเวนต์วิ่ง ซอฟต์พาวเวอร์ เจาะท่องเที่ยวเชิงกีฬา
เจาะลึกอีเวนต์วิ่งในไทย ถือว่ามีศักยภาพไปสู่ระดับโลกได้ สะท้อนจากการได้รับมาตรฐานงานวิ่งระดับโลก World Athletics จากสหพันธ์กรีฑาโลก ปี 2566 ทั่วโลกมีสนามฯที่ได้การรับรอง 256 งาน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับสูงสุด แพลตทินัม 15 งาน, โกลด์ (ทอง) 39 งาน, อีลิท (ม่วง) 72 งาน
และกรีน (เขียว) 130 งาน
ทั้งนี้ งานอีเวนต์วิ่งของบริษัทฯ สามารถคว้ามาตรฐานโลกถึง 3 ระดับด้วยกัน ดังนี้
- บางแสน21 - Platinum Label ระดับสูงสุด และเป็นงานเดียวของระยะฮาล์ฟมาราธอนที่ได้ระดับแพลตทินัม
- บางแสน42 - Elite Label
- บางแสน10 - Elite Label
“การคว้ามาตรฐานงานวิ่งระดับโลกได้ ส่งเสริมภาพลักษณ์อีเวนต์วิ่งไทยสู่ระดับโกลบอลมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้แก่วิ่งทั่วโลกให้มาที่ไทยได้ และอนาคตงานวิ่งในไทยมีโอกาสเทียบเท่ากับงานวิ่งระดับโลก เช่น โตเกียวมาราธอน, ลอนดอนมาราธอน, บอสตันมาราธอน และเบอร์ลินมาราธอน เป็นต้น”
อีกด้านหนึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ซึ่งเป็นตลาดใหม่ให้แก่ประเทศไทยได้ เนื่องจากการจัดงานวิ่งแต่ละครั้ง จะโชว์ให้เห็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองผ่านงานวิ่งได้ ตั้งแต่อุปกรณ์ตบแต่งภายในงาน อาหาร เครื่องดื่ม ถ้วยรางวัล ของที่ระลึก และการแสดงท้องถิ่นในงาน
“แม้ท่องเที่ยวเชิงกีฬาจะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่เมื่อรวมจำนวนนักวิ่งทั่วโลกที่มีหลักพันล้านคน ถือว่าตลาดกว้าง และปัจจุบันเทรนด์การวิ่งมีคนชนชั้นกลาง-บน ให้ความสนใจมากขึ้น จะเห็นได้จากซีอีโอบริษัทฯ ใหญ่ ๆ หรือระดับผู้จัดการมาวิ่งมากขึ้น และเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการวิ่งใช้เงินน้อย พักที่พักราคาย่อมเยา มาสู่การใช้จ่ายเงินกับการวิ่งมากขึ้น”
นายรัฐ กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB) เคยทำข้อมูล งานบางแสน21 มีผู้ร่วมงาน 1 หมื่นคน สร้างเม็ดเงิน 500 ล้านบาท/ครั้ง (วัดเฉพาะไดเรกอิมแพค) มีการเดินทางข้ามถิ่น 9,000 คน พร้อมผู้ติดตามเฉลี่ยอีก 2 คน สร้างเศรษฐกิจระดับ 500 ล้านบาท/ครั้ง ทว่าจุดสำคัญที่จะทำให้งานวิ่งไทยเดสติเนชั่นท่องเที่ยวเชิงกีฬา คือ
- ผู้จัดงาน โดยการจัดงานต้องได้รับมาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีเกณฑ์หลายด้านทั้งการแพทย์และความปลอดภัย
- เมือง ภาคท้องถิ่นที่เป็นสถานที่จัดงานต้องมีสาธารณูปโภคสะดวก ตั้งแต่การเดินทาง สนามบิน และโรงแรมที่พัก รวมถึงต้องอำนวยความสะดวกด้านการจัดงานรอบด้าน เช่น การปิดถนน 100% การติดตั้งไฟส่องสว่างตลอดทาง เพื่อความปลอดภัยของนักวิ่ง รวมถึงต้องสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่
“แม้เราประเมินว่า ตลาดอีเวนต์วิ่งจะกลับมาเท่าช่วงพีก 10,000 ล้านบาท ใน 5 ปี แต่หากมีการสนับสนุนจากภาครัฐเชื่อว่าจะกลับมาได้เร็วกว่าที่คาดการณ์”
สำหรับปีนี้ บริษัทฯ จัดงานวิ่งหลายงาน เจาะทาร์เก็ตทุกระดับ อาทิ งานวิ่งที่เขาเขียว เป็นแนว Fun Run ไม่มีการแข่งขัน ดึงดูดนักวิ่งหน้าใหม่ เน้นทำกิจกรรม จัดงานในเดือนสิงหาคม 2566 และมีนาคม 2567 เป็นระยะ 4 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร
อีกงาน คือ ประจวบคีรีรันบายทิปโก้ เน้นกลุ่มครอบครัว มี 3 ระยะวิ่ง ได้แก่ 5 กม. 10 กม. และ 21 กม.
นอกจากนี้ ยังมีงานหาดใหญ่ 21 นำโมเดล บางแสน 21 มาประยุกต์ใช้ เนื่องจาก บริษัทฯ มองเห็นศักยภาพในการสร้างแม็กเนต
สำหรับค่าสมัครงานอีเวนต์ของไมซ์ฯ มีระดับราคา ดังนี้ มาราธอน ระยะ 42 กม. ราคา 1,600 บาท, ฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21 กม. คาคา 1,600 บาท และระยะ 10 กม. ราคา 1,000 บาท
“เราสร้างเซกเมนต์ใหม่ในวงการ ค่าสมัครสูงกว่า แต่คนยังแย่งกัน ถ้าทำให้เห็นความคุ้มค่าผู้บริโภคยอมจ่าย ซึ่งก่อนเกิดโควิดงานเรามีนักวิ่งต่างชาติหลัก 1,000 คน ขณะนี้เหลือ 200-300 คน ส่วนใหญ่ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เรายังเข้าไม่ถึงนักวิ่งจีน 200 ล้านคน”
ดังนั้น บริษัทฯ ตั้งเป้าทำการตลาดกลุ่มคนต่างชาติ เช่น งานบางแสน21 อาจดึงนักวิ่งระดับท็อป 10 ของโลกมาเป็นเซเลป เพื่อวิ่งในงาน เป็นต้น หรือคาดหวังการตลาดแบบออแกนิก คือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์จีนกลับไปรีวิว สร้างการรับรู้และการบอกต่อ
“กลุ่ม Sport Tourism มีกำลังซื้อสูง ยิ่งเป็นชาวต่างชาติที่วิ่งในต่างประเทศ คือกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยเจาะมาก่อน จึงไม่ทราบว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อยู่ที่ใด และเดินทางอย่างไร ปี 2567 บริษัทฯ จะคุยกับกลุ่มทัวร์ ทำแผนจัดมาราธอนทริป เพื่อเจาะการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยเฉพาะ