ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายสื่อ ระหว่างลงพื้นที่ทำข่าวสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65
ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้องคดีตำรวจ คฝ. ทำร้ายนักข่าวระหว่างลงพื้นที่ทำข่าว เหตุสลายม็อบ APEC เมื่อปี 65 ชี้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาได้ ให้ศาลปกครองชั้นต้นเริ่มพิจารณาคดี
วันที่ 22 ก.พ. 2569 มีรายงานว่า มีคดีน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพการทำงานของสื่อมวลชนภาคสนาม ที่เกี่ยวพันกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ภายหลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ 17/2569 ตามคำร้องที่ 283/2567 ให้รับคดีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทำร้ายสื่อมวลชน ระหว่างลงพื้นที่ทำข่าวการสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” เมื่อปี พ.ศ. 2565
สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER ลงพื้นที่ไลฟ์สดการชุมนุมดังกล่าว ช่วงเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 แล้วถูกตำรวจ คฝ. ใช้โล่ผลักจนล้มระหว่างกำลังไลฟ์สดเหตุสลายการชุมนุม แม้จะแจ้งว่าเป็นสื่อมวลชน ก่อนจะใช้กระบองฟาดซ้ำและเตะซ้ำที่ลำตัวหลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บหลายจุด โดยตำรวจ คฝ. นายหนึ่งได้หยิบฉวยโทรศัพท์ที่ใช้ไลฟ์โยนลงพื้นกระทั่งหน้าจอแตก
นำไปสู่การฟ้องคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะต้นสังกัดของตำรวจ คฝ. ทั้งหมดต่อศาลปกครอง ให้มีคำพิพากษา 2 เรื่อง 1.ให้กำหนดคำบังคับในกรณีจะสลายการชุมนุมว่า ให้ตำรวจหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหากจะใช้กำลังก็ต้องยึดหลักพอสมควรแก่เหตุ โดยขั้นตอนต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และ 2.ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 5% นับแต่วันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
สำหรับคดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่ง “ไม่รับคดีนี้ไว้พิจารณา” เพราะเห็นว่าการสลายการชุมนุมกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในวันดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางกายภาพมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายปกครอง หรือกฎ/คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ประกอบกับมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินงานของตำรวจ คฝ. เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะเป็นการดำเนินการตาม ป.อาญา “คดีนี้จึงไม่อยู่ในอนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง” (คดีหมายเลขที่ 1910/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 2495/2566)
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดกลับเห็นต่าง และมีคำสั่ง “ให้รับคดีนี้ไว้พิจารณา” โดยให้เหตุผลว่า การที่ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้ศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาไปตาม “หลักทั่วไป” ที่ว่าศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง และเมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จะเห็นว่ามีเพียง 2 มาตราเท่านั้น ที่บัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง ได้แก่ มาตรา 21 (กรณีที่การชุมนุมสาธารณะไม่เป็นไปตามกฎหมาย สามารถขอให้ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ สั่งเลิกการชุมนุมนั้นได้) และมาตรา 25 (กรณีที่ผู้ชุมนุมมีการกระทำใดๆ ที่มีลักษณะรุนแรง เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะสามารถสั่งเลิกการชุมนุมนั้นได้ โดยผู้ชุมนุมสามารถยื่นคัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อศาลแพ่ง/ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ) “กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ..เป็นกรณีที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้” และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่รู้เหตุแห่งการฟ้องคดี จึงเป็นเหตุให้สามารถ “รับคดีนี้ไว้พิจารณา” ได้
สำหรับการสลายการชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” ของตำรวจ คฝ. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 นอกจากจะมีสื่อมวลชนอย่างน้อย 4 คนได้รับบาดเจ็บ (รวมถึงนักข่าวจาก The MATTER) ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า พฤติกรรมของตำรวจ คฝ. ดังกล่าว เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีคำสั่งที่ 414/2565 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาบทลงโทษหากมีตำรวจ คฝ. รายใดกระทำผิด แต่ภายหลังได้สั่งยุติเรื่อง โดยอ้างว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ในวันดังกล่าว เป็นไปโดยถูกต้องตามขั้นตอน ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว” ไม่มีใครต้องถูกลงโทษทางวินัย
และนอกจากคดีนี้ พฤติการณ์ของตำรวจ คฝ. ในเหตุการณ์วันดังกล่าว ยังถูกผู้ชุมนุมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 12.5 ล้านบาท