เปิ้ล ลูกสาว เด๋อ ดอกสะเดา แจงไทม์ไลน์ สาเหตุดึง ขวัญ มาช่วยดูแลพ่อ ยันไม่หวังสมบัติ-ทำร้ายครอบครัวพ่อ
เปิ้ล ณภทัร ลูกสาว เด๋อ ดอกสะเดา แจงไทม์ไลน์ละเอียด สาเหตุดึง ขวัญ อดีตแฟนพ่อ มาช่วยดูแลที่ศูนย์ ยันไม่มีใครหวังสมบัติ หรือคิดทำร้ายครอบครัวพ่อ
อย่างที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้เกิดกระแสดราม่าขึ้น หลังจากที่ทาง ปู กนกวรรณ ออกมาประกาศเลิกรากับสามีตลกดัง เด๋อ ดอกสะเดา เพราะรู้เรื่องโลกอีกใบที่ซ่อนไว้ 29 ปี กระทั่ง ขวัญ ออกมาเปิดเผยตัวตนผ่าน ไทยรัฐบันเทิง โดยยอมรับว่าเคยคบหากับ เด๋อ จริง แต่เลิกกันก่อนที่เด๋อจะไปคบกับปู และตอนนี้ตนก็มีลูกมีครอบครัวแล้ว ที่กลับมาดูแลเพราะสงสาร และอยากตอบแทนบุญคุณที่เด๋อเคยช่วยเหลือในอดีต ไม่มีความคิดเรื่องชู้สาวแต่อย่างใด
อ่านข่าวเพิ่มเติม : ปู กนกวรรณ ร่ำไห้ ยอมรับเลิก เด๋อ ดอกสะเดา จับได้ซุกโลกอีกใบนาน 29 ปี!
ทว่าเรื่องดราม่าก็ถูกโยงกลับไปที่ เปิ้ล ณภัทร ลูกสาวของ เด๋อ ดอกสะเดา ที่เกิดกับภรรยาคนแรก โดยเธอถูกมองว่าเข้าข้างพ่อ และเข้าข้างขวัญ ช่วยกันปิดบังเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งเธอก็ถูกคอมเมนต์โจมตีหนักมาก
ล่าสุดทีมข่าว ไทยรัฐบันเทิง มีโอกาสได้สัมภาษณ์ส่วนตัวกับเปิ้ล ณภัทร อีกครั้ง โดยรอบนี้เจ้าตัวได้เปิดเผยไทม์ไลน์ละเอียดยิบตั้งแต่เด๋อ ดอกสะเดา เริ่มมีอาการป่วย จนถึงวันที่ตัดสินใจดึง ขวัญ เข้ามาช่วยในการดูแลพ่อ คุณเปิ้ล เล่าว่า
“วันแรก 23 มี.ค. 2568 ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของคุณพ่อตอน 8 โมงเช้า ว่าคุณพ่อมีอาการลิ้นชา ๆ ขาไม่มีแรง ก็เลยถามว่าเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาก็บอกว่าเป็นเมื่อวาน 22 มี.ค. ตอนเย็น ๆ แต่ว่าเราเองขับรถไม่เป็นต้องรอสามี จนได้ไปรับคุณพ่อประมาณ 10 โมง พาเข้าโรงพยาบาลของรัฐ เราต้องเป็นคนเดินเรื่องเองทั้งหมด
พอตกเย็นภรรยาคุณพ่อถึงเข้ามาเยี่ยม ซึ่งคิดว่าพี่เขาคงไม่สะดวก อันไหนเราทำได้เราก็ทำ เพราะเขาก็คือพ่อเรา พี่เขามาเขาก็พูดว่า ป่วยเราก็ดูแลรักษากันไป เราก็ดีใจที่เขารักพ่อเรา
แต่พอช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งผู้จัดการเขารับงานไว้แล้ว คือคุณพ่อเขาเป็นคนที่ทำงานตลอด และไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะหาเงิน ถึงจะไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเมื่อก่อน และเขาก็อายุเยอะแล้ว แต่เขาก็ยังจะไปทำ
พอกลับมาวันรุ่งขึ้นภรรยาของพ่อก็โทรมาอีกว่าคุณพ่อมีอาการคล้ายเดิม เราก็ต้องรอสามีเพื่อมาขับรถพาพ่อไปโรงพยาบาล วันนั้นคุณหมอบอกว่า คุณพ่อลิ้นตกลงไปแล้ว มันอันตรายมากแล้วกับการหายใจ ต้องใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจ
จากนั้นพ่อก็ย้ายออกจากห้อง CCU มาอยู่ห้องธรรมดา ภรรยาคุณพ่อเขาก็มา พ่อก็เริ่มรู้สึกตัวก็จะให้ช่วยยกขาให้ มันก็คงจะหนักไปสำหรับเขา เขาบอกว่าพี่ไม่ไหวพี่เมื่อยมาก เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูทำเอง แต่ในระหว่างนั้นเรามาตลอดนะ มาเช้า มาเย็น แต่ถ้าตอนไหนเรามาไม่ได้ก็จะบอกภรรยาเขา รบกวนให้มาช่วงนี้ได้ไหม ซึ่งอันไหนเขาทำไม่ได้เราก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราทำเอง แค่นี้ก็ดีแล้ว
พี่เขาก็มาเยี่ยมมาอะไรตลอด แล้วมีวันหนึ่งภรรยาคุณพ่อก็คุยกับคุณพ่อเราก็นั่งฟัง เขาบอกว่า คุณเอาทองเอากรอบพระเลี่ยมทองของคุณไปหลอมแล้วขายเป็นเงิน ดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ จะได้เอาเงินมาเก็บไว้เป็นค่ารักษาตัวคุณ เราก็นั่งฟังไปไม่ได้อะไร ก็ผ่านไป ซึ่งเขาขายทองได้ 65,000 บาท ซึ่งเขาเอาไว้ใช้จ่าย เพราะเราจะไม่ก้าวล่วงเรื่องเงินครอบครัวเขา
พอทีนี้จะต้องกลับบ้าน เราก็ปรึกษาภรรยาพ่อว่าจะให้อยู่ศูนย์ฯ หรือกลับไปที่บ้าน ตอนแรกพี่เขาก็บอกว่าแล้วแต่เรา เพราะเรารู้ว่าพี่เขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งส่วนตัว แล้วพออีกวันหนึ่งพี่เขาก็โทรมาบอกให้พ่ออยู่บ้านดีกว่า เดี๋ยวเขาจะเหงา เราก็ต้องแล้วแต่เขา เพราะเราคนนอก มาทำหน้าที่ลูกสาว
พวกเตียง เครื่องออกซิเจน อุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้ป่วย ที่จำเป็นต้องใช้เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้าน เราก็เป็นคนจัดหาทั้งหมด แต่ก่อนจะซื้ออะไรเราจะถามภรรยาคุณพ่อก่อนทุกครั้ง เขาก็โอนเงินมาให้ตามบิลก็เท่ากับ 65,000 บาทที่เขาจ่ายไป
หลังจากย้ายกลับมาอยู่บ้านก็จ้างคนให้มาดูแล แต่เราก็เข้าไปดูแลพ่อด้วยตัวเองทุกวันเหมือนกัน ไม่เคยทิ้งพ่อเลย แต่พอผ่านไปเรื่อย ๆ ภรรยาคุณพ่อเขาคงเริ่มเหนื่อย หรืออาจจะไม่พอใจอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ พอเราเข้าไปเขาก็เริ่มไม่พูดกับเรา พูดน้อยลง เราเองก็อึดอัด แต่ก็ให้กียรติเขาตลอด ไม่เคยไปพูดถาม เพราะว่าเขาเป็นภรรยาคุณพ่อและเป็นผู้ใหญ่ที่เรานับถือ และเรารู้จักเขามานานแล้ว ก็เก็บไว้ในใจมาตลอดว่า
จนมาวันที่พ่อทำสายท่อพลาสติกสอดรูจมูกที่ให้อาหารหลุด เขาก็ไลน์มาบอกว่า พ่อดึงออก พี่ไม่ยุ่งไม่อยู่แล้วนะ เราก็ถามว่าเป็นอะไรคะ มีอะไรกันหรือเปล่า เขาก็บอกไม่เอาไม่ยุ่งไม่อยู่แล้ว ทีนี้เราโทรไปเขาก็ไม่รับสายแล้ว ทั้งภรรยาและลูกของพ่อ
จนมาวันที่ 20 กว่า ภรรยาพ่อเขาก็บอกว่า พี่จะไม่จ้างพี่เลี้ยงแล้วจะดูแลเอง ณภัทรรับผิดชอบแค่การทำอาหารก็พอ อันนี้ถือว่าเขาสั่งเรามาแล้ว เราก็เลยไม่ได้เข้าไปยุ่งทำหน้าที่แค่ทำอาหารเข้าไปส่งให้แค่นั้น
จนเขาไม่ไหว เขาเริ่มเหนื่อยมั้ง เขาเริ่มไม่ค่อยพูดกับเราแล้ว เขาบอกว่า พี่ไม่ไหวแล้ว ปวดตัวไปหมด ซึ่งเราก็บอกว่า ตอนนี้ยุ่งจริง ๆ เดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะเข้าไปช่วย
มาถึงวันที่เราพาพ่อไปหาหมอ ไปทำกายภาพ ตอนนั้นเราติดต่อกับน้องปรายมากกว่าแล้ว ไม่ได้คุยกับภรรยาคุณพ่อแล้ว คุยน้อยลง เพราะเวลาเราไป เขาไม่พูดกับเรา แจ้งอะไรไปเขาก็เดินหนี
พอเป็นแบบนี้ก็เลยลองค้นหาศูนย์ฯ พอเจอก็เลยบอกภรรยาพ่อว่า อย่างนั้นเดี๋ยวให้พ่อไปอยู่ศูนย์ฯ ดีกว่า แล้วก็ไม่ได้มีการคุยอะไรกัน เพียงแค่เรารายงานว่าไปอยู่ศูนย์ฯ พี่เขาก็จะมาอาทิตย์ละครั้งทุกวันพุธ ครั้งนึงมา 20-30 นาที เราเห็นแล้วก็สงสารพ่อ มันไม่มีใครเลย จริง ๆ มันควรมีคนอยู่กับเขาตลอดเวลา เพราะว่าเป็นห้องเดี่ยว มันจะไม่มีใคร เจ้าหน้าที่จะเข้ามาให้ข้าว เปลี่ยนแพมเพิส ทุก 2 ชั่วโมง แต่ระหว่างนั้นมันไม่มีใครไม่ได้ มันต้องมีญาติ และญาติคนนั้นคงต้องเป็นเราคนเดียวแล้วตอนนี้ เพราะไม่มีใครมาช่วยเราตรงนี้ อาทิตย์ละวัน วันละไม่กี่นาทีมันไม่น่าจะได้ เราก็เออไม่เป็นไรเราก็ทำไปก็พ่อเรา
และอีกอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่พ่ออยู่ศูนย์ฯ มันตกแล้วทั้งหมดประมาณ 43,000-45,000 ทางภรรยาคุณพ่อเคยเสนอว่า จะให้เราเดือนละ 10,000 แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามาอยู่ศูนย์ เขาคิดว่าอยู่ที่บ้านญาติ เขาก็โอนมาเดือนแรก พอเดือนที่ 2 เขาก็ไม่ได้โอน เราเลยส่งข้อความไปว่า วันที่เท่านี้ เดือนนี้ 10,000 บาท ภรรยาพ่อก็บอกว่า ตกลงไว้ว่าถ้าอยู่บ้านญาติเขาจะให้ แต่ถ้าอยู่ศูนย์อะไรแบบนี้ แล้วเขาก็เงียบไป
จากนั้นเขาก็มาที่ศูนย์มาโวยใส่เราว่า ทำไมไม่ตอบไลน์ เราก็บอกไปว่าไม่สะดวก เพราะไม่ว่างเลย พี่ก็เห็น และเขาก็พูดกับพ่อว่า “คุณอยู่กับลูกคุณเถอะ อยู่กับปูจะแย่อยู่กับลูกดีแล้ว เลือดต้องข้นกว่าน้ำ” เราก็เอ๊ะ หมายความว่ายังไง เขาจะไม่มาดูแลพ่อเราแล้วหรือเปล่า อาทิตย์หนึ่งเขามาวันเดียว ครั้งละ 20 นาที เราก็คิดว่าพ่อจะโดดเดี่ยวหรือเปล่า เราก็ต้องหาคนที่จะมาอยู่กับพ่อได้ตลอดเวลา
เหตุผลที่เราให้พี่ขวัญมาดูแลพ่อ เพราะวันแรกที่พี่ขวัญไปเจอพ่อที่โรงพยาบาล เท้าพ่อดูไม่ได้เลย และพอวันที่พี่ขวัญมาช่วยดูแลพ่อให้ เท้าพ่อสะอาดทุกอย่าง เรามาคิดเรื่องชู้สาวไม่ได้อยู่แล้ว และมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะเขาติดเตียง เงินที่จะไปดูแลเขามันก็ไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับเรา ถึงบอกว่าการที่คุณจะคิดเอาเรื่องผู้หญิงที่เจอกันเพียงวันเดียว มาพูดแบบนี้ น่าจะสงสารพ่อให้มากหน่อย ดูรุนแรงเกินไป แต่เราควรจะคุยกัน พี่ไม่ได้ไปก้าวล่วงอะไรเลย ซึ่งเราไม่ได้พยายามจะติดต่อเขาด้วย เพราะรู้นิสัยว่า ถ้าเขาไม่คุยด้วย คุณก็ไม่ต้องไปคุยกับเขา เป็นมาแบบนี้ตลอด”
เมื่อนักข่าวถามเปิ้ล ณภัทร ว่า เสียใจไหมกับข่าวดราม่าที่ออกมา พูดก็โดนว่า ไม่พูดก็โดนว่า เปิ้ล บอกว่า “เสียใจมันก็ต้องมี มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราอ่านคนที่ด่าตลอด แต่ก็พยายามคิดว่าเขาไม่รู้ความจริง เขาไม่ได้มาเป็นเรา ไม่ได้ประสบเรื่องแบบนี้กับเรา เขาไม่รู้จริง ๆ เราก็ทำใจได้ เราพูดความจริงหมดแล้ว ถ้ามีการก้าวล่วงเราอีกในพื้นที่ส่วนตัว ก็ต้องขอโทษด้วยถ้ามีการดำเนินคดี ถ้าคุณรู้จักเรา คุณจะไม่พูดแบบนี้เลย เรามีหน้าที่เดียวตอนนี้คือดูแลคุณพ่ออย่างที่สุด”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปู กนกวรรณ ปล่อยโฮ เด๋อ ดอกสะเดา ซ่อนโลกอีกใบไว้ 29 ปี ถามเจ็บ คู่ชีวิตหรือม้าใช้
- ด่วน! เด๋อ ดอกสะเดา มีอาการตัวเกร็ง-ตาค้าง ลูกสาวเร่งนำตัวส่งรพ.
- เปิ้ล ณภัทร ลูกสาว เด๋อ ดอกสะเดา พา คุณขวัญ แจงความจริง ปมดราม่าโลกอีกใบของตลกดัง
อ้างอิงจาก : ไทยรัฐบันเทิง