โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

โลกสองใบในพรรคส้ม ‘ปิยบุตร’ กับ ‘สายโปรอเมริกา’

แนวหน้า

เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 17.00 น.

สงครามในตะวันออกกลางที่มหาอำนาจเปิดฉากถล่มอิหร่าน คือเครื่องมือคัดกรองจุดยืนนักการเมืองไทยได้ชัดเจนที่สุด เมื่ออธิปไตยของชาติอื่นถูกย่ำยี ทัศนคติของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็น “ฝ่ายก้าวหน้า” กลับมีท่าทีเลือกปฏิบัติปรากฏออกมาให้เห็น

ในวันที่คนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียเพราะปฏิบัติการที่ผิดกฎหมายสากล ท่าทีของกลุ่มที่เคยอ้างสิทธิมนุษยชน ยิ่งเป็นมูลเหตุให้ต้องตั้งคำถามว่า “ความเป็นคน” ในสายตาของนักการเมืองกลุ่มนี้ ถูกให้ค่าตามทิศทางของขั้วอำนาจโลกหรือไม่

จังหวะที่สถานการณ์โลกกำลังเดือด การเดินจากไปของแกนนำในช่วงที่พรรคถูกวิจารณ์เรื่องจุดยืน ย่อมทำให้ถูกตั้งคำถามว่า พรรคกำลังโอนอ่อนไปตามสายอเมริกา จนสูญเสียตัวตนของตัวเอง

ความคลุมเครือดังกล่าว ยิ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” พิธาที่เรียนจบจากสหรัฐฯ เคยแสดงท่าทีดุดันในการประณามรัสเซียทันทีในสงครามยูเครน โดยหยิบยกกฎหมายระหว่างประเทศมาอ้างเพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานตะวันตก

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนมาเป็นมหาอำนาจตะวันตกใช้ความรุนแรง ทัศนะของพิธากลับดูสงวนตัวต่อความสูญเสียในตะวันออกกลาง หลักการสากลที่เคยประกาศจึงถูกนำมาเปรียบเทียบว่า มีมาตรฐานที่แปรเปลี่ยนไปตามขั้วอำนาจหรือไม่

ขณะที่ธนาธร ในปี 2566 ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองสายโปรอเมริกาชัดเจนขึ้น จากการโพสต์ข้อความภาษาอังกฤษประกาศยืนเคียงข้างชาวอิหร่านที่ลุกขึ้นต่อสู้กับ “เผด็จการในบ้านเกิดของตน”

เขาระบุว่า “เรากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกันในประเทศไทย” พร้อมเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อในแคมเปญ #IranSolidarity ของ Freedom House ผ่านเว็บไซต์ Change.org

การสื่อสารในลักษณะนี้ เท่ากับนำประเด็นการเมืองไทยไปผูกโยงกับรายงานและแคมเปญขององค์กรต่างประเทศที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ

การเลือกยืนข้างขบวนการที่ถูกสนับสนุนในกรอบวาทกรรมเสรีนิยมตะวันตก พร้อมชี้เป้าว่าไทยเผชิญ “ศัตรูแบบเดียวกัน” จึงตอกย้ำภาพการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับทิศทางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ มากกว่าการวางตัวเป็นกลางบนหลักความเป็นธรรมที่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือท่าทีของ สส. กว่า 100 คน ที่ปกติขยันโพสต์แสดงความเห็นแทบทุกประเด็นทางการเมือง แต่ในวิกฤตที่สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ พื้นที่โซเชียลของบรรดา สส. กลับนิ่งสนิทอย่างผิดสังเกต

ความเงียบพร้อมกันเช่นนี้ ทำให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกย้อนถาม ว่าเป็นหลักการที่ใช้กับทุกฝ่าย หรือใช้เฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวถึงเป็นอีกขั้วหนึ่ง

ร่องรอยของความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในจึงเริ่มปรากฏชัด เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์ข้อความว่า

“พรรคการเมือง และนักการเมือง ในฐานะปัจเจก ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ควรต้องแสดงความเห็นตามจิตสำนึกต่อการกระทำป่าเถื่อน ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ได้ มิใช่หรือ???”

ถ้อยคำนี้ระบุชัดถึง “การกระทำป่าเถื่อน” ของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนหรือไม่

แต่แทนที่จะมีถ้อยคำในทิศทางเดียวกัน พรรคประชาชนกลับออกแถลงการณ์ 3 ข้อที่เน้นเรื่องราคาพลังงานและการอพยพคน ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว โดยไม่กล่าวถึงการละเมิดอธิปไตยและการใช้กำลังของมหาอำนาจ

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อน “โลกสองใบ” ที่ดำรงอยู่ในพรรคเดียวกัน ใบหนึ่งคือโลกที่อ้างกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างแข็งขันในบางกรณี แต่อีกใบคือโลกที่ไม่หยิบหลักการเดียวกันขึ้นมาใช้เมื่อผู้ถูกตั้งคำถามคือมหาอำนาจสหรัฐฯ

และเพียงข้ามคืนหลังจากแถลงการณ์นั้นถูกเผยแพร่ ปิยบุตรก็โพสต์ “โบกมือลา” ตัดพันธะกับพรรคทันที

ลำดับเหตุการณ์นี้ทำให้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ถูกมองเห็นชัดขึ้น เมื่อพรรคยอมลดทอนจุดยืนเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสายอเมริกา จนไม่เหลือพื้นที่ให้คนที่ต้องการเห็นการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม

นักการเมืองที่มักนำเสนอทัศนะเชิงลบต่อประเทศตนเอง แต่กลับสงวนท่าทีต่อมหาอำนาจที่คุกคามโลก คือความลักลั่นที่สังคมเริ่มจับสังเกตได้ วาทกรรม “สิทธิมนุษยชน” ในปากนักการเมืองสายส้มจึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เท่านั้น

พฤติกรรมของพรรคส้มในวันนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีสภาพไม่ต่างจากร่างทรงมหาอำนาจสหรัฐฯ ที่ไร้จุดยืนอิสระ ภาพลักษณ์ที่สร้างไว้ถูกลดทอนลงด้วยความนิ่งเฉยต่อการละเมิดกฎหมายสากล และท่าทีที่เงียบขรึมอย่างพร้อมเพรียงของบรรดา สส.

นี่คือบทเรียนสำคัญของการเป็นนักการเมืองที่ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสายอเมริกามากกว่าความสม่ำเสมอของหลักการ ตราบใดที่ยังไม่สามารถวิพากษ์ความผิดอย่างเท่าเทียมได้ พรรคย่อมยากจะสร้างความเชื่อมั่นในฐานะผู้ปกป้องความยุติธรรมสากล

การตัดสินใจของปิยบุตรสะท้อนว่า ความถูกต้องไม่ได้วัดกันที่การประดิษฐ์วาทกรรมในแถลงการณ์ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ามหาอำนาจคนนั้นจะเป็นอเมริกาก็ตาม

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...