โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บล.บัวหลวงประเมิน GDPปีนี้โต1.8%

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

บล.บัวหลวง ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่ประเมินไว้ 2.4% รับผลภาษีทรัมป์และทั้งงบกระตุ้นมีงบจำกัด อีกทั้งหนี้สาธารณะสูง ลุ้นท่องเที่ยวและเงินลงทุนต่างชาติหนุน เชื่อดีมานด์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกสูงต่อเนื่อง พยุงเศรษฐกิจอีกทาง มองดัชนีหุ้นไทยแตะระดับ 1,500 จุด และมีโอกาสที่จะไป 1,570- 1,600 จุด

นางสาววัชราภรณ์ กันทะพะเยา นักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยว่า มา ปีนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 1.8% ชะลอตัวจากปี 2568 ที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ระดับ 2.4% ผลจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ งบประมาณและโครงสร้างรายได้ของรัฐที่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ดี ภาพของการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะไม่เห็นแล้ว เพราะมีข้อจำกัดทางการเงิน เพราะคนละครึ่งพลัสเฟสแรกใช้ไปแล้ว และหลังการเลือกตั้งคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เกิดขึ้นแน่ แต่จะมีวงเงินจำกัด เพียง 40,0000 ล้านบาท ดังนั้น ด้วยข้อจำกัดทางการเงินจะกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.1-0.2% เท่านั้น

ขณะที่โครงสร้างหนี้สาธารณะที่เคยอยู่ระดับ 41.8% ปัจจุบันขยับขึ้นไป 66.1% ของ GDP แล้ว ดังนั้น

เราจะไม่เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้างและการใช้เงินปริมาณมากอีกแล้ว

รายได้ภาครัฐที่ลดลง จากเดิมเก็บได้ 16% ปัจจุบันเหลือเพียง 15% เทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ที่จัดเก็บรายได้ถึง 25 % ของ GDP ซึ่งตัวเลข 1% ที่ลดลงถือว่าสูงมากเพราะคิดเป็นเม็ดเงิน 3-4 แสนล้านบาท

เพราะโครงสร้างภาษีที่ไทยเก็บแบบนี้ หลังโควิดระบาดทำให้การจัดเก็บไม่ได้ดังเป้า เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลต่อให้ยากต่อการปรับขึ้นไปเก็บVATหรือภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% เพราะVAT มีสัดส่วนถึง 30.8% ของรายได้ภาษีรวม และเชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกพอควรกว่าจะจัดเก็บได้ที่ 10%

นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากสถิติพบว่า คนที่ต้องจ่ายภาษีถึง 11 ล้านคน แต่พบว่าจ่ายจริงเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น เพราะรายได้จากเก็บภาษีบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 14.1% ส่วนหนึ่งเพราะมีแรงงานนอกระบบอยู่จำนวนมาก ขณะที่ภาษีบุคคลธรรมดามีถึง 26.6% ซึ่งส่วนนี้หลังจากการระบาดของโควิด-19 สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้ รัฐผลพวงจากการที่เมืองไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้รัฐมีภาระจ่ายด้านสวัสดิการสูงมากที่ 90% ของรายได้ที่จัดเก็บได้ และคิดเป็นรายจ่ายประจำถึง 70% มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐต้องปฎิรูปโครงสร้างรายได้และรายจ่ายให้สมดุล

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ นั่นคือการท่องเที่ยว ที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ปีนี้เริ่มเห็นการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และการลงทุนภาคเอกชนที่มาจากต่างประเทศ

ปัจจัยที่มีผลดีคือเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพราะจากตัวเลข BOI เมื่อต้นปี 68 พบว่ามีเงินลงทุนที่จะเข้าในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และดาต้า เซ็นเตอร์ คาดว่าปีนี้เม็ดเงินน่าจะไหลเข้ามา ซึ่งปีแรกจะเข้ามา 50% และปีที่สอง 30% ปีที่สาม 20% ซึ่งเม็ดเงินลงทุนนี้จะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจปีนี้และยาวไปถึงปี 70

นางสาววัชราภรณ์กล่าวอีกว่า แม้การส่งออกจะกดดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เพราะรับผลจากภาษีทรัมป์ ซึ่ง มาตรการ 323 ส่งผลต่ออุตสาหกรรม เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ 11.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย แต่เชื่อว่าระหว่างทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยบวกที่จะช่วยพยุงการส่งออก อย่าง HDD IC และ PCE หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ดีมานด์ในตลาดโลกยังสูงต่อเนื่อง 19.2% ของการส่งออกทั้งหมด

“ สำหรับการส่งออก ยังมีตลาดใหม่ที่ต้องพบ FTA และดีล G TO G รัฐควรต้องหาตลาดใหม่ อย่างอินเดีย มากกว่าจะไปพึ่งพิงตลาดสหรัฐเป็นหลัก ”นางสาววัชราภรณ์กล่าว

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง กล่าวว่า ในเดือน ก.พ. กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยคิดเป็น 6-8% ของมูลค่าการซื้อขายรวม คิดเป็น 5.4 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เข้ามาเพียง 2 % ซี่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นระดับการซื้อสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากราคาหุ้นไทยถูกมาก ต่างชาติจะกลับมาในตลาดทุนไทย เพราะ ถือว่าหุ้นไทยช่วงนี้ถูกสุดในรอบ 16 ปี คิดเป็นส่วนลดถึง 30% เป็นปัจจัยที่ทำให้เม็ดเงินต่างช่าติไหลเข้ามาสูงมาก ซึ่งการเร่งตัวขึ้นในช่วงต้นปีนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกเพราะมีแรงหนุนจากความชัดเจนทางการเมือง หลังจากก่อนหน้าที่การเมืองไทยยังไม่ชัดเจนกดดันตลาดหุ้นไทยมาอย่างยาวนาน

สำหรับดัชนีหุ้นไทยปีนี้ไปแตะที่ระดับ 1,500 จุด และมีโอกาสที่จะไป1,570- 1,600 จุด แต่ก็มีปัจจัยที่ยังมองว่ามีผลทำให้ดัชนีขยับไม่มากคือนโยบายภาษีทรัมป์ สงครามการค้าระหว่างอิหร่านและสหรัฐ และการเมืองในประเทศ หาก 3 ปัจจัยคลี่คลายจะหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยสดใสได้ ขณะที่การปรับพอร์ตนั้น ให้เน้นไปที่หุ้นกลุ่ม โรงไฟฟ้า ICT รวมทั้งหุ้นที่อิงนโยบายรัฐ และหุ้นปันผลยังเก็บเข้าพอร์ตได้ ส่วนครึ่งปีหลังหุ้นกลุ่มปิโตรฯ จะสดใสได้

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...