‘รักชาติ’ ยื่น ‘ยูเนสโก’ สอบกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลก’พิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย’ หวั่นทับซ้อนไทย
เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ พร้อมคณะ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผอ.พรรค นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค ยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยกรใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เป็น 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามนำเสนอวัฒนธรรมที่มีรากฐานชัดเจนจากประเทศไทย เพื่อให้เป็นของประเทศตนเอง
นายฐิติพัฒณ์ กล่าวถึงจุ ดประสงค์ของการมายื่นหนังสือ ระบุว่า พรรครักชาติ มายื่นหนังสือต่อ ยูเนสโก ต่อกรณีที่ประเทศกัมพูชา มีการเคลมและแอบอ้าง ไม่ว่าจะเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม รวมทั้งการแต่งกาย ที่มีความคล้ายคลึงต่อชาติของบ้านเรา จึงอยากเรียกร้อง ไปยังยูเนสโก ให้มีการตรวจสอบอย่างรัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศเรา เกิดความสับสนในเวทีระดับนานาชาติ โดยพรรครักชาติเรียกร้องให้ตรวจสอบในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ว่ามีการทับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องหรือไม่ ที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งเรื่องของมรดกทางชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนในอดีตเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้
ด้านนายชัยพร โฆษกพรรค กล่าวว่า พวกเราเคารพเพื่อนบ้านของเรา แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต้องมีความชัดเจนและตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐาน เราหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศจะเข้าใจ ว่านี่คือเรื่องของความยุติธรรมและการปกป้องอัตลักษณ์ของประชาชนชาวไทย
ขณะที่นายฐิติพันธุ์ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า กัมพูชาได้พยายามกล่าวอ้างในหลาย ๆ สิ่งที่เป็นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของเรา เทศกาลต่าง ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า ไปจนถึง เรื่องเล่าพื้นบ้าน และดนตรี เราไม่สามารถยืนอยู่ในฝั่งตั้งรับได้อีกต่อไปแล้ว แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุก นั่นคือสาเหตุที่พวกเราพยายามขอให้ ยูเนสโก ช่วยเหลือเราในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับใจความสำคัญของหนังสือ ระบุว่า ตามที่กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงานดั้งเดิม ซึ่งมีการใช้เครื่องแต่งกายและงานประณีตศิลป์ ที่มีลักษณะซ้อนทับกับวัฒนธรรมไทยนั้น ทางพรรครักชาติเห็นว่าอาจสร้างความสับสนต่อชาวโลกในเรื่อง ที่มาทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้จดทะเบียนเป็นมรดกชาติไว้แล้วนั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงงานฝีมือและการสืบทอดที่ชัดเจน พรรครักชาติจึงมองว่าการปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียน โดยขาดการระบุบริบทที่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรมของไทย
โดย พรรครักชาติ ขอเรียกร้องให้ UNESCO ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการเคลมวัฒนธรรมของกัมพูชา และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประเทศไทย พรรครักชาติได้เสนอ ให้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 1.ยกระดับการตรวจสอบทางวิชาการ : ขอให้ UNESCO ใช้กลไกตรวจสอบหลักฐานประวัติศาสตร์อย่างเข้มงวด ในกรณีที่วัฒนธรรมมีความคาบเกี่ยวกันระหว่างพรมแดน 2.เปิดการเจรจาระหว่างประเทศ : สนับสนุนให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดเผยระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อให้การนำเสนอวัฒนธรรมสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน และ 3. ชูอัตลักษณ์ที่แตกต่าง : ขอให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับความแตกต่างของอัตลักษณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เหมาเข่งรวมเป็นวัฒนธรรมเดียวกันจนทำลายรากเหง้าดั้งเดิมของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ในหนังสือขอเรียกร้องทั้ง 2 ภาษายังระบุด้วยว่า ศิลปิน นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมของไทย พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการหารือเหล่านี้ มรดกของประเทศไทยสะท้อนถึงฝีมือช่าง สัญลักษณ์ และความต่อเนื่องที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ และเรามุ่งมั่นที่จะแบ่งปันสิ่งนี้ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ มรดกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่บรรจุไว้ซึ่งความทรงจำ อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรี ดังนั้นเราจึงขอความเข้าใจจากประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้แน่ใจว่า ประเพณีทางวัฒนธรรมของประเทศไทยจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของทีมพรรครักชาติ ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากประเทศไทย ว่าจะไม่ทนต่อพฤติกรรมละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมของกัมพูชาอีกต่อไป และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา "สมบัติชาติ" ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป.