The Giving Tree หนังสือเด็กวิญญาณผู้ใหญ่ที่มีการถกเถียงมากที่สุดเล่มหนึ่ง
บนชั้นวางในร้านหนังสือมีหนังสือเล่มบางปกแข็งสีเขียววางไว้ กับชื่อเรื่องที่เขียนไว้ว่า The Giving Tree ปกหน้าเป็นรูปลายเส้นของต้นไม้ที่กำลังโน้มกิ่งลงมาพร้อมกับผลแอปเปิล และมีเด็กอยู่ข้างๆ กำลังยืนรอรับแอปเปิลลูกนั้น ในทางกลับกันปกหลังเป็นรูปถ่ายขาวดำชายคนหนึ่งที่มีศีรษะล้านและหนวดเคราเฟิ้ม แสยะฟันพร้อมกับแววตาที่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก คนนี้มีชื่อว่า เชล ซิลเวอร์สไตน์ (Shel Silverstein) และเขาเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ที่ถูกจัดไว้ว่าเป็นหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนังสือที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดเล่มหนึ่ง
The Giving Tree มีจำนวนทั้งหมด 50 - 64 หน้า เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับเด็กชายคนหนึ่งที่เติบโตมาด้วยกัน เนื้อเรื่องของ The Giving Tree ไม่มีอะไรหวือหวาหรือซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นเพียงเหตุการณ์ของแต่ละช่วงวัยของเด็กหนุ่มตั้งแต่เล็กจนแก่เฒ่าที่เขาจะเดินเข้ามาเรียกร้องอะไรบางอย่างจากต้นไม้ต้นนี้เสมอ และด้วยความรักที่มีต่อเด็กชายคนนี้ ต้นไม้จึงมอบในสิ่งที่เขาต้องการจนตัวเองไม่มีอะไรเหลือเลย
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1964 โดยซิลเวอร์สไตน์ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์นานถึง 4 ปี สำนักพิมพ์ Simon & Schuster ให้เหตุผลว่าหนังสือนั้น “ดูเศร้าเกินไปสำหรับเด็ก และดูง่ายเกินไปสำหรับผู้ใหญ่” จนกระทั้ง เออร์ซูลาร์ นอร์ดสตรอม (Ursula Nordstrom) บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Harper & Row (ปัจจุบันคือ HarperCollins) เห็นว่าหนังสือมีแววไปได้ไกล
The Giving Tree ตีพิมพ์ล็อตแรกด้วยจำนวน 5,000 - 7,000 เล่ม โดยหนังสือจัดอยู่ในเรตสำหรับเด็กวัย 2 ขวบขึ้นไป ณ เวลานั้นไม่มีใครคิดเลยว่า ซิลเวอร์สไตน์ จะกลายเป็นบุคคลสำคัญในวงการอุตสาหกรรมหนังสือเด็ก และจากนั้นถึงวันนี้หนังสือเด็กที่ดูแสนเรียบง่าย สำแดงความไม่ธรรมดาด้วยจำนวนยอดขายกว่า 14.5 ล้านเล่ม เมื่อปี 2024
เชล ซิลเวอร์สไตน์ กับไลฟ์สไตล์ชีวิตสุดติสต์
ซิลเวอร์สไตน์ เคยเขียนการ์ตูนสำหรับเด็กมาประมาณสองเล่มก่อนที่จะถึง The Giving Tree เขาให้สัมภาษณ์กับ Publisher’s Weekly ในปี 1975 กับคำถามว่ามีผลงานเล่มไหนบ้างที่เป็นเล่มโปรด โดยเขาให้ตอบว่า “ผมชอบ Uncle Shelby's ABZ, A Giraffe and a Half และ Lafcadio, The Lion Who Shot Back ผมว่าผมชอบเล่มนี้สุดนะ”
จะสังเกตเห็นว่าไม่มี The Giving Tree อยู่ในนั้น แม้ว่าจะเป็นหนังสือที่ทำให้เขามีชื่อเสียงก็ตาม เขาให้ความเห็นเพียงแค่ว่า “สิ่งที่ผมทำมันดีนะ ไม่งั้นผมคงไม่ปล่อยมันออกมาถ้าคิดว่ามันไม่ดี” ซิลเวอร์สไตน์ แน่นอนว่าต้องภูมิใจกับผลงานของเขา แต่บางทีเขาเองก็ดูไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนักเกี่ยวกับการทำหนังสือเด็ก
อันที่จริง เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาวาดหนังสือการ์ตูนให้เด็กอ่านด้วยซ้ำ หลังจากจบจาก Chicago Academy of Fine Arts เขาค่อยๆ เร่ส่งงานวาดให้กับนิตยสารอื่นๆ จนกระทั่งได้เป็นหนึ่งในนักวาดการ์ตูนอาชีพสำหรับผู้ใหญ่อ่านให้กับนิตยสาร Playboy โดยพื้นฐานแล้วเขาไม่ได้สนใจวรรณกรรมเด็กเหมือนที่นักเขียนการ์ตูนเด็กคนอื่นๆ ในแต่ละวันเขาชอบสวมเสื้อกับกางเกงยีนส์ขาดๆ พร้อมกับเดินบนถนนด้วยเท้าเปล่า เสพบทกวี และดนตรี ซึ่งตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงในด้านการแต่งเพลงอีกด้วย เขาเคยแต่งเพลงให้ จอห์นนี แคช (Johnny Cash) อย่างเพลง ‘A Boy Named Sue’ และมีเพลงเป็นของตัวเองถึง 800 เพลง ชีวิตของซิลเวอร์สไตน์เหมือนศิลปินที่คนชอบเหมารวม เขาอาศัยอยู่ในเรือบ้านที่มีชื่อว่า ‘Evil Eye’ ข้าวของกระจัดกระจาย ขีดเขียนการ์ตูน เล่นดนตรี และอ่านกวี เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนอื่นเรียกว่า วิถีแบบโบฮีเมียน (Bohemian Style)
จุดหันเหของ ซิลเวอร์สไตน์ สู่การทำหนังสือเด็กไม่มีอะไรนอกจาก โทมิ อันเกเรอร์ (Tomi Ungerer) เพื่อนของเขาที่วาดการ์ตูนเด็กอยู่แล้ว ชักชวนให้เขารู้จักกับ เออร์ซูลา นอร์ดสตรอม แม้ทีแรกเขาจะปฏิเสธอย่างหนักแน่น เพราะวิธีการเล่าเรื่องของ ซิลเวอร์สไตน์ ค่อนข้างเสียดสีและกระแนะกระแหนเกินกว่าจะมาอยู่ในหนังสือเด็กได้ แต่อันเกเรอร์ สัมผัสได้ว่าเขามีศักยภาพและน่าสนใจเกินกว่าที่ตัว ซิลเวอร์สไตน์ จะรู้ตัวเอง นอร์ดสตรอม คุยกับเขาว่าเขาไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับเด็กอะไรทั้งนั้น และสามารถสื่อความอะไรก็ได้ในแบบที่เขาต้องการ แบบตัวเขาในแบบที่เคยเป็น ซึ่งนำไปสู่หนังสือเด็กที่เป็นมากกว่าหนังสือเด็กในเวลาต่อมา
The Giving Tree หนังสือเด็กที่มีคนถกเถียงกันมากที่สุด
บน Goodreads มีคนให้คะแนนทั้งหมด 4 ดาวเกือบครึ่งจาก 5 ดาว นับว่าเป็นตัวเลขที่หาได้ยากนักบนแพลตฟอร์มนักอ่าน อย่างไรก็ตามบนช่องรีวิวความเห็นมีตั้งแต่ 1 ดาวจนถึง 5 ดาวที่มีคนกดถูกใจจนกลายเป็นความเห็นยอดนิยม
“ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะรู้สึกยังไงกับหนังสือเล่มนี้ ถึงคุณยังไม่เคยอ่านมันเลยก็เถอะ แต่คุณอาจรู้เรื่องย่อของเรื่องนี้ดี ต้นไม้รักเด็กชายคนหนึ่งและก็ให้ทุกส่วนที่เป็นตัวเองให้กับเด็กคนนั้นเพื่อที่เขาจะได้มีความสุข ในอีกมุมหนึ่ง เนื้อเรื่องอาจพูดถึงการมุ่งสู่ความรักแบบอากาเป้ (Agape - รักแบบไม่มีเงื่อนไข) รักที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน รักที่ให้ได้ทุกๆ อย่าง แต่ในอีกมุมหนึ่งเรื่องนี้อาจพูดถึงการพึ่งพาอาศัยกันที่แสนจะน่ากลัวและน่าสาปส่ง หลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่ามันเป็นแบบไหนกันแน่” ความเห็นจาก Patrick ที่ให้คะแนนหนังสือเล่มนี้ไป 5 ดาวเต็ม พร้อมกับคนเห็นด้วย 1,180 คน
อีกความเห็นหนึ่งกล่าวว่า:
“หนังสือเล่มนี้กวนใจผมอยู่ลึกๆ เพราะมันเชิดชูการเสียสละที่เป็นทั้งการทำลายตัวเองและการสงสารตัวเอง เป็นความรักที่สูงส่ง และผมคิดว่ามันมีอยู่เยอะมากในสังคมเรา หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะพูดว่าถ้าคุณรักใครคนหนึ่งจริงๆ คุณต้องทำร้ายตัวเองนะ ต้องทำให้ตัวเองพิการ และขจัดทุกขอบเขตของตัวเอง ต้องทำลายตัวเองเพื่อเขา มันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่แสนจะอันเฮลตี้สำหรับการเป็นหนังสือเด็ก” Nathan ผู้ให้คะแนนไป 1 ดาว ซึ่งมีคนเห็นด้วย 1,173 คน
ซิลเวอร์สไตน์ เคยเล่าว่าเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ให้กับแฟนเก่า โดยเขียนไว้บนหนังสือว่า ‘For Nicky’ แต่จุดสังเกตนี้ไม่ได้รับการขยายความเพิ่มเติมอะไรใดๆ นอกจากนักวิจารณ์หนังสือ รวมถึงนักอ่านทั่วไปสันนิษฐานว่า ซิลเวอร์สไตน์ น่าจะเขียน The Giving Tree เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของเขากับแฟนเก่า แต่เราไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นให้หรือใครเป็นคนได้ หรือท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างแฮปปี้จนถึงวันที่เลิกรากัน เป็นคำถามปลายเปิดที่น่าสนใจ และกลายเป็นว่า The Giving Tree ได้ถูกมองเป็นหนังสือเด็กที่เต็มไปด้วยความเจนโลกในแบบผู้ใหญ่ เพียงแต่นำเสนอด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่แสนเรียบง่าย จนทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรที่ดลใจให้เขาเขียนขึ้นมา หรือหนังสือเกี่ยวกับอะไรในเชิงนัยยะ ซิลเวอร์สไตน์ ให้คำตอบแค่ว่า “มันเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งกับต้นไม้” ไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกจากนั้น
The Giving Tree กับการตีความไม่รู้จบ
มีหลายการตีความเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่าเกี่ยวกับอะไรนอกจากเรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็กกับต้นไม้ เริ่มจากในมุมของสิ่งแวดล้อม มีคนมองว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นการแทนภาพของมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์มีการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเสมอ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ และมีการพึ่งมากเกินไปจนธรรมชาติเริ่มลดหายลงไปเรื่อยๆ โดยที่มนุษย์ไม่ได้ให้อะไรกลับคืนเลย
ทางฝั่งของสตรีนิยมก็มีเช่นกัน มีคนมองว่าต้นไม้นั้นมีความชัดเจนว่าแสดงถึงสตรีเพศ เพราะ ซิลเวอร์สไตน์ใช้สรรพนาม ‘เธอ’ ให้กับต้นไม้ บนแนวคิดนี้สามารถมองได้หลายแบบมันอาจพูดถึงเพศหญิงแสดงถึงเพศผู้ให้ หรือแสดงถึงความเป็นปิตาธิปไตยผ่านตัวละครเด็กชายผ่านการใช้ผลประโยชน์จากสตรีเพศ โดยไม่ได้ให้อะไรกลับคืน
ในมุมมองของศาสนาก็มีเช่นกัน The Giving Tree ขับเน้นถึงคำสอนของศาสนาคริสต์ แสดงถึงความรักแบบไม่มีเงื่อนไขหรืออากาเป้ เหมือนที่พระเยซูเสียสละเพื่อมนุษย์ทุกคน ต้นไม้แสดงถึงภาพตัวอย่างของผู้เสียสละ หรือผู้ให้โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน
The Giving Tree จากหนังสือเด็กขายดี ตอนนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาในชั้นเรียนตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย แม้ว่าเนื้อหาจะเรียบง่ายแต่มีนัยยะที่แฝงลึก ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของตัว ซิลเวอร์สไตน์ เองที่ค่อนข้างมีความลึกลับ มีจุดมุ่งหมายในการทำอย่างหนึ่งที่ต่างจากคนอื่น และมุมมองความคิดที่ไม่ตรงไปตรงมา The Giving Tree อาจไม่มีความเร้นลับอะไรใดๆ หาก ซิลเวอร์สไตน์ มีไลฟ์สไตล์ที่เดาง่าย หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจน เทียบกับ โรอาลด์ ดาห์ล (Roald Dahl) หรือ อี. บี. ไวต์ (E. B. White) เราจะพบความแตกต่างตรงที่พวกเขาล้วนมีอุดมการณ์ต่อวรรณกรรมเด็ก ในขณะที่เราไม่รู้อุดมการณ์หรือความคิดที่แท้จริงของ ซิลเวอร์สไตน์เลย
The Giving Tree ถูกนำมาแปลไทยในชื่อ ‘ความรักของต้นไม้’ แปลโดย อัฐพงศ์ เพลินพฤกษา โดยสำนักพิมพ์โอ้พระเจ้าพับลิชชิ่ง (Ophrachao Publishing) สามารถหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ใครก็ตามที่ได้อ่าน สามารถมาแสดงความเห็นกันได้นะว่ารู้สึกอย่างไรกันบ้าง?
อ้างอิง:
Shel Silverstein. https://www.shelsilverstein.com/about-shel/
บทความต้นฉบับได้ที่ : The Giving Tree หนังสือเด็กวิญญาณผู้ใหญ่ที่มีการถกเถียงมากที่สุดเล่มหนึ่ง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘อเมริกันชนกับคนจีน’ การบรรจบกันของเส้นขนาน เมื่อวัยรุ่นฝรั่งจากแดนไกล หันมาคลั่งไคล้ความเป็นจีน
- The Giving Tree หนังสือเด็กวิญญาณผู้ใหญ่ที่มีการถกเถียงมากที่สุดเล่มหนึ่ง
- ความเห็นอกเห็นใจที่มากเกินไป จนอารมณ์มีมากกว่าหลักการ สู่ปรากฏการณ์เปลี่ยนผิดเป็นถูก และลดทอนความยุติธรรมในสังคม
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath