เมื่อนางร้ายเกิดใหม่
ข้อมูลเบื้องต้น
จะเป็นอย่างไรเมื่อนางร้ายที่ควรจะตายในกองเพลิงกลับตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาวธรรมดา ๆ ที่สูญเสียพ่อแม่ไป "ไม่เป็นไรเธอก็แค่ต้องใช้ชีวิตให้ดี" ก็แค่ต้องเลือกเส้นทางต่างจากเดิม แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ง่ายเลยจริง ๆ "ให้ตายเถอะ ต่อให้เหมือนกับเกิดใหม่แต่พระเจ้าก็ยังคงเกลียดฉันอยู่สินะ"
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเยว่เสวี่ยฮว๋าก็จะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ถึงเธอจะตายด้วยข้อเสียของนางร้ายที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็จะถูกมองในด้านลบ แต่เธอก็ยังมีข้อดีของนางร้ายที่จะช่วยเธอได้อยู่อีก ก็คือ เยว่เสวี่ยฮว๋าเก่งและฉลาด การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเป็นครั้งที่สาม(?)จะไม่ทำให้เธอต้องยากลำบากเหมือนชีวิตที่แล้วแน่ ๆ
เพียงแต่ว่าเยว่เสวี่ยฮว๋ามีลิมิตของตัวเอง “…วันนี้ฉันพูดมากเกินไปแล้ว” และ “มันน่าเบื่อเกินไป ไม่เอา ไม่ทำ” และ “ไม่มีอะไรที่มันน่าสนุกอีกแล้วหรือยังไง?” หรือกระทั่ง “ฉันเบื่อการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่พอ ๆ กับการเป็นนางร้าย ขอบทบาทที่มีความคิดสร้างสรรค์กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือยังไง?”
เยว่เสวี่ยฮว๋า
Yue – เยว่
月 = พระจันทร์
• Xue – เสวี่ย
雪 = หิมะ
Huá – ฮว๋า
华 / 華 = สว่างไสว รุ่งโรจน์
<ปกนิยายเรื่องนี้เป็นปกที่ไรท์สั่งวาดจากนักวาดไม่อนุญาตให้คนอื่นนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือไม่ใช่เชิงพาณิชย์ก็ตาม และหากอยากจะสอบถามเกี่ยวกับนักวาดก็สอบถามได้ยินดีแนะนำนักวาดคนนี้>
***มีไอเดียนิยายอีกเยอะแต่ที่ผ่านหลังจากเมื่อนักฆ่ากลายมาเป็นนักเรียนก็คือเรื่องนี้ คล้ายกับเรื่องเก่าจนเหมือนก็อปมา แต่เนื้อหาตอนต้องติดตามเอานะคะ(•³ ˘)***
ระบายนิดหน่อย..
ก่อนจะอ่านไรท์ขออธิบายไม่ก็ระบายนิดหน่อยก่อน
หากนิยายเรื่องนี้ไปเหมือนหรือคล้ายกับของนักเขียน illicit illicit อย่าได้ตกใจไป ก่อนที่ไรท์หรือนักเขียนท่านนั้นจะเริ่มนิยายเรื่องใหม่ทุกเรื่องเราจะทำกับ fight ด้วยความที่เราเป็นฝาแฝดกันจริง ๆ อยู่ด้วยกันตลอดความชอบเหมือนกันเกือบทุกอย่าง พอคิดพล็อตอะไรมันจะชอบคล้ายกัน อย่างเรื่องที่แล้วของนักเขียนท่านนั้นเรื่อง 'ฉันคือลูกสาวบุญธรรมของพระเอกเย็นชาชื่อดัง' มันก็ตรงกับพล็อตของไรท์เรื่องที่เคยอยากแต่งแล้วคิดพล็อตนานเป็นเดือน ๆ 'ตัวร้ายคนนั้นคือพ่อบุญธรรมของฉัน' ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้แต่งเพราะสู้แพ้ แล้วเรื่องใหม่ของนักเขียนท่านนั้นก็ตรงกับพล็อตที่ไรท์เคยแต่งเอาไว้แล้วคิดว่าจะลงแต่ก็ลบแล้วมาแต่งเรื่องนี้แทน แล้วเรื่องนี้ก็ดันไปมีส่วนที่คล้ายกับ illicit อีก ทั้ง ๆ ที่ไรท์เคยบอกว่าแต่งแต่ไม่เคยให้อ่าน
ความหมายของไรท์คือถึงบางส่วนนิยายของเราจะคล้ายจะเหมือนกัน พวกเราไม่ได้ก็อป หรืออะไรกันเลย มันเป็นความชอบที่ตรงกันแล้วพล็อตชอบมาคล้ายกัน ซึ่งเราสองคนรู้กันดีว่าเราไม่มีทางก็อปกัน แล้วยังคอยช่วยกันและกันให้คำปรึกษากันตลอด
ขนาดพูดเรื่องนี้ด้วยกันยังขำหัวเราะไม่หยุดแล้วอยากจะลาออกจากการเป็นแฝด คือ.. อะไรมันจะชอบตรงกัน ทุกครั้งที่บอกว่าจะแต่งเรื่องใหม่แบบนี้นะ อ้าว พล็อตตรงกันอีกแล้ว เอาล่ะเรามาสู้กัน (เถียง) ใครชนะได้ลงก่อน
…เหนื่อยใจ ทำไมถึงเหมือนกันอีกแล้ววววว นี่แต่งเรื่องใหม่ได้13ตอนคิดพล็อตเป็นเดือน มันพึ่งแต่งตอนแรกบอกอ่านให้หน่อยพออ่านอ้าว ตรงนี้คล้ายกันเฉย
พวกเราค่อนข้างหวงความเป็นส่วนตัวถ้าไม่มีใครขอให้ช่วยเรื่องนิยายจะไม่มีทางถือวิสาสะเข้าไปเปิดอ่านเลย
โปรดเข้าใจ และไรท์บอกก่อนทุกคนจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าก็อปกัน
Ch001 ความตายของนางร้าย
Ch001 ความตายของนางร้าย
We are all the bad in someone's story.
ทุกคนต่างก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของคนบางคนทั้งนั้น
และเพราะอย่างนั้นละมั้งตัวร้ายอย่างฉันถึงต้องมีจุดจบอย่างตัวร้ายในนิยาย
คนบางคนต่อให้จะทำดีแค่ไหน ต่อให้ทำโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หากว่าเราถูกมองว่าเป็นตัวร้าย สุดท้ายแล้วเราก็เป็นตัวร้ายอยู่ดี ตัวร้ายที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
เป็นตัวร้ายที่หลงรักพระเอก และคิดมาเสมอว่าตนเองนั้นเป็นนางเอก กว่าที่จะรู้บทบาทที่แท้จริงของตนเองก็เป็นไปในตอนที่พระเอกกำลังจะกำจัดตัวร้ายออกไปจากเนื้อเรื่อง
ในขณะที่ชีวิตของตัวร้ายกำลังดำดิ่งสู่ความตายและหายไปจากเนื้อเรื่องที่ชื่อว่าโลกใบนี้ พระเอกและนางเอกที่แท้จริงก็กำลังมีความสุขกับสิ่งที่พวกเขาจะได้รับ
มีความสุขหลังจากที่กำจัดตัวร้ายออกไปได้ แล้วก้าวเท้าเข้ามายึดสิ่งที่ตัวร้ายสร้างขึ้น
ใช่ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในโลกที่ผู้คนมองว่าคน ๆ หนึ่งเป็นตัวร้ายที่ร้ายที่สุดในโลก เมื่อฟ้าหลังฝนปรากฏสิ่งที่จะได้เห็นก็คงจะเป็นท้องฟ้าที่แสนจะสดใส
เมื่อไม่มีตัวร้าย พวกเขาก็คงจะคิดว่าพวกเขาก็จะได้แต่ในสิ่งที่ตนเองต้องการ
แต่โทษทีนะ…
โลกนี้ไม่ได้สวยหรูขนาดนั้นหรอก คนบนโลกก็ไม่ได้มีใครเหมือนกัน และตัวร้ายหลายคนก็ไม่ได้เหมือนกัน ถ้าหากว่าเธอจะร้ายและพวกเขาคิดว่าเธอร้าย ต่อให้เธอจะตายจากไปเธอก็จะร้าย
"หึ…"
ริมฝีปากบางแสยะยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ แม้ว่าร่างบางของเธอจะล้มลงไปกองกับพื้นอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว และแม้แต่นิ้วของเธอก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะกระดิกได้เสียด้วยซ้ำ ร่างทั้งร่างของเธอมันทั้งชาและเริ่มทรมานจากบางสิ่งที่เรียกว่า 'ยาพิษ' ที่ตนพึ่งจะกินไป แต่นัยน์ดวงตาสีเทาอ่อนคู่สวยที่ถึงแม้มันจะเริ่มพร่ามัวและเลือนรางมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันก็ยังมองเห็นแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่กำลังก้าวเท้าออกไปจากห้องที่เธออยู่ ร่างนั้นค่อย ๆ ไกลห่างออกจากเธอไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงแม้ว่า 'เยว่เสวี่ยฮว๋า' จะอยากที่จะเอื้อมมือไปคว้ามือหนาเอาไว้ แล้วร้องขอให้เขาช่วยเธอ แต่ลึก ๆ ในใจของเธอแล้วมันกลับปฏิเสธความคิดนั้น
โครมมม
ร่างสูงที่ก้าวเท้าพ้นขอบประตูไปได้ไม่ถึงสามก้าวไม้หนาจากเพดานของบ้านพักตากอากาศก็ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับไฟที่ยิ่งโหมกระหน่ำมากยิ่งขึ้น ใบหน้าคมของชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งเลขาคนสนิทและคนรักของหญิงสาวเหลียวหลังหันมามองร่างบางที่อีกไม่นานร่างนั้นก็คงจะต้องมอดไหม้ไปกับบ้านพักที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายหลังนี้แล้วด้วยดวงตาที่แสนจะเฉยชา เหมือนกับว่าวันเวลาที่เขาได้อยู่กับเยว่เสวี่ยฮว๋านั้นมันก็เป็นเพียงแค่ภาพฝันที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเขาเลย
ทั้ง ๆ ที่อีกไม่นานเยว่เสวี่ยฮว๋าก็จะตายแล้วแต่หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีในวงการนักธุรกิจทั้งยังเคยเป็นทหารรับจ้างชื่อดังก็ยังคงไม่ละทิ้งมาดของนางพญาที่ทะนงตนเอง ต่อให้กำลังจะตายไปพร้อม ๆ กับบ้านพักตากอากาศหลังนี้เธอก็ยังคงไม่มีคำใด ๆ เอ่ยออกมากับเขา หรือต่อให้จะเจ็บปวดจากทั้งภายในและภายนอกเธอก็ไม่ได้คิดที่จะส่งเสียงออกมาเหมือนความร้อนของไฟที่กำลังโหมกระหน่ำไม่สามารถทำอะไรนางร้ายคนนี้ได้
"…ถึงจะเป็นตอนนี้แล้วคุณก็ไม่เคยนึกสำนึกผิดเลยสินะเสวี่ยฮว๋า ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะเคยมองว่าคุณเป็นนางฟ้ามาก่อน.." เสียงทุ้มที่แสนจะเย็นชาเอ่ยขึ้นแล้วมองร่างนั้นด้วยดวงตาที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยเมื่อได้รับรู้ถึงการกระทำที่แสนจะน่ารังเกียจของอดีตนาย
"…นาย..จะไม่มีวันได้ในสิ่งที่นายต้องการ"
"..ผมกำลังจะได้มัน"
"..นายไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด"
"งั้นจะบอกว่าเป็นคุณเหรอ?"
"เดี๋ยวก็รู้"
"ถ้าคุณฉลาดนักตอนนี้คุณคงไม่ตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้หรอก ลาก่อน"
สิ้นเสียงทุ้มร่างนั้นก็ก้าวเท้าหายไปจากระยะสายตาของร่างบางที่กำลังจะถูกเผาทั้งเป็นในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของตน บนใบหน้าสวยยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะร้ายกาจ แต่รอยยิ้มนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่น น้ำใส ๆ รินไหลออกมาจากดวงตาที่เริ่มจะหนักอึ้งมากขึ้นมาทุกที
"นาย…ก็คงจะเป็นอีกคนที่ไม่เคยรักฉันเลยสินะ…"
เป็นตัวร้ายในชีวิตจริง จุดจบของมันก็คงจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ต่อให้ตัวร้ายจะมีเหตุผลยังไงแต่ถ้าพระเอกฟังแล้วสุดท้ายเขาก็จะคิดว่านั่นก็เป็นเพียงแค่ 'ข้ออ้าง'
"ขอให้มีความสุขกับผู้หญิงคนนั้นนะ.." เสียงหวานที่แสนจะอ่อนแรงเอ่ยออกมาเบา ๆ ก่อนที่ดวงตาของเธอจะปิดลง
แต่ความสุขของเขาก็จะไม่ได้มาง่าย ๆ เขาจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ สิ่งที่เยว่เสวี่ยฮว๋าสร้างขึ้นมาด้วยตัวของตัวเองต่อให้เธอจะตาย แต่คนทรยศก็จะไม่มีทางได้มันไป..
ไม่มีวัน
ความสุขและความถูกต้องที่เขาคิดมาเสมอว่ามันดีแล้ว เมื่อไหร่ที่เขาหายโง่เขาก็จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนั่นก็แค่สิ่งที่เขาคิดมาเองด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นและคิดโทษคนอื่น
สุดท้ายแล้วเมื่อเธอหายไปเขาก็จะรู้ว่าตัวเองก็เป็นแค่ไอ้โง่ที่ไปเดินผิดเกมแล้วเป็นหมากให้กับคนอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเขาก็เป็นแค่คนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้วคิดว่าเมื่อลาสบอสตายพวกเขาก็จะได้ทรัพย์สมบัติของลาสบอสมาเป็นค่าตอบแทนความพยายามของตน
แต่พระเอกกับตัวเอกในสายตาของนางร้ายแล้วก็เป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งที่จะต้องรวมพลกันมาเพื่อมาสู้กับนางร้ายแล้วถึงจะชนะ
และขอโทษทีนะ เพราะว่าลาสบอสตัวนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
สุดท้ายแล้วคนที่จะ The end ไม่ใช่แค่ตัวร้าย แต่มันเป็นพวกเขาที่เดินเข้ามาในกับดักสุดท้ายของลาสบอส
แต่ถึงเยว่เสวี่ยฮว๋าจะวางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้วว่าเมื่อเธอตายไปทุกอย่างจะจบลงอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่อาจที่จะหักห้ามหัวใจที่ริษยานางเอกได้เลย
เธอสร้างทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก เธอต้องฝ่าฟันทุก ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียว สิ่งที่คน ๆ หนึ่งไม่สมควรจะถูกกระทำเธอก็เคยโดน เธอเริ่มทุกอย่างจากศูนย์หกล้มมาก็มากมายแต่ไม่เคยเลยที่เธอจะมองไปแล้วเห็นคนอยู่ข้าง ๆ
ในขณะที่นางเอกนั้นต่อให้จะเริ่มจากศูนย์แต่มันก็เป็นศูนย์ที่มีคนเดินไปข้าง ๆ ไม่ว่าจะล้มอีกสักกี่ครั้งก็จะมีคนจับมือแล้วช่วยอยู่ทุก ๆ ครั้ง
นางเอกทำร้ายคนแล้วแก้แค้นทุกคนต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อไหร่ที่มันเป็นตัวร้ายสิ่งที่ไม่ผิดสำหรับนางเอกก็คือผิดสำหรับนางร้าย
….มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
โรคที่นางเอกเป็นก็คือต่อให้แพ้แต่ครั้งต่อไปก็จะชนะ
แต่จะทำอย่างไรได้สุดท้ายแล้วเยว่เสวี่ยฮว๋าก็ได้แต่ยอมรับแล้วหาทางหยุด แต่ต่อให้เธอจะทำทุกอย่างอย่างถูกต้อง แต่มันก็ไม่ถูกต้องในสายตาของผู้ที่ชื่นชอบนางเอกอยู่ดี จุดจบของมันจึงเป็นอย่างนี้
ในขณะที่เธอเริ่มที่จะไม่รู้สึกตัวในหัวของเธอกลับมีภาพความทรงจำผุดขึ้นมามากมาย เขาเรียกเธอว่านางร้าย แต่เขาจะจำได้ไหมว่านางร้ายคนนี้เคยเกือบตาบอดเพื่อช่วยเขา นางร้ายคนนี้เป็นคนที่ช่วยผลักดันเขาแล้วก็เป็นคนที่เคยเฝ้าไข้เขา…
ความรักมันช่างเป็นรสชาติที่ยากจะบรรยายมันหวานก่อนที่จะเปรี้ยวและกลายเป็นขม รสสัมผัสของมันในช่วงแรก ๆ ช่างหวานละมุนก่อนที่จะร้อนแรงและขมขื่น มันจะเป็นรสชาติที่เธอจะไม่มีวันลืม
เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่มีอะไรที่จะขอร้องต่อพระเจ้านอกจากปล่อยให้ทุกอย่างหยุดลงเพียงแค่ตรงนี้ เพียงแค่เธอตายแล้วไม่ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีก ไม่ขอเกิดใหม่อีกครั้งเหมือนกับชีวิตของนางร้ายที่คล้ายกับจะได้รับโอกาสแต่ก็ไม่ใช่
เพราะต่อให้ลืมตาตื่นขึ้นมา แต่สุดท้ายแล้วโลกก็คงจะไม่ต้องการนางร้าย
เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่อยากที่จะรักใครอีกแล้ว ไม่อยากที่จะเริ่มต้นใหม่หรือยอมรับกับอะไรอีกแล้ว หยุด และ พอนั่นควรจะเป็นจุดจบของนางร้าย
สุดท้ายแล้วบ้านพักหลังน่ารักที่อยู่ในพื้นที่ป่าส่วนตัวของราชินีแห่งวงการธุรกิจก็มอดไหม้ลงไปพร้อม ๆ กับเจ้าของบ้านหลังน่ารัก ไฟที่โหมกระหน่ำไม่ได้แค่เผาบ้านไม้และร่างกายของมนุษย์แต่มันเผากระทั่งความทรงจำและความรู้สึกดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในนี้ไปพร้อม ๆ กัน
และกว่าที่เจ้าหน้าที่จะมาถึงสถานที่แล้วดับไฟได้ ทุก ๆ อย่างก็หายไปหมดเสียแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นหลงเหลือเพียงแค่เศษเถ้าสีดำที่ติดอยู่ที่พื้นดิน
…เศษเถ้าที่บ่งบอกว่าไฟแห่งความแค้นได้จบลงแล้วเหลือเพียงแค่ร่องรอยที่ไม่อาจจะหวนคืนมาได้อีกครั้ง
ทุกคนอาจจะคิดว่ามันจบแล้ว แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่ใช่จุดจบของตัวร้าย มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่
Ch002 คล้ายกับเกิดใหม่
Ch002 คล้ายกับเกิดใหม่
We are all the bad in someone's story.
ทุกคนต่างก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของคนบางคนทั้งนั้น
เยว่เสวี่ยฮว๋ากำลังรู้สึกแปลก ๆ มันเหมือนกับว่าเธอที่หมดสติไปแล้วเริ่มรู้สึกตัวถึงได้รับรู้ได้ถึงความเจ็บแสบ อ่อนล้า ความร้อนรุ่มและความเจ็บปวดอีกมากมายที่สะสมเอาไว้ในร่างกายนี้ ในขณะที่เปลือกตาของเธอก็ยังคงปิดอยู่แต่คิ้วของเธอก็เริ่มขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ เพราะหูของเธอกลับได้ยินเสียงของคนรอบข้าง
หรือเธอจะรอดตายจากในเปลวเพลิง?
แต่เยว่เสวี่ยฮว๋าคิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเธอที่สูดดมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปมาก ทั้งยังอยู่ในบ้านที่กำลังถูกไฟลุกท่วม ต่อให้หน่วยดับเพลิงมามันก็ยากที่จะช่วยได้ทันอยู่ดี
แล้วเธอก็ไม่ได้คิดหวังว่าเขาคนนั้นจะหันหลังกลับมาช่วยเธออีกครั้งหรอก คนที่พยายามจะกำจัดเธอคงไม่มีทางมาเปลี่ยนใจเอาในวินาทีสุดท้ายหรอก
…ไม่มีทาง
ในความเป็นจริงมันช่างยากเย็นและต่างจากในนิยายหรือการ์ตูน ที่ต่อให้พยายามแล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้น เพราะเยว่เสวี่ยฮว๋าต่อให้จะพยายามแล้วทุกอย่างก็ไม่เคยดีขึ้นเลย เธอพยายามแล้วแต่ตัวเองก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบทบาทที่ตนเองเป็น
ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ทำให้เยว่เสวี่ยฮว๋าเจ็บปวดมากที่สุด เจ็บปวดเสียจนไม่อยากที่จะดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดอีกแล้วการเป็นทหารรับจ้างอยู่ในสนามรบก็ไม่สามารถบั่นทอนจิตใจของเธอได้เท่ากับการอยู่กับคนเหล่านั้น
ในขณะที่เยว่เสวี่ยฮว๋าที่กำลังหลับตาอยู่อยากที่จะขยับร่างกายของตนเองแต่เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังถูกกักขังอยู่ในร่างกายนี้ เธอไม่สามารถลืมตาได้ ไม่สามารถขยับร่างกายได้ทำได้เพียงแค่รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ กลิ่นของโรงพยาบาล และเสียงพูดคุยของคนที่น่าจะเป็นหมอ เสียงของอุปกรณ์ทางการแพทย์
ทำไมเธอถึงขยับร่างกายไม่ได้ล่ะ?
ยิ่งเยว่เสวี่ยฮว๋าพยายามมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งเกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมเธอถึงไม่สามารถทำตามใจอยากได้
ทำไมกัน ร่างกายของเธอถึงเหมือนโดนแช่แข็ง
ทำไมกัน เธอถึงรู้สึกว่าตนเองถูกกักขังไว้ในความมืดที่แสนจะน่ากลัว มันเหมือนกับว่าเธออยู่เพียงตัวคนเดียวในที่ ๆ แสนจะห่างไกลและถูกปล่อยทิ้งสู่ความมืดที่คล้ายกับจะเป็นน้ำที่ทำให้เธอไม่สามารถอ้าปากเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือได้ และแม้แต่ลมหายใจก็เหมือนจะถูกพรากไป
มันทรมาน
นี่เป็นครั้งแรกที่เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้น่ากลัวยิ่งกว่าสนามรบที่เธอเคยผ่านมาเสียอีก เธออยากจะออกไปจากที่นี่แต่ก็ไม่สามารถทำมันได้
ในระหว่างที่เยว่เสวี่ยฮว๋ากำลังเกิดคำถามมากมายและรู้สึกสับสนอยู่ไปหมด ในคำถามสุดท้ายเพียงแค่ถามว่า 'ทำไม' จู่ ๆ ในหัวของเธอก็มองเห็นภาพ ๆ หนึ่ง ภาพของไฟหน้ารถอีกคันที่สาดส่องเข้ามาในรถที่เหมือนกับว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในนั้น และในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นภาพทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปหมดในเวลาไม่นานเธอก็รู้สึกถึงความร้อนแล้วมองเห็นไฟที่กำลังจะแผดเผาไปทั่วทั้งคันรถ
..ไฟอีกแล้วเหรอ
ยิ่งอยู่ด้านในรถนานเธอก็ยิ่งรู้สึกทรมานมันเริ่มจะหายใจไม่ออก ทั้ง ๆ ที่เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้ว่านี่ไม่ใช่ความทรงจำของเธอแน่นอน ต่อให้จะเคยประสบอุบัติเหตุแต่เธอก็ไม่เคยมีความทรงจำอะไรอย่างนี้
แต่ต่อให้รู้แล้วเธอจะทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อเธอไม่แม้แต่ที่จะหลุดออกไปจากความรู้สึกนี้ได้
ขอสักคนใครก็ได้ ได้โปรดยื่นมือเข้ามาช่วยเธอที เธอไม่อยากจะถูกไฟเผาอีกแล้ว!
จะฆ่ากันด้วยวิธีอื่นก็ได้ แต่เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่อยากตายอย่างทรมานอีกแล้ว
"นี่! ทำใจสู้อีกหน่อยนะ ฉันจะช่วยเธอเอง!"
ในขณะที่เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังจะตายจู่ ๆ หูของเธอก็ได้ยินเสียง ๆ หนึ่งมันเป็นเสียงทุ้มที่ฟังดูอ่อนโยนแต่ก็หนักแน่น แล้วในช่วงเวลานั้นก็ราวกับว่าเธอได้เห็นมือ ๆ หนึ่งยื่นเข้ามาในรถที่มีร่างของเธออยู่
ถ้าเธอจับมือนี่ ความน่ากลัวมันก็จะจบลงแล้วใช่ไหม?
ทุกอย่างจะจบลงแล้วเธอก็จะตายจริง ๆ แล้วใช่ไหม ถ้าเกิดไม่ต้องทรมานอีกเยว่เสวี่ยฮว๋าก็จะยื่นมือของตนไปคว้ามือนั้นเอาไว้
ตี๊ด.. ตี๊ด.. ตี๊ด..
หูของเยว่เสวี่ยฮว๋ากำลังได้ยินเสียงแปลก ๆ อีกแล้ว จมูกของเธอก็ยังได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาล แต่นอกจากเสียงของอุปกรณ์ทางการแพทย์เธอก็ไม่ได้ยินเสียงใครอีกเลย ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่ได้ยินแต่เสียงของความวุ่นวาย
เธอไม่ได้รู้สึกเหมือนกับว่าตนเองถูกกักขังอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายของตนเองมันชาวาบและหนักอึ้งไปหมดมันคืออาการอ่อนล้า
เป็นเพราะสูดดมควันเข้าไปเยอะเหรอ?
ไม่ใช่!
ในขณะที่เยว่เสวี่ยฮว๋าตั้งคำถามกับตนเองภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอมากมาย ยิ่งเธอนึกอาการปวดหัวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ไม่ นี่มันไม่ใช่ความทรงจำของเธอ!
ความรู้อันน้อยนิดและการเรียกชื่อประเทศที่เยว่เสวี่ยฮว๋าอยู่ว่าประเทศC มันไม่ใช่สิ่งที่เธอรู้จัก
แต่ต่อให้จะไม่ใช่แต่เยว่เสวี่ยฮว๋าก็ไม่สามารถสลัดมันให้หลุดออกไปได้ ความทรงจำของเด็กสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกันกับเธอทุกอย่างเพียงแค่ดูเด็กลง ความทรงจำที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ความทรงจำของครอบครัวที่ตัวของเธอจริง ๆ นั้นไม่เคยมีมันเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า มันจึงไม่มีทางที่เธอจะมีความทรงจำของครอบครัวแสนสุขได้เลย
แล้วเมื่ออาการปวดหัวดีขึ้นแล้วภาพความทรงจำทั้งหมดหยุดลงเยว่เสวี่ยฮว๋าก็ได้ข้อสรุปว่า เธอกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
จุดเริ่มต้นแรกเหมือน ๆ กับการได้ใช้ชีวิตเป็นนางร้ายก็คือการได้กลับมาเกิดใหม่ในร่างของคนอื่น
เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่ค่อยตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้นักมันเป็นเพราะว่าเธอเคยมีประสบการณ์การเกิดใหม่มาแล้ว แต่เนื่องจากข้อสัญญาที่ได้ทำไว้กับพระเจ้า(?)ในตอนก่อนที่จะมาใช้ชีวิตเป็นนางร้ายเธอจึงไม่หลงเหลือความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับชาติก่อนเลยนอกจากความรู้ความสามารถที่ติดมากับวิญญาณ
แล้วตอนนี้เธอก็กำลังกลับไปเป็นอย่างนั้น สู่จุดเริ่มต้นที่มีความทรงจำที่แสนจะเลวร้ายของชาติก่อน เริ่มต้นใหม่ในร่างของเด็กสาวธรรมดา ๆ ที่เป็นเพียงแค่นักเรียนที่มีหน้าตาคล้ายกับเธอในชีวิตของการเป็นนางร้ายและมีชื่อเดียวกันว่า เยว่เสวี่ยฮว๋า และร่างนี้อายุเพียงแค่สิบหกปีเท่านั้น..
นิ้วของเยว่เสวี่ยฮว๋าค่อย ๆ กระดิกก่อนที่ดวงตาที่เคยปิดสนิทจะค่อย ๆ เปิดขึ้น ในครั้งแรกที่เธอลืมตาตื่นเธอก็ถึงกับต้องหลับตาแล้วหยีตาเพื่อปรับดวงตาให้เข้ากับแสงสว่าง
นัยน์ตากลมโตสีเทาอ่อนที่ดูเป็นประกายราวกับไม่ใช่ตาของมนุษย์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคย แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือโรงพยาบาล ภายในห้องพักฟื้นนี้นั้นพื้นเป็นไม้สีน้ำตาลเข้มรอบข้างเป็นไม้สีเบจ มีโซฟาตัวยาวที่ดูหรูวางไว้อยู่ริมห้อง และฝั่งซ้ายของเตียงคนไข้ก็มีหน้าต่างกระจกที่สามารถเห็นวิวข้างนอกได้ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกที่ดูหรูหราได้
เยว่เสวี่ยฮว๋าเลิกใส่ใจกับห้องพักฟื้นเธอค่อย ๆ ยกหลังมือขึ้นมาแล้วหลุบตามองดูเข็มน้ำเกลือที่เจาะอยู่จากนั้นถึงได้เอื้อมมือมาดึงสายออกซิเจนที่จมูกออกอย่างนึกรำคาญ
ถึงมันจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก แต่เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งมันอีกแล้ว หากเป็นร่างกายของเจ้าของร่างคนก่อนเธอไม่รู้ แต่ตอนนี้ร่างกายนี้มันตกเป็นของเธอแล้ว เธอจึงรู้ลิมิตตัวเองดี และรู้จักความสามารถของร่างกายที่ผ่านการฝึกของตนเองเป็นอย่างดี
ในเมื่อในชีวิตก่อนเธอทำข้อตกลงกับพระเจ้าว่าพละกำลังนี้เป็นของเธอ ในชีวิตนี้ข้อตกลงนั้นก็คงจะยังอยู่เพราะว่าเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
"…ไม่เป็นอะไรแล้ว" เยว่เสวี่ยฮว๋าพูดปลอบตัวเองเบา ๆ ถึงเสียงที่เธอเปล่งออกมามันจะแหบแห้งและอ่อนแรงก็ตาม แต่ตอนนี้เธอรู้สึกจริง ๆ ว่าตนเองไม่เป็นอะไรแล้ว
เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่รู้หรอกว่าการที่ตนเองต้องกลับมามีชีวิตใหม่ในร่างของคนอื่นอีกครั้งมันเป็นการกลั่นแกล้งของพระเจ้า หรือการมอบโอกาสสุดท้ายให้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตนเองถูกปลดปล่อยแล้ว
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย
เพราะการมีชีวิตอยู่นั้นมันทรมานมากกว่าความตาย
เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกรำคาญสายน้ำเกลือเสียเหลือเกินเธอเอื้อมมือไปคิดที่จะดึงมันออกจากมือ แต่ก่อนที่จะได้ดึงก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขัดขึ้นเสียก่อน
"อย่าดึงสายน้ำเกลือออกนะ!"
เยว่เสวี่ยฮว๋าเงยหน้าขึ้นไปมองทางประตูเธอกระพริบตาปริบ ๆ มองดูหมอหนุ่มร่างสูงที่มีใบหน้าหล่อเหลา เขามีเส้นผมสีช็อกโกแลต นัยน์ตาสีน้ำตาลและใส่แว่นทรงเหลี่ยม ๆ เมื่อหมอเดินเข้ามาใกล้เธอก็เห็นป้ายชื่อหมอ 'เฉินรุ่ยหาน'
"….."
"ให้ตายสิ ฟื้นขึ้นมาก็อาละวาดเลยนะ"
"…ฉันไม่ได้อาละวาด"
"แค่คนไข้ดึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกโดยพลการก็ถือว่าอาละวาดแล้วครับ" หมอเฉินรุ่ยหานยกมือขึ้นมากุมขมับตัวเองก่อนจะพูดต่อ "รู้ไหมครับว่าหมอต้องพยายามมากแค่ไหนเพื่อช่วยคนไข้น่ะ ช่างเถอะตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างครับ"
เยว่เสวี่ยฮว๋านิ่งคิดนอกจากอาการเมื่อยล้าและปวดศีรษะและเจ็บเฉพาะจุดนิดหน่อยนอกนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย หากอาการอย่างนี้ก็คงจะ.. "ก็ดีค่ะ"
"ครับ? นั่นมันหมายความว่ายังไงกันครับ"
"ก็ดีก็คือก็ดีค่ะ"
"เฮ้อ หมอหมายถึงว่าคุณเยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกยังไงบ้างเจ็บตรงไหนเป็นพิเศษไหมครับ จำอะไรได้ไหมครับ" หมอเฉินรุ่ยหานถึงกับต้องกุมขมับแล้วขยายคำถามของตนมากขึ้น
"ฉันไม่ได้เจ็บตรงไหนเป็นพิเศษ แล้วก็จำได้ค่ะ …ฉันน่าจะจำทุกอย่างได้" เยว่เสวี่ยฮว๋าคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นเพราะเธอไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการนึกมากนักเธอก็เห็นความทรงจำต่าง ๆ ของเจ้าของร่างคนก่อน
"งั้นขอหมอตรวจดูอาการหน่อยนะครับ"
"เชิญค่ะ"
Ch003 เหลือตัวคนเดียวอีกแล้ว
Ch003 เหลือตัวคนเดียวอีกแล้ว
Once again , I’m left alone.
เป็นอีกครั้งที่ฉันถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
เยว่เสวี่ยฮว๋าปล่อยให้หมอเฉินรุ่ยหานตรวจร่าเธออย่างเงียบ ๆ หมอถามอะไรเธอก็ตอบออกไปตามตรงจากประสบการณ์ที่เคยเกิดใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งมันก็ทำให้เธอสามารถตอบออกไปราวกับว่าร่างกายนี้มันเป็นร่างกายจริง ๆ ของเธอมาตั้งแต่แรกได้
…ถึงมันจะไม่ใช่ตั้งแต่แรกจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้มันเป็นของเธอแล้ว แล้วจากในความทรงจำของเจ้าของร่างคนเก่าหน้าตาของร่างนี้ก็ยังมีหน้าตาที่เหมือนกับชีวิตที่แล้วของเธอด้วย
ตอนนี้ทุกอย่างก็เหมือนไม่ต่างอะไรไปจากการเริ่มต้นใหม่ในร่างเดิมที่เคยใช้และเพิ่มเติมอีกนิดก็คือดูอ่อนเยาว์ลงมาก
"ถ้าแผลที่ผ่าตัดดีขึ้น แล้วนอนดูอาการอีกหน่อยก็คงจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะครับ เพราะงั้นถ้าช่วยเชื่อฟังที่หมอพูดอย่าดึงสายอะไรออกตามใจตัวเองก็จะดีมากเลยล่ะครับ" หมอเฉินรุ่ยหานพูดสรุปเสียงเข้ม
เยว่เสวี่ยฮว๋าผงกหัวเข้าใจอย่างช้า ๆ
"มีอะไรจะถามหมอไหมครับ"
เยว่เสวี่ยฮว๋านิ่งคิดอยู่สักพักก่อนที่เธอจะนึกอะไรได้ "แล้ว…พ่อกับแม่ล่ะคะ ฉันจำได้ว่าคนที่อยู่บนรถด้วยมีพ่อกับแม่"
จากความทรงจำที่เยว่เสวี่ยฮว๋าเห็นในตอนที่เธอรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกกักขังตอนนั้นเธอจำได้ดีว่าตนเองได้ยินเสียงร้องเรียกของผู้หญิงที่บอกให้เธอรีบลงจากรถไป เสียงนั้นอ่อนแรงมาก แล้วพอตอนที่เธอเห็นว่ามีมือ ๆ หนึ่งยื่นเข้ามาในรถแล้วเธอคว้าเอาไว้เธอก็ไม่รู้อะไรอีกเลย
มันอาจจะเป็นเพราะว่าความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อนมันสิ้นสุดอยู่แค่ตรงนั้น
"….."
เยว่เสวี่ยฮว๋าดึงตัวเองให้หลุดออกมาจากความทรงจำที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ เธอเงยหน้าขึ้นมองหมอเฉินรุ่ยหานที่จู่ ๆ ก็หลบสายตาเธอมองไปทางอื่นแล้วเงียบไป กระทั่งพยาบาลที่อยู่ด้านหลังของเขาก็ยังปิดปากเงียบ
Sometimes silence is a really good answer. (บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด)
เพียงแค่เห็นพฤติกรรมของหมอที่ดูจะขี้บ่นและพยาบาลประโยค ๆ นั้นที่เธอคุ้นเคยดีก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ความหมายของมันตรงตัวและความนัยของมันก็ชัดเจนมาก แต่เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่ได้อยากได้รับคำตอบอย่างนี้
"หมอคะ…" เสียงใสของเธอเอ่ยเรียกหมอเสียงเบา เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงแต่ปากของเธอมันไปเอง และหัวใจที่เคยแข็งแกร่งมาตลอดมันก็มีความรู้สึกมากมายหลากหลายหลั่งเข้ามาทำให้หัวใจน้ำแข็งของเธอเกิดรอยร้าว ความรู้สึกของเจ้าของร่างคนเก่าราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธอแล้วทรมานเธอให้ตาย
แค่ความรู้สึกของเจ้าของร่างคนเก่ามันคงไม่ทำให้เธอทรมานได้มากนักหรอก แต่เมื่อมันมารวมกับอดีตและสิ่งที่เยว่เสวี่ยฮว๋าเคยเจอมา และเหตุการณ์เหล่านั้นกำลังย้อนกลับมาให้เธอรับรู้ ณ ตอนนี้ มันก็เหมือนกับมีคนกำลังบีบที่หัวใจของเธออยู่
เยว่เสวี่ยฮว๋าใช้เวลามากกว่ายี่สิบปีในการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งและลืมความโศกเศร้าของความเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่ในตอนที่เธอรู้ว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ในขณะเดียวกันลึก ๆ ในใจของเธอก็ตระหนักได้ว่าเธอก็แค่ซ่อนพวกมันเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
"หมอในห้องฉุกเฉินพยายามอย่างเต็มที่แล้วครับ…"
เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้คำตอบทุกอย่างตั้งแต่ที่หมอเงียบแล้ว..
"แต่อาการของคุณเยว่อวิ๋นและคุณซูเสวี่ยถงหนักมากพอมาถึงโรงพยาบาลมันก็สายเกินไปแล้วครับ หมอต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ"
"….."
หัวใจของเยว่เสวี่ยฮว๋าราวกับว่าถูกหยุดเอาไว้แล้วถูกบีบเอาไว้ มันทั้งปวดหนึบ ชาวาบ และอีกมากมายที่เธอไม่สามารถบรรยายถึงความเจ็บปวดที่ตนเองกำลังรู้สึกได้ในตอนนี้
เธอสัมผัสได้ถึงขอบตาที่ร้อนผ่าวและเมื่อมีบางอย่างไหลทะลักออกมาจากนัยน์ตามันก็เป็นความรู้สึกเหมือนกับมีหยดน้ำเย็น ๆ หยดลงมาแล้วไหลพาดผ่านแก้มของเธอไป
ภาพสุดท้ายของคนทั้งสองราวกับม้วนเทปที่กำลังฉายซ้ำอยู่ในหัวของเธอ เปลวไฟที่เผารถทั้งคันหน้ารถที่เละ เศษกระจกที่กระเด็นมาบาดเธอ ร่างของเยว่อวิ๋นคนเป็นพ่อที่กระแทกแล้วฟุบไปกับถุงลมนิรภัย และร่างของซูเสี่ยวถงที่เอี้ยวตัวหันมามองที่เจ้าของร่างคนก่อนพร้อมกับบอกให้รีบลงไป แต่ไฟที่เผารถนั้นก็ลุกท่วมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว..
เยว่เสวี่ยฮว๋ารู้สึกว่านี่มันเจ็บยิ่งกว่าการถูกพระเอกฆ่าตายเสียอีก เจ็บยิ่งกว่าถูกพระเอกที่ตนเองรับดูแลทรยศ
แม้กระทั่งในโลกนี้เยว่เสวี่ยฮว๋าก็สูญเสียครอบครัวไปด้วยเหตุการณ์ที่เหมือนกับโลกที่แล้วในตอนที่เธอเป็นนางร้ายและสูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เหมือนกัน!
"เช็ดน้ำตาก่อนนะครับ หากว่าคุณร้องไห้มันจะทำให้คุณหายใจลำบากนะครับ ตอนนี้คุณคงจะยังมีปัญหาเรื่องการหายใจอยู่"
เยว่เสวี่ยฮว๋าก็อยากที่จะหยุดสิ่งที่เรียกว่าน้ำตาเหมือนกัน แต่เธอก็ค้นพบว่ามันยากเสียเหลือเกิน เธอไม่สามารถหยุดน้ำจากใจได้ ความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบของเจ้าของร่างคนก่อนถล่มมันกำลังกดให้หัวใจของเธอค่อย ๆ ตายไปอย่างทรมาน
สุดท้ายเธอก็เหลืออยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ความหวังที่จะมีครอบครัวที่แสนสุขก็ยังคงเป็นเพียงแค่ฝันในจินตนา
"คุณเยว่เสวี่ยฮว๋า…"
"..ฉัน…อยากอยู่คนเดียวค่ะ"
"ครับ หมอจะให้คุณอยู่คนเดียวแน่ หมอรู้ว่าคุณเสียใจแต่คุณพึ่งผ่าตัดไปมันจะไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณนะครับ ถ้าคุณหยุดร้องเมื่อไหร่หมอจะออกไป"
เยว่เสวี่ยฮว๋าปล่อยให้น้ำตาของตนเองไหลไปเกือบ ๆ ชั่วโมง พอหยุดไหลเธอก็นั่งพักหายใจให้ไม่มีน้ำมูกอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงในระหว่างนั้นก็มีคุยกับหมอบ้าง แล้วจากนั้นก็ถึงได้ถูกพยาบาลช่วยประคองให้นอนลงไปกับเตียงอีกครั้ง
"พยายามพักผ่อนให้มาก ๆ นะครับ"
"ขอบคุณค่ะ" เยว่เสวี่ยฮว๋าตอบหมอเฉินรุ่ยหานไปเพียงคำสั้น ๆ แล้วเธอก็นอนมองเพดานกระทั่งหมอเดินออกไปเธอก็ไม่แม้แต่ที่จะเหลือบตาไปมอง
เยว่เสวี่ยฮว๋าโตมากพอที่จะรู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่ความผิดของหมอ จากในความทรงจำแล้วอุบัติเหตุมันหนักมากจริง ๆ ถ้าไม่รอดก็คงไม่แปลกอะไร แต่พอมันเกิดกับคนในครอบครัวที่อบอุ่นแล้วถ้าจะไม่รู้สึกอะไรหัวใจของเธอก็คงจะด้านชาเกินไปจนความรู้สึกของเจ้าของร่างคนก่อนไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว
แต่เพราะมันทำได้ เธอถึงได้เป็นอย่างนี้ไง
หมอบอกว่าเธอนอนอยู่ในห้องไอซียูเป็นเวลาประมาณเกือบเดือน กว่าจะย้ายมานอนห้องปกติ ในระหว่างนั้นพิธีศพของพ่อแม่ก็ถูกจัดขึ้นโดยคุณอาที่พอรู้ข่าวก็รีบบินกลับมาจากต่างประเทศในทันที ในช่วงเวลาที่เธอยังไม่ได้สติไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเยี่ยมเธอ
เยว่เสวี่ยฮว๋าค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอีกครั้งหนึ่ง เธอมองไปที่ลิ้นชักข้างเตียงก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วเปิดดูว่าในนั้นมีอะไรหรือเปล่า แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรเลย
เพียงแค่ความว่างเปล่าในลิ้นชักมันก็ทำให้อารมณ์ที่ดิ่งอยู่แล้วของเธอยิ่งดำดิ่งลงมากขึ้นไปอีก
ความว่างเปล่าในลิ้นชักก็ไม่ต่างอะไรไปจากหัวใจที่ว่างเปล่าของเธอ
…เธอไม่เหลือใคร และกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยฮว๋าไม่ได้กลัวเรื่องปัญหาในอนาคตอย่างเรื่องคนดูแลเด็กที่ยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะ เพราะเธอเคยเอาตัวรอดกับสิ่งที่เลวร้ายมาแล้ว แต่เธอก็แค่อยากจะขอเพียงแค่สักครั้งขอให้เธอได้มีครอบครัวเหมือนกับคนอื่น ๆ บ้าง
แต่มันคงจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป
เยว่เสวี่ยฮว๋าก้าวเท้าลงจากเตียงและในก้าวแรกที่เท้าของเธอสัมผัสกับพื้นร่างกายของเธอก็ถึงกับเซไปมา แต่เพราะเธอไม่ใช่คนธรรมดาไม่นานจึงทรงตัวได้ แต่การก้าวไปข้างหน้าอย่างคนปกติก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคนที่ไม่ได้เดินมานาน
…ขนาดมีพรของพระเจ้าช่วยแต่เยว่เสวี่ยฮว๋าก็ยังไม่เป็นปกติ
แต่มันก็คือเรื่องปกติเพราะนิยามของพรข้อนี้ก็คือจากสองกลายเป็นหนึ่งหมายถึงความสามารถของชาติที่แล้วของเธอรวมกับเธอในตอนนี้กลายเป็นเธอ ณ ตอนนี้ที่ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ
เยว่เสวี่ยฮว๋าเดินตรงไปที่ห้องน้ำแล้วเธอก็หยุดอยู่ตรงหน้ากระจกพร้อม ๆ กับมือที่จับไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อทรงตัว เธอมองใบหน้าของตัวเองในกระจกที่ในตอนนี้ในดวงตาสีเทาอ่อนของเธอเริ่มวูบไหวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
"…เยว่เสวี่ยฮว๋าอย่าร้อง.." เธอบอกกับตัวเองเบา ๆ "ตั้งสติซะมันได้เวลาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแล้ว..มันไม่ได้ยากเลยนะเธอก็แค่ต้องเก่งยิ่งขึ้น"
แล้วเธอก็ยกมือขึ้นสัมผัสกับใบหน้าที่ตัวเองคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใบหน้าของเธอเล็กเรียว นัยน์ตากลมโตและมีสีที่หายากอย่างสีเทาที่เป็นประกาย แพขนตางอนยาวสีดำสนิท จมูกเล็กโด่งเชิดรั้นนิด ๆ ริมฝีปากกระจับได้รูปสวย มันเป็นใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาแต่ในขณะเดียวกันก็ดูเย่อหยิ่ง และเส้นผมสีดำตรงของเธอก็ขับเน้นให้ผิวที่ขาวเนียนอยู่แล้วยิ่งขาวมากขึ้นไปอีก
"…มันไม่ต่างไปจากชีวิตที่แล้วเลย" แต่สิ่งที่ไม่เหมือนก็คือร่างนี้ไร้รอยแผล…หมายถึงก่อนหน้านั้นเพราะตอนนี้ที่แขนและใบหน้าของเธอมีรอยแผลขีดจากเศษกระจกที่บาดอยู่ แต่มันก็เพียงแค่เล็กน้อยและเธอก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นแผลเป็นด้วย ส่วนร่างกายนั้นก็มีแผลใหญ่อยู่แต่อีกเดี๋ยวก็คงหาย
แต่ร่างที่แล้วของเธอมีรอยแผลเป็นในบริเวณที่ร่มผ้าปิดเกือบทั้งหมด มีทั้งรอยมีดบาดที่หลัง รอยกระสุนที่ถูกผ่าเอาลูกกระสุนออกไปอย่างลวก ๆ รอยแผลไฟไหม้ และอีกมากมายของรอยแผล
แต่มันก็คือความภูมิใจของเธอที่เธอสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาจากในสนามรบได้ แต่การจะเปิดเผยพวกมันออกมาให้ใครได้เห็นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
เพราะ "..สายตาพวกนั้นที่มองมามันน่ารำคาญ"
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เคยมีคนชมรอยแผลพวกนั้นของเธอ
เยว่เสวี่ยฮว๋าส่ายหัวไปมาเพื่อไล่ความคิดและใบหน้าสุดท้ายที่เธอได้เห็นก่อนตาย "อย่าไปนึกถึงมัน.. ก็แค่อดีต ฉันต้องเริ่มต้นใหม่ตอนนี้ฉันไม่ใช่นางร้ายตัวละครของพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว.. ฉันก็คือฉัน"
แต่ดูเหมือนการเริ่มต้นใหม่มันจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บาดแผลทางกายยังสามารถรักษาให้หายได้ และจะไม่รู้สึกเจ็บเมื่อรักษาแล้ว แต่บาดแผลทางใจเพียงแค่ขีดเล็ก ๆ มันก็เปรียบได้กับแผลเหวอะหวะของทางกาย