โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘เฟมทวิต’ นักเอ็ดดูเขต ‘เพศผ้าห่ม’ และ ‘ความเบียว’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ก.ค. 2565 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2565 เวลา 07.45 น.

น่าจะประมาณปลายประถมถึงต้นมัธยม ที่ผมตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็น “พ่อมด” จากการอ่านการ์ตูนมังงะเรื่อง “มนต์ดำมรณะ” (Eko Eko Azarak ของ Shinichi Koga)

ในตอนนั้นผมพยายามปะติดปะต่อองค์ความรู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆ เท่าที่อ่านพบ เรื่องพิธีกรรมของพ่อมด คาถา และยันต์มนตราต่างๆ ใช้ปูนปลาสเตอร์หล่อเป็นเหรียญอักษรรูน แอบขีดวงเวทย์บนลานบ้านหลังเที่ยงคืนที่ผู้ใหญ่นอนหลับแล้ว และพยายามทำพิธีกรรมต่างๆ ตามที่ได้อ่านมาเท่าที่เป็นไปได้

ผมมีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาได้ไปพบกับชาวอเมริกันเชื้อสายคนพื้นเมือง หรือที่เรียกง่ายๆ สมัยนั้นว่า อินเดียแดง จากนั้นเขาก็หลงเสน่ห์ความเป็นอินเดียนแดง ศึกษาเรื่องของชนเผ่าดั้งเดิมนี้อย่างลงลึก ถึงขนาดขอให้ลุงคนนั้นตั้งชื่อภาษาอินเดียแดงให้ และบอกให้ใครๆ ให้เรียกเขาในชื่อนั้นแทนชื่อจริงชื่อเล่น

ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมผู้อยากเป็นจอมเวทย์ทมิฬและเพื่อนชาวไทยหัวใจอินเดียนแดงผู้นั้นเป็น ปัจจุบันมีคำอธิบายเรียกว่าเป็น ความ “เบียว”

คำว่า “เบียว” นี้มาจากคำว่า “จูนิเบียว” ภาษาญี่ปุ่น (Chniby) ที่แปลตรงตัว คือ “(อาการ)ป่วยมัธยมสอง” ซึ่งหมายถึงรูปแบบพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นที่หมกมุ่นอยู่กับบางเรื่อง และเริ่มแสดงบทบาทของตนตามเรื่องที่หมกมุ่นนั้น “เรื่อง” ที่ว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเชิงการ์ตูนหรือจินตนาการ หรือหลักการอุดมการณ์บางอย่างที่เป็นจริงก็ได้

พฤติกรรม “จูนิเบียว” นี้ได้แก่การแสดงความ “เขื่อง” ของตัวเองออกมา เช่น อวดว่าตนนั้นมีพลังพิเศษ (ที่ส่วนใหญ่มาจากหรือเชื่อมโยงกับการ์ตูนมังงะหรืออนิเมะ) หรือมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดสักเรื่องยิ่งกว่าใคร อาจจะแสดงออกมาว่าตัวเองมีพลังพิเศษบางอย่าง ในเชิงพฤติกรรมก็อาจจะสร้างอัตลักษณ์ด้วยการแต่งตัวหรือใช้ถ้อยคำในการพูดต่างจากปกติไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองนั้นเป็น “คนพิเศษ” หาใช่คนธรรมดาสามัญ หรือถ้าเรื่องที่ “เบียว” นั้น เป็นเรื่องที่มีจริง เช่น ความรู้ในบางสิ่ง หรือปรัชญาบางอย่าง ก็จะแสดงความเป็นผู้รู้จริงของเรื่องนั้นออกมาด้วยการพูดจาเชิงสอนสั่งแบบยกตนข่มท่าน โดยไม่สนใจว่าผู้ที่ถูก “เบียว” ใส่นั้นจะเป็นใคร มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือประสบการณ์อย่างไร

คำว่า “เบียว” นี้ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งที่มักพบในผู้ใหญ่ คือ “เซนเบียว” (Zenby) ที่แปลตรงตัว คือ “(อาการ)ป่วยธรรม” คือความเบียวที่หมกมุ่นและเชื่อว่าตัวเองบรรลุธรรมเหนือพ้นเหนือกว่าผู้อื่น เช่น คนที่แสดงตัวว่าบรรลุธรรมเป็นผู้อริยะและเห็นคนอื่นเป็นพวกโง่งมอนารยะที่ต้องมีหน้าที่สอนสั่งไปเสียหมดนั่นแหละ

จึงอาจนิยามคำว่า “เบียว” สั้นๆ รวมๆ ด้วยสำนวนดั้งเดิมว่า “ร้อนวิชา” ก็อาจจะพอได้

แม้ที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะดูมีแต่แง่ลบ แต่แท้จริงแล้ว “ความเบียว” นี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการและขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการเติบโตอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะมันคือความพยายามค้นหาตัวตนและกล่อมสร้างอัตลักษณ์บุคลิกโดยวิธีลองผิดลองถูก และการเล่นสวมบทบาทที่เชื่ออย่างจริงจังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ที่จำเพาะจะมาเกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ ก็คงเพราะเป็นช่วงที่อยู่วัยที่พ้นความเป็นเด็กไปแล้วโดยสิ้นเชิงและอยู่ระหว่างการเติบโตขึ้นเป็นวัยหนุ่มสาว ที่มักจะเริ่มต้นในวัยประมาณ 13-15 ปี ซึ่งเทียบเท่าได้กับเด็ก ม.2 ถึง ม.3 นั่นเอง

มีผู้กล่าวว่า “พวกเราส่วนใหญ่ก็เคยเบียว แค่
จำไม่ได้” นั้นก็อาจจะจริง เพราะเมื่อใดที่เรามีโอกาสได้ไปเห็นหลักฐานบางอย่างที่บันทึกความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมในวัยนั้นหรือสมัยหนุ่มสาวก็อาจจะกุมขมับว่า “ทำไมฉันเขียนอะไรแบบนี้ลงไปได้ไม่อายเขา” หรือ “ตอนนั้นแต่งตัวแบบนั้นออกจากบ้านได้อย่างไร” หรือบางคนอาจตกใจว่าเคยประกาศแต่งงานกับตัวการ์ตูน 2D ไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่

อาจจะลองระลึกถึงว่าเราๆ ท่านๆ ใน “สมัยนั้น” เคยคลั่งไคล้ หรือได้อ่านหรือได้รู้ทฤษฎีหรือความคิดทางสังคม หรืออุดมการณ์สักเรื่องหนึ่ง เราได้แสดงความสุดโต่งอะไรที่เข้าข่ายความ “เบียว” บ้างหรือไม่

ทั้งนี้ มีประเด็นเล็กๆ ที่เป็นกระแสกล่าวถึงกันในสังคมโซเชียลได้สักพักแล้ว คือเรื่องราวที่ถูกแชร์มาจากเพจๆ หนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้ที่ไม่นิยามขอบเขตคำว่า “เพศ” เฉพาะชายหญิงหรือแม้แต่ LGBT ที่เราคุ้นเคย ทำให้สังคมในวงที่กว้างกว่า ได้รู้จักกับผู้ที่ถือ “เพศแม่มด” “เพศมาเวอริก” และล่าสุดที่คือฮือฮากัน คือ “เพศผ้าห่ม”

ความแปลกหูแปลกตานี้ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเรื่องราวของผู้ถือเพศเหล่านี้จึงถูกนำไปกล่าวถึงในเชิง
ล้อเลียน หรือบางคนอาจจะพยายามเปิดใจ แต่ก็ออกจะหลุดกรอบความเข้าใจสำหรับผู้คนวัยพ้นสามสิบปีขึ้นไปแม้ว่าจะใจกว้างบ้างแล้วก็ตาม

กับอีกกรณีที่อาจจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่กว่า คือกรณีพิพาทระหว่างเหล่า “เฟมทวิต” กับนักร้องผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่ฝ่ายนักร้องนั้นรู้สึกว่าการมา “สอนสั่ง” (หรือภาษาในวงการเรียกว่าการ “เอ็ด
ดูเขต”) ของชาวเฟมทวิตนี้เป็นการคุกคามเกินกว่าเหตุ ถึงระดับที่ขู่ว่าจะดำเนินคดีฟ้องศาลกันตามกระบวนยุติธรรมกันไป

“เฟมทวิต” เป็นคำกร่อนที่มาจาก “เฟมมินิสต์ ออฟ ทวิตเตอร์” ที่หมายถึงกลุ่มผู้ที่ออกมารณรงค์เรื่องความเสมอภาคทางเพศและต่อต้านเรื่องการเหยียดเพศตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง ผ่านช่องทาง Twitter ซึ่งคำนี้แม้ส่วนใหญ่ถูกใช้ทั้งในเชิงล้อเลียน แต่ในอีกทางหนึ่ง บรรดาผู้ที่เป็น

“เฟมทวิต” ก็ภาคภูมิใจในการเป็น “เฟมทวิต” ของตน วิวาทะระหว่างชาวเน็ตที่ไม่ใช่และไม่ชอบ
เฟมทวิต กับเหล่าเฟมทวิต เกิดขึ้นมาได้น่าจะราวสามถึงสี่ปี ใกล้เคียงกับกระแสการใช้ช่องทาง
ทวิตเตอร์ของวัยรุ่นคนหนุ่มสาวในการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา

ถ้าเอาความคิดเรื่องพฤติกรรมความ “เบียว” นี้มาพิจารณา ทั้งเรื่องของผู้ที่นิยามตัวเองเป็นเพศแม่มดหรือผ้าห่ม ก็คือ “ความเบียว” ในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ส่วน “เฟมทวิต” ก็อาจจะอธิบายได้ว่าเป็นคนที่ “เบียว” ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี ดังนั้นจึงแสดงออกมาด้วยการต้องแห่กันไป “เอ็ดดูเขต” ให้ผู้ใดก็ตามที่ประพฤติตนหรือใช้ถ้อยคำขัดต่อคุณค่าที่เชื่อนั้นอย่างรุนแรง

ดังได้กล่าวไปว่า “ความเบียว” เป็นหนึ่งในขั้นตอนของการเติบโต หากในโลกยุคที่เราๆ ท่านๆ โตมา “ความเบียว” อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลอะไรบานปลายมากนัก เพราะเราสามารถ “เบียว” ได้แค่ในขอบเขตบ้าน โรงเรียน หรือแวดวงของคนที่เรารู้จัก เมื่อพ้นเวลานั้นไปก็เหลือเป็นภาพจำขำๆ ในหมู่เพื่อนๆ วัยมัธยม หรือความทรงจำสีจางๆ ในภาพถ่ายหรือบันทึกกันไป

แต่ในโลกยุคที่เด็กที่เริ่มอ่านหนังสือออกและมีสมาร์ทโฟนในมือก็เข้าสู่สังคมออนไลน์ได้ ก็เท่ากับการที่มีเด็กและวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยพลังและความเชื่ออย่างรุนแรง ด้วยวัยที่ถ้าเชื่ออย่างไรแล้วจะมุ่งไปทางนั้นแบบสุดจิตสุดใจไม่เผื่อทางอื่น ต้องลงไปเล่นในสนามเดียวกับผู้ใหญ่โดยมีเครื่องมือเดียวกัน อย่าง
ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีประสบการณ์ ความรู้ อำนาจแค่ไหน จึงทำให้เกิดการ “ชกผิดรุ่น” กันได้ เช่น เรื่องที่เหล่าเฟมทวิตเข้าไป “เอ็ดดูเขต” เสียจนระรานล่วงเกินนักร้องท่านนั้นโดยไม่สมควร เพราะบางทีก็ลามไปถึงเรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวของเขาด้วย

ถ้าเรื่องนี้เป็น “ความเบียว” ในยุคก่อน ถ้าใครเบียวมากจนอีกฝ่ายรู้สึกเดือดร้อนทนไม่ไหว อย่างมากก็อาจจะถูกคว่ำบาตรเพื่อนไม่คบ หรือถ้าเพื่อนปากว่ามือถึงก็อาจจะโดนต่อยปากเข้าให้สักทีก็ได้ แต่เพราะเมื่อเป็นการไป “ชกผิดรุ่น” เข้าให้เสียแล้ว ในที่สุดเฟมทวิตนักเอ็ดดูเขตเหล่านั้นอาจจะได้รับผลตอบแทนเป็นการฟ้องร้องคดีกันในศาลอย่างวอดวายใหญ่โต

ไม่กล้ากล่าวว่าทุกคนเคย “เบียว” แต่เชื่อว่าทุกคนเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน คงจะเข้าใจความ “ร้อนวิชา” และความอยากต่อสู้หรือแสดงออก ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองในตอนนั้นกันบ้าง แต่เพราะเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วก็อาจจะหลงลืมหรือนึกไม่ออกถึงพลังและความคิดความเชื่อในสมัยนั้น

แต่ถ้าใครยังพอระลึกได้และเปิดใจพอ ก็อาจจะทำให้มองบรรดา “เฟมทวิต” และผู้มีเพศผ้าห่ม แล้วมองเห็นตัวเองในช่วงสมัยแห่งความเบียวในวัยเดียวกับพวกเขาได้บ้าง

เพราะเมื่อพวกเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ต่อให้ยังมีความคิดความเชื่อหรือความนิยมเหมือนเดิมก็ตาม แต่บางครั้งในการแสดงออก เราก็ไม่สามารถ “กล้า” ได้เท่าพวกเขาอีกแล้ว ส่วนเพราะวัยที่เปลี่ยนไปซึ่งส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของสมองและฮอร์โมนซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือถูกกล่อมเกลาขัดถูด้วยประสบการณ์ ประกอบสิ่งที่สั่งสมไว้ทั้งฐานะ สถานะ และผู้คนที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้เรากลายเป็นคนที่ “ไม่กลัว” จะแสดงออกในสิ่งที่เชื่อ หรือแสดงออกมาได้เท่าที่เราจะปลอดภัย ไม่ว่าจะในความหมายใดก็ตาม

หากเด็กๆ และวัยรุ่นเขาไม่มีสิ่งเหนี่ยวรั้งเช่นนั้น และเพราะอย่างนี้ เขาจึงทำอะไรหลายๆ อย่างที่เราอยากทำ แต่ไม่กล้าทำ หรืออาจจะเคยทำในตอนก่อนหน้า แต่ตอนนี้ไม่อาจทำได้เสียแล้ว

ถ้าเราเคยชื่นชมกับเด็กๆ และคนหนุ่มสาวที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมทางการเมืองและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อสักสองปีก่อน กล้าทำอะไรที่รู้ว่าทำไปแล้วติดคุกติดตะรางแน่ๆ แต่ก็ยังทำเช่นนั้นโดยไม่หวั่นเกรง ด้วยจิตใจแข็งแกร่งมั่นคงจนผู้ใหญ่อย่างเรายังกลัวใจ บางทีเราต้องยอมรับว่าแรงขับอันทรงพลังนั้นกับ “ความเบียว” มันอาจจะมาจากบ่อเกิดเดียวกันก็ได้

เพราะในสายตาของคนอีกข้างอีกฝั่งฝ่าย เขาก็มองว่าเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอย่างพวกเขานั้น ก็คือพวก “ร้อนวิชา” เห่อบ้าอุดมการณ์ ในสายตาของพวกเขา เด็กๆ ที่พวกเราชื่นชม ก็อาจจะแค่ “พวกเบียวประชาธิปไตย” ในสายตาของพวกเขา

ถ้าเราเปิดใจมองในอีกมุมว่าที่แท้แล้ว “เฟมทวิต” ก็คือผู้ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี ซึ่งเป็นประเด็นย่อยหนึ่งของการต่อสู้เพื่อถอดรื้อมายาคติของฝ่ายจารีต บางคนก็อาจจะเคยเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยที่เราชื่นชม แต่พลังความเชื่อเช่นนั้นทำให้พฤติกรรมของพวกเธออาจจะล้ำเกินล้ำเส้นออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องหาวิธีรับมือที่ไม่ใจร้ายกันเกินไปนัก และสำหรับบรรดาผู้ถือเพศที่เราไม่คุ้นเคย ก็คือผู้ที่พยายามทดลองหานิยามใหม่ของคำว่า “เพศ” ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือเห็นด้วยก็ได้

พวกเราเติบโตมา มีอายุมาตั้งถึงสี่สิบถึงห้าสิบปีเข้าไปแล้ว ไม่ชอบไม่เชื่อใน “ความเบียว” ของพวกเด็กๆ ก็ควรจะอมยิ้มและปล่อยให้เขาได้ค้นหาตัวเองไปเถิด ไอ้เรื่องที่ไม่ชอบแต่ก็ยังคอยเวียนเข้าไปตอแย แชร์มาล้อเลียนอย่างสนุกสนานในหมู่เพื่อน ส่วนตัวแล้วเห็นว่าพฤติกรรมแบบนั้นก็ไม่ได้ดูมีวุฒิภาวะไปกว่าเด็กมัธยมสองสักเท่าไร

กล้า สมุทวณิช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...