คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘เฟมทวิต’ นักเอ็ดดูเขต ‘เพศผ้าห่ม’ และ ‘ความเบียว’
น่าจะประมาณปลายประถมถึงต้นมัธยม ที่ผมตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็น “พ่อมด” จากการอ่านการ์ตูนมังงะเรื่อง “มนต์ดำมรณะ” (Eko Eko Azarak ของ Shinichi Koga)
ในตอนนั้นผมพยายามปะติดปะต่อองค์ความรู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆ เท่าที่อ่านพบ เรื่องพิธีกรรมของพ่อมด คาถา และยันต์มนตราต่างๆ ใช้ปูนปลาสเตอร์หล่อเป็นเหรียญอักษรรูน แอบขีดวงเวทย์บนลานบ้านหลังเที่ยงคืนที่ผู้ใหญ่นอนหลับแล้ว และพยายามทำพิธีกรรมต่างๆ ตามที่ได้อ่านมาเท่าที่เป็นไปได้
ผมมีเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาได้ไปพบกับชาวอเมริกันเชื้อสายคนพื้นเมือง หรือที่เรียกง่ายๆ สมัยนั้นว่า อินเดียแดง จากนั้นเขาก็หลงเสน่ห์ความเป็นอินเดียนแดง ศึกษาเรื่องของชนเผ่าดั้งเดิมนี้อย่างลงลึก ถึงขนาดขอให้ลุงคนนั้นตั้งชื่อภาษาอินเดียแดงให้ และบอกให้ใครๆ ให้เรียกเขาในชื่อนั้นแทนชื่อจริงชื่อเล่น
ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมผู้อยากเป็นจอมเวทย์ทมิฬและเพื่อนชาวไทยหัวใจอินเดียนแดงผู้นั้นเป็น ปัจจุบันมีคำอธิบายเรียกว่าเป็น ความ “เบียว”
คำว่า “เบียว” นี้มาจากคำว่า “จูนิเบียว” ภาษาญี่ปุ่น (Chniby) ที่แปลตรงตัว คือ “(อาการ)ป่วยมัธยมสอง” ซึ่งหมายถึงรูปแบบพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นที่หมกมุ่นอยู่กับบางเรื่อง และเริ่มแสดงบทบาทของตนตามเรื่องที่หมกมุ่นนั้น “เรื่อง” ที่ว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเชิงการ์ตูนหรือจินตนาการ หรือหลักการอุดมการณ์บางอย่างที่เป็นจริงก็ได้
พฤติกรรม “จูนิเบียว” นี้ได้แก่การแสดงความ “เขื่อง” ของตัวเองออกมา เช่น อวดว่าตนนั้นมีพลังพิเศษ (ที่ส่วนใหญ่มาจากหรือเชื่อมโยงกับการ์ตูนมังงะหรืออนิเมะ) หรือมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดสักเรื่องยิ่งกว่าใคร อาจจะแสดงออกมาว่าตัวเองมีพลังพิเศษบางอย่าง ในเชิงพฤติกรรมก็อาจจะสร้างอัตลักษณ์ด้วยการแต่งตัวหรือใช้ถ้อยคำในการพูดต่างจากปกติไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองนั้นเป็น “คนพิเศษ” หาใช่คนธรรมดาสามัญ หรือถ้าเรื่องที่ “เบียว” นั้น เป็นเรื่องที่มีจริง เช่น ความรู้ในบางสิ่ง หรือปรัชญาบางอย่าง ก็จะแสดงความเป็นผู้รู้จริงของเรื่องนั้นออกมาด้วยการพูดจาเชิงสอนสั่งแบบยกตนข่มท่าน โดยไม่สนใจว่าผู้ที่ถูก “เบียว” ใส่นั้นจะเป็นใคร มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรือประสบการณ์อย่างไร
คำว่า “เบียว” นี้ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งที่มักพบในผู้ใหญ่ คือ “เซนเบียว” (Zenby) ที่แปลตรงตัว คือ “(อาการ)ป่วยธรรม” คือความเบียวที่หมกมุ่นและเชื่อว่าตัวเองบรรลุธรรมเหนือพ้นเหนือกว่าผู้อื่น เช่น คนที่แสดงตัวว่าบรรลุธรรมเป็นผู้อริยะและเห็นคนอื่นเป็นพวกโง่งมอนารยะที่ต้องมีหน้าที่สอนสั่งไปเสียหมดนั่นแหละ
จึงอาจนิยามคำว่า “เบียว” สั้นๆ รวมๆ ด้วยสำนวนดั้งเดิมว่า “ร้อนวิชา” ก็อาจจะพอได้
แม้ที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะดูมีแต่แง่ลบ แต่แท้จริงแล้ว “ความเบียว” นี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการและขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการเติบโตอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะมันคือความพยายามค้นหาตัวตนและกล่อมสร้างอัตลักษณ์บุคลิกโดยวิธีลองผิดลองถูก และการเล่นสวมบทบาทที่เชื่ออย่างจริงจังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ที่จำเพาะจะมาเกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ ก็คงเพราะเป็นช่วงที่อยู่วัยที่พ้นความเป็นเด็กไปแล้วโดยสิ้นเชิงและอยู่ระหว่างการเติบโตขึ้นเป็นวัยหนุ่มสาว ที่มักจะเริ่มต้นในวัยประมาณ 13-15 ปี ซึ่งเทียบเท่าได้กับเด็ก ม.2 ถึง ม.3 นั่นเอง
มีผู้กล่าวว่า “พวกเราส่วนใหญ่ก็เคยเบียว แค่
จำไม่ได้” นั้นก็อาจจะจริง เพราะเมื่อใดที่เรามีโอกาสได้ไปเห็นหลักฐานบางอย่างที่บันทึกความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมในวัยนั้นหรือสมัยหนุ่มสาวก็อาจจะกุมขมับว่า “ทำไมฉันเขียนอะไรแบบนี้ลงไปได้ไม่อายเขา” หรือ “ตอนนั้นแต่งตัวแบบนั้นออกจากบ้านได้อย่างไร” หรือบางคนอาจตกใจว่าเคยประกาศแต่งงานกับตัวการ์ตูน 2D ไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่
อาจจะลองระลึกถึงว่าเราๆ ท่านๆ ใน “สมัยนั้น” เคยคลั่งไคล้ หรือได้อ่านหรือได้รู้ทฤษฎีหรือความคิดทางสังคม หรืออุดมการณ์สักเรื่องหนึ่ง เราได้แสดงความสุดโต่งอะไรที่เข้าข่ายความ “เบียว” บ้างหรือไม่
ทั้งนี้ มีประเด็นเล็กๆ ที่เป็นกระแสกล่าวถึงกันในสังคมโซเชียลได้สักพักแล้ว คือเรื่องราวที่ถูกแชร์มาจากเพจๆ หนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้ที่ไม่นิยามขอบเขตคำว่า “เพศ” เฉพาะชายหญิงหรือแม้แต่ LGBT ที่เราคุ้นเคย ทำให้สังคมในวงที่กว้างกว่า ได้รู้จักกับผู้ที่ถือ “เพศแม่มด” “เพศมาเวอริก” และล่าสุดที่คือฮือฮากัน คือ “เพศผ้าห่ม”
ความแปลกหูแปลกตานี้ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเรื่องราวของผู้ถือเพศเหล่านี้จึงถูกนำไปกล่าวถึงในเชิง
ล้อเลียน หรือบางคนอาจจะพยายามเปิดใจ แต่ก็ออกจะหลุดกรอบความเข้าใจสำหรับผู้คนวัยพ้นสามสิบปีขึ้นไปแม้ว่าจะใจกว้างบ้างแล้วก็ตาม
กับอีกกรณีที่อาจจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่กว่า คือกรณีพิพาทระหว่างเหล่า “เฟมทวิต” กับนักร้องผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่ฝ่ายนักร้องนั้นรู้สึกว่าการมา “สอนสั่ง” (หรือภาษาในวงการเรียกว่าการ “เอ็ด
ดูเขต”) ของชาวเฟมทวิตนี้เป็นการคุกคามเกินกว่าเหตุ ถึงระดับที่ขู่ว่าจะดำเนินคดีฟ้องศาลกันตามกระบวนยุติธรรมกันไป
“เฟมทวิต” เป็นคำกร่อนที่มาจาก “เฟมมินิสต์ ออฟ ทวิตเตอร์” ที่หมายถึงกลุ่มผู้ที่ออกมารณรงค์เรื่องความเสมอภาคทางเพศและต่อต้านเรื่องการเหยียดเพศตลอดจนการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิง ผ่านช่องทาง Twitter ซึ่งคำนี้แม้ส่วนใหญ่ถูกใช้ทั้งในเชิงล้อเลียน แต่ในอีกทางหนึ่ง บรรดาผู้ที่เป็น
“เฟมทวิต” ก็ภาคภูมิใจในการเป็น “เฟมทวิต” ของตน วิวาทะระหว่างชาวเน็ตที่ไม่ใช่และไม่ชอบ
เฟมทวิต กับเหล่าเฟมทวิต เกิดขึ้นมาได้น่าจะราวสามถึงสี่ปี ใกล้เคียงกับกระแสการใช้ช่องทาง
ทวิตเตอร์ของวัยรุ่นคนหนุ่มสาวในการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา
ถ้าเอาความคิดเรื่องพฤติกรรมความ “เบียว” นี้มาพิจารณา ทั้งเรื่องของผู้ที่นิยามตัวเองเป็นเพศแม่มดหรือผ้าห่ม ก็คือ “ความเบียว” ในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ส่วน “เฟมทวิต” ก็อาจจะอธิบายได้ว่าเป็นคนที่ “เบียว” ในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี ดังนั้นจึงแสดงออกมาด้วยการต้องแห่กันไป “เอ็ดดูเขต” ให้ผู้ใดก็ตามที่ประพฤติตนหรือใช้ถ้อยคำขัดต่อคุณค่าที่เชื่อนั้นอย่างรุนแรง
ดังได้กล่าวไปว่า “ความเบียว” เป็นหนึ่งในขั้นตอนของการเติบโต หากในโลกยุคที่เราๆ ท่านๆ โตมา “ความเบียว” อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลอะไรบานปลายมากนัก เพราะเราสามารถ “เบียว” ได้แค่ในขอบเขตบ้าน โรงเรียน หรือแวดวงของคนที่เรารู้จัก เมื่อพ้นเวลานั้นไปก็เหลือเป็นภาพจำขำๆ ในหมู่เพื่อนๆ วัยมัธยม หรือความทรงจำสีจางๆ ในภาพถ่ายหรือบันทึกกันไป
แต่ในโลกยุคที่เด็กที่เริ่มอ่านหนังสือออกและมีสมาร์ทโฟนในมือก็เข้าสู่สังคมออนไลน์ได้ ก็เท่ากับการที่มีเด็กและวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยพลังและความเชื่ออย่างรุนแรง ด้วยวัยที่ถ้าเชื่ออย่างไรแล้วจะมุ่งไปทางนั้นแบบสุดจิตสุดใจไม่เผื่อทางอื่น ต้องลงไปเล่นในสนามเดียวกับผู้ใหญ่โดยมีเครื่องมือเดียวกัน อย่าง
ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีประสบการณ์ ความรู้ อำนาจแค่ไหน จึงทำให้เกิดการ “ชกผิดรุ่น” กันได้ เช่น เรื่องที่เหล่าเฟมทวิตเข้าไป “เอ็ดดูเขต” เสียจนระรานล่วงเกินนักร้องท่านนั้นโดยไม่สมควร เพราะบางทีก็ลามไปถึงเรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวของเขาด้วย
ถ้าเรื่องนี้เป็น “ความเบียว” ในยุคก่อน ถ้าใครเบียวมากจนอีกฝ่ายรู้สึกเดือดร้อนทนไม่ไหว อย่างมากก็อาจจะถูกคว่ำบาตรเพื่อนไม่คบ หรือถ้าเพื่อนปากว่ามือถึงก็อาจจะโดนต่อยปากเข้าให้สักทีก็ได้ แต่เพราะเมื่อเป็นการไป “ชกผิดรุ่น” เข้าให้เสียแล้ว ในที่สุดเฟมทวิตนักเอ็ดดูเขตเหล่านั้นอาจจะได้รับผลตอบแทนเป็นการฟ้องร้องคดีกันในศาลอย่างวอดวายใหญ่โต
ไม่กล้ากล่าวว่าทุกคนเคย “เบียว” แต่เชื่อว่าทุกคนเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน คงจะเข้าใจความ “ร้อนวิชา” และความอยากต่อสู้หรือแสดงออก ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองในตอนนั้นกันบ้าง แต่เพราะเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้วก็อาจจะหลงลืมหรือนึกไม่ออกถึงพลังและความคิดความเชื่อในสมัยนั้น
แต่ถ้าใครยังพอระลึกได้และเปิดใจพอ ก็อาจจะทำให้มองบรรดา “เฟมทวิต” และผู้มีเพศผ้าห่ม แล้วมองเห็นตัวเองในช่วงสมัยแห่งความเบียวในวัยเดียวกับพวกเขาได้บ้าง
เพราะเมื่อพวกเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ต่อให้ยังมีความคิดความเชื่อหรือความนิยมเหมือนเดิมก็ตาม แต่บางครั้งในการแสดงออก เราก็ไม่สามารถ “กล้า” ได้เท่าพวกเขาอีกแล้ว ส่วนเพราะวัยที่เปลี่ยนไปซึ่งส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของสมองและฮอร์โมนซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ หรือถูกกล่อมเกลาขัดถูด้วยประสบการณ์ ประกอบสิ่งที่สั่งสมไว้ทั้งฐานะ สถานะ และผู้คนที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้เรากลายเป็นคนที่ “ไม่กลัว” จะแสดงออกในสิ่งที่เชื่อ หรือแสดงออกมาได้เท่าที่เราจะปลอดภัย ไม่ว่าจะในความหมายใดก็ตาม
หากเด็กๆ และวัยรุ่นเขาไม่มีสิ่งเหนี่ยวรั้งเช่นนั้น และเพราะอย่างนี้ เขาจึงทำอะไรหลายๆ อย่างที่เราอยากทำ แต่ไม่กล้าทำ หรืออาจจะเคยทำในตอนก่อนหน้า แต่ตอนนี้ไม่อาจทำได้เสียแล้ว
ถ้าเราเคยชื่นชมกับเด็กๆ และคนหนุ่มสาวที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมทางการเมืองและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อสักสองปีก่อน กล้าทำอะไรที่รู้ว่าทำไปแล้วติดคุกติดตะรางแน่ๆ แต่ก็ยังทำเช่นนั้นโดยไม่หวั่นเกรง ด้วยจิตใจแข็งแกร่งมั่นคงจนผู้ใหญ่อย่างเรายังกลัวใจ บางทีเราต้องยอมรับว่าแรงขับอันทรงพลังนั้นกับ “ความเบียว” มันอาจจะมาจากบ่อเกิดเดียวกันก็ได้
เพราะในสายตาของคนอีกข้างอีกฝั่งฝ่าย เขาก็มองว่าเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอย่างพวกเขานั้น ก็คือพวก “ร้อนวิชา” เห่อบ้าอุดมการณ์ ในสายตาของพวกเขา เด็กๆ ที่พวกเราชื่นชม ก็อาจจะแค่ “พวกเบียวประชาธิปไตย” ในสายตาของพวกเขา
ถ้าเราเปิดใจมองในอีกมุมว่าที่แท้แล้ว “เฟมทวิต” ก็คือผู้ที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี ซึ่งเป็นประเด็นย่อยหนึ่งของการต่อสู้เพื่อถอดรื้อมายาคติของฝ่ายจารีต บางคนก็อาจจะเคยเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยที่เราชื่นชม แต่พลังความเชื่อเช่นนั้นทำให้พฤติกรรมของพวกเธออาจจะล้ำเกินล้ำเส้นออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องหาวิธีรับมือที่ไม่ใจร้ายกันเกินไปนัก และสำหรับบรรดาผู้ถือเพศที่เราไม่คุ้นเคย ก็คือผู้ที่พยายามทดลองหานิยามใหม่ของคำว่า “เพศ” ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือเห็นด้วยก็ได้
พวกเราเติบโตมา มีอายุมาตั้งถึงสี่สิบถึงห้าสิบปีเข้าไปแล้ว ไม่ชอบไม่เชื่อใน “ความเบียว” ของพวกเด็กๆ ก็ควรจะอมยิ้มและปล่อยให้เขาได้ค้นหาตัวเองไปเถิด ไอ้เรื่องที่ไม่ชอบแต่ก็ยังคอยเวียนเข้าไปตอแย แชร์มาล้อเลียนอย่างสนุกสนานในหมู่เพื่อน ส่วนตัวแล้วเห็นว่าพฤติกรรมแบบนั้นก็ไม่ได้ดูมีวุฒิภาวะไปกว่าเด็กมัธยมสองสักเท่าไร
กล้า สมุทวณิช