โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปราสาทเขาพระวิหาร ปฐมเหตุความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา?

แนวหน้า

เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

ภาพที่1 เป็นภาพสามิติบริเวณภูมะเขือและปราสาทพระวิหารและจุดชื่อเรียกบริเวณต่างๆ

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ โพสต์ข้อความระบุว่า ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ปฐมเหตุปัญหาชายแดนไทยเขมร และพื้นที่ช่องคานม้า วัดแก้วสิกขาคีรี พลาญอินทรี ดินแดนที่ไทยเสียไปในอดีต

อย่างเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าในข้อพิพาทไทยเขมรปฐมเหตุ เกิดจากเรื่องเขาพระวิหารเมื่อนานมาแล้ว กัมพูชาได้ร้องต่อศาลโลกให้ตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ฝ่ายไทยก็เข้าร่วมสู้ในคดีนี้เพราะคิดว่าศาลโลกคือศาลยุติธรรม แต่ศาลโลกมันกลับกลายเป็นศาลการเมืองระหว่างประเทศ
และผลคือไทยแพ้คดี

ซึ่งถือว่าเป็นความเจ็บแค้นของคนไทยตั้งแต่นั้นตลอดมา

คำตัดสินมี 3 ข้อหลักคือ:

1.ตัวปราสาท ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา

2.ให้ไทยต้องถอนทหาร ตำรวจ หรือผู้ดูแลที่อยู่ในปราสาทหรือบริเวณใกล้เคียงในดินแดนกัมพูชาออกไป

3.ไทยต้องคืนวัตถุโบราณที่อาจถูกนำออกจากปราสาทนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 (ปีที่ไทยเริ่มส่งกำลังไปรักษาการณ์)

รัฐบาลไทยยอมรับผลจากคำพิพากษาศาลโลก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ธงชาติไทยบนเขาพระวิหาร ไม่ได้ถูกชักลงจากยอดเสา แต่เรายกทั้งเสาลงมาจากเขาพระวิหารพร้อมกับธงที่ติดอยู่ปลายยอด (เสาธงและธงชาติผืนนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ถูกเก็บรักษาหรือหายไปก็ไม่ทราบน่าเสียดายนะครับเดี๋ยวไว้โพสต์อื่นๆค่อยพูดเรื่องการเก็บรักษาของต่างๆของหน่วยงานรัฐ)
โดย ครม. ได้กำหนดให้เฉพาะตัวปราสาทเป็นพื้นที่ของเขมร

ปัญหามันไม่จบเพราะศาลโลกไม่ได้ตัดสินว่าเขมรมีสิทธิรอบตัวปราสาทมากน้อยแค่ไหน ส่วนทางไทยก็ตีความตามศาลโลกว่าเขมรมีสิทธิเฉพาะปราสาท
ไทยจึงกั้นลวดหนามล้อมปราสาทพระวิหารไว้ทั้งหมดให้แคบที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วนกัมพูชาเองยังไม่หยุดการรุกรานไทย โดยอาศัยรูปลักษณ์เป็นชาติที่พึ่งผ่านสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มา แสดงตัวหน้าสงสารกล่าวอ้างว่าไทยรังแก

กัมพูชาต้องการให้เขตแดนระหว่างไทย เป็นไปตามแผนที่ 1/200,000 (ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยจะสูญเสียดินแดนไปจำนวนมาก รวมถึงโบราณสถานตามตะเข็บชายแดนจะตกเป็นของเขมรทั้งหมด และที่สำคัญคือความมุ่งหมายสำคัญคือแหล่งพลังงานในอ่าวไทย)

กลับมาในพื้นที่พระวิหาร หากยึดตามแผนที่ 1/200,000 เขาพระวิหารแถบตัวปราสาท พลาญอินทรีและภูมะเขือทั้งภู ช่องคานม้า ตามาเรีย จะตกเป็นของเขมรทันที

ทางไทยเองก็ไม่ยอมครับ จึงเกิดพื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรขึ้นมา

กัมพูชามีความพยายามอีกครั้งที่จะยึดดินแดนไทย โดยทำอุบายนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก

พ.ศ.2549 กัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว โดยกัมพูชาได้ขอยื่นจดทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบซึ่งกินพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเข้าไปด้วย

รัฐบาลไทยในสมัยนั้นทีท่าที่ประนีประนอม แต่ก็ขอให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงตัวปราสาทเท่านั้น

พ.ศ. 2551 รมต.ตปท.ของไทยจึงได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร

7 กรกฎาคม 2551 UNESCO ประกาศให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา แต่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

ความตึงเครียดตามชายแดนมีมาตั้งแต่ช่วงที่เขมรจะขึ้นมรดกโลกปราสาทพระวิหารปะทุขึ้น

15 ตุลาคม 2551: เกิดการปะทะด้วยอาวุธปืนเล็กและเครื่องยิงลูกระเบิด (M79) บริเวณ "ห้วยตานี" และ "ภูมะเขือ" ใกล้ปราสาทพระวิหาร หลังทหารกัมพูชาพยายามรุกเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยถือว่า

เป็นเขตแดนไทย มีทหารเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย และทหารไทยบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ภาพที่ 3 แผนที่ L7017 บริเวณภูมะเขือเขาพระวิหาร

3 เมษายน 2552: เกิดการยิงปะทะกันบริเวณ ภูมะเขือ และ ผามออีแดง การรบยืดเยื้อประมาณ 1 ชั่วโมง มีการใช้ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง และเครื่องยิงลูกระเบิด ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตและ

บาดเจ็บ และอาคารบางส่วนในตลาดหน้าปราสาท (ฝั่งกัมพูชา) เกิดเพลิงไหม้

กัมพูชาพยายามรุกคืบ โดยการสร้างชุมชนของคนเขมร และมีการสร้างวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระขึ้น

รวมไปจนถึงมีการสร้างถนนคอนกรีตจากดินเขาฝั่งกัมพูชาขึ้นมาที่ช่องคานม้าแล้วผ่านไปวัดแก้วจนขึ้นไปพลาญอินทรีจนถึงตัวปราสาทประวิหาร

ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU43 กับฝ่ายไทย

สิ่งเหล่านี้ล้วนชักนำสถานการณ์ไปสู่สงครามใหญ่ในปี 2554

4 - 7 กุมภาพันธ์ 2554: ปะทะกัน 4 วัน บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารและ ช่องโดนเอาว์ มีกระสุนปืนใหญ่ตกใส่หมู่บ้านในฝั่งไทย (ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์) ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และ

ต้องอพยพประชาชนนับหมื่นคน ส่วนตัวปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิด มีทหารเสียชีวิตรวมทั้งสองฝ่ายมากกว่า 10 นาย

ความขัดแย้งลามไปถึงปราสาทตาควายและตาเมือนธม

โดยวันที่ 22 เมษายน - ต้นพฤษภาคม 2554 เกิดการปะทะอย่างหนักบริเวณ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์

การรบนานกว่า 10 วัน มีการใช้ปืนใหญ่ยิงลึกเข้าไปในดินแดนของกันและกัน โรงเรียนและบ้านเรือนประชาชนใน อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง ได้รับความเสียหายอย่างมาก ชาวบ้านต้องอาศัยใน

หลุมหลบภัยและศูนย์อพยพนานนับสัปดาห์

ภาพที่ 4 พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร

การปะทะในปี 2554 นำไปสู่การที่กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลก เพื่อขอให้คุ้มครองชั่วคราวและตีความคำพิพากษาปี 2505 ใหม่ว่า กัมพูชา มีสิทธิเหนือพื้นที่รอบปราสาทตลอดจน 4.6 ตาราง

กิโลเมตรหรือไม่

ศาลโลกรับคำร้องและมีคำตัดสินในปี 2556

โดยศาลโลกไม่ได้ตัดสินยกพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.ให้เขมร และมองว่าภูมะเขือไม่ได้เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร

แต่ศาลก็มองว่าเขตแนวรั้วเดิมที่ไทยกำหนดไว้ ตาม มติ ครม.ปี 2505 นั้นมันชิดรอบตัวปราสาทมากเกินไป (ปัจจุบันไม่มีรั้วแล้ว เพราะเขมรรื้อทิ้งไปหมดแล้ว) ศาลมองว่าจริงๆเขมรควรมีสิทธิ์ใน

พื้นที่มากกว่านี้ในบริเวณพื้นที่ยอดของเขาประวิหารเท่านั้น ไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนที่เขมรต้องการ

แต่ศาลเองไม่ได้ระบุชี้ชัดอยู่ดีว่าจากจุดใดไปจุดใดเพียงพูดคลุมๆว่าด้านบนของยอดเขาเท่านั้น

และก็ต้องใช้การพูดคุยของทั้งสองประเทศมาหาข้อตกลง ซึ่งอย่างที่เราเห็นกัมพูชาไม่มีทางทำตามข้อตกลงถ้าตนเองเสียเปรียบ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทหารกัมพูชาความพยายามขยายและรุกคืบเข้ายึดพื้นที่พลาญอินทรี คานม้า ห้วยตามาเรีย ภูมะเขือส่วนติดหน้าผา ช่องโดนเอาว์ พลาญยาว ไล่เรียงไปจนถึงพลาญหิน

แปดก้อน ด้วยทุกเลห์กล การแอบเข้ามาตั้งฐาน การขอลาดตระเวนร่วมกับทหารไทยแล้วสุดท้ายก็บอกว่าตรงนั้นคือพื้นที่มัน และอื่นๆ

เมื่อยึดพื้นที่ได้เขมรก็จะพยายามขยายแนวเข้ามาเรื่อยๆเพื่อเบียดทหารไทยให้ถอยไป

หลังจากสงคราม 5 วันเรายึดภูมะเขือได้ทั้งหมด มีกำลังทหารไทยที่ห้วยตามาเรีย(ซึ่งเกิดเหตุเหยียบระเบิดไปก่อนหน้านี้)

และฝ่ายกัมพูชาได้วางทหารและอาวุธจำนวนมากในแถบพื้นที่ ห้วยตามาเรียส่วนที่ไหลลงจากเขาพระวิหาร พลาญอินทรี คานม้า วัดแก้วสิกขาคีรี ตลอดจนพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

และเมื่อฐานทหารหรือฐานยิงอาวุธวิถีโค้งที่อยู่ในพื้นที่เขาพระวิหารทั้งหมด ยิงใส่เราเป็นภัยคุกคามกับทหารไทย

ฝ่ายเราเองมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และทำลายภัยคุกคามเหล่านี้

ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยสถาปนาอำนาจรัฐไทยให้สุดเส้นปฏิบัติการ 1/50,000 ปิดช่องคานม้า ตัดขาดเส้นทางขึ้นปราสาทพระวิหาร

ให้เขมรมันกลับไปเดินแบกของขึ้นทางช่องบันไดหักแทน ไม่ต้องมีหน้ามาขับรถขึ้นลงแถวช่องคานม้าอีกต่อไป

ขอเป็นกำลังใจให้กับทหารไทยครับ ขอให้ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและปลอดภัย พวกเราอยู่เคียงข้างพวกท่านเสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...