โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (จบ) | ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 ต.ค. 2565 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (จบ)

แย่งบัลลังก์กันแทบตาย สุดท้ายลูกชายกลายเป็นองค์ประกัน

หลังจากที่ “มหาเทวีแม่พระจอมเมือง” (มหาเทวีองค์นี้เป็นชายาหม้ายของพระเมืองเกษเกล้า) ครองนครพิงค์ (ราชธานีอยู่เวียงกุมกาม) ได้ 3 ปีแล้ว กองทัพฝ่ายล้านช้างของพระไชยเชษฐา ก็ค่อยๆ เลิกราและวางมือต่อภารกิจการทวงล้านนาคืน

เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กองกำลังฝ่าย “นางพญาวิสุทธิเทวี” เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ “พระแม่กุ” ถูกสึกออกจากเพศฆราวาสที่เมืองนาย แว่นแคว้นไทใหญ่ สามารถนั่งบัลลังก์เมืองเชียงใหม่ได้ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรดรอบทิศ

ในเวทีเสวนาทั้งคลับเฮาส์และที่สถาบันวิจัยสังคม มช. อาจารย์ชัยวุฒิ ไชยชนะ ไม่ได้กล่าวถึงฉากสุดท้ายหรือ “การหายไป” ของ “มหาเทวีแม่พระจอมเมือง” ว่าชะตากรรมนางเป็นอย่างไรบ้าง กล่าวแต่เพียงว่า โอรสที่อายุ 9 ขวบนั้น ได้ไปเติบใหญ่ในราชสำนักอยุธยา

โดยที่ไม่แน่ใจว่าโอรสองค์นี้ถูกส่งไปในลักษณะไหนกันแน่ เป็นกึ่งๆ องค์ประกันให้กับพระไชยราชา เพื่อแลกกับการสร้างความเชื่อมั่นว่าฝ่ายอโยธยาจะไม่ทำลายเชียงใหม่ หรือไปแบบหนีราชภัย?

เอาเป็นว่า แม่ลูกต้องพรากจากกัน 1 คู่แล้ว

โอรสผู้นี้ตอนไปอยุธยาตรงกับปี จ.ศ.907 (พ.ศ.2088) มีอายุเพียง 9 ขวบ จะเป็นคนเดียวกันกับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ชื่อ “ออกญารามเดโช” ได้หรือไม่ ซึ่งในปี 963 (2144) มีอายุ 65 ปี ถูกราชสำนักอโยธยาส่งมาครองเมืองเชียงแสน โดยพงศาวดารอยุธยาระบุว่า ออกญารามเดโชผู้นี้มีเชื้อสายขุนนางชั้นสูงจากเชียงใหม่ตั้งแต่วัยเยาว์

ข้างฝ่ายนางพญาวิสุทธิเทวีเองก็เช่นกัน กว่าจะช่วงชิงบัลลังก์ให้ลูกชายได้ เลือดตาแทบกระเด็น แถมช่วงที่นางได้นั่งบัลลังก์เอง ก็เป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่ลูกชายคือ ท้าวแม่กุ ต้องถูกจับไปเป็นองค์ประกันในกรุงหงสาวดีอีก

ชะตากรรมของสองมหาเทวีที่ขับเคี่ยวเคี้ยวฟันกัน ลงท้ายหาได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดเลย

เมืองหัวเคียนกับราชเทวีจอมใจ

เรายังไม่พบหลักฐานใดๆ ว่า “ราชเทวีจอมใจ” มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวไหนกันแน่ (เฉกเดียวกับที่ไม่อาจทราบถึงเชื้อสายของมหาเทวีจิรประภา, มหาเทวีแม่พระจอมเมือง, มหาเทวีอโนชาแม่พระเมืองเกษเกล้า และราชนารีองค์อื่นๆ ได้แน่ชัด แต่ละนางปูมหลังล้วนคลุมเครือ)

ประเด็นเชื้อสายไทใหญ่เมืองนายของพระนางคงตัดทิ้งไปก่อน เพียงแค่การที่โอรสของนางคือ “พระแม่กุ” หนีราชภัยไปบวชอยู่ที่เมืองนายค่อนข้างนานนั้น ไม่อาจใช้เป็นข้อบ่งชี้ได้ว่านางจอมใจจักต้องเป็นชาวเมืองนายตามไปด้วย

ในทางกลับกันจากเหนือสุด หันไปมองจุดใต้สุดของเชียงใหม่ นั่นคือ “เมืองหัวเคียน” (ครอบคลุมตั้งแต่ตอนล่างของอำเภอหางดง สันป่าตอง จอมทอง จนถึงฮอด ดอยเต่า) ชื่อนี้ปรากฏขึ้นว่าเป็นเขตปกครองภายใต้อำนาจของนางพญาวิสุทธิเทวีและเครือญาติ

หลังจากที่พระเมืองแก้วสวรรคต เหตุการณ์ช่วงนี้หากเราอ่านตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่แบบผิวเผิน ก็จะเข้าใจไปว่า พระเมืองเกษเกล้าคงขึ้นนั่งบัลลังก์โดยปกติสืบจากพระราชบิดากระมัง

ที่ไหนได้ ราชสำนักล้านนาแทบนองเลือด พระเมืองเกษเกล้าโอรสองค์หลักที่ประสูติแต่มหาเทวีอโนชา (มเหสีเอกของพระเมืองแก้ว) จำต้องจรลีลี้ภัยไปรั้งวังอีกแห่งที่เวียงกุมกาม ยอมให้เมืองเชียงใหม่ตกอยู่ในอำนาจของพระมเหสีจิรประภาและโอรส (ท้าวยี่) คือพระเมืองไชย ที่ยึดบัลลังก์ไว้ได้ก่อน

ในขณะที่ชะตากรรมของอัครชายาอีกองค์ของพระเมืองแก้วชื่อ “เทวีจอมใจ” จักเป็นเช่นไร นางก็ต้องหลบหนีไปให้ไกลจากศูนย์อำนาจของ “พระเมืองไชยและมหาเทวีจิรประภา” เช่นเดียวกัน น่าคิดทีเดียวว่าสถานที่ที่นางซ่องสุมกองกำลังนั้น ทำไมจึงเลือกเมืองหัวเคียน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่นี่อาจเป็นดินแดนบ้านเกิดของพระนางก็เป็นได้

หลังจากท้าวไชย (พระเมืองไชย) ลูกมหาเทวีจิรประภา ซึ่งนั่งเมืองเชียงใหม่ (แต่ประวัติศาสตร์ไม่ให้การยอมรับ) ถูกฆ่า พระเมืองเกษเกล้าก็ถือว่าหมดคู่แข่งไปหนึ่งรายแล้วโดยปริยาย (ท้าวไชยเป็นน้องชายต่างมารดาของพระเมืองเกษเกล้า)

แทนที่พระเมืองเกษเกล้าจะนั่งเมืองแบบราบรื่น กลับถูกขุนนางทำรัฐประหารอีก ด้วยการเชิญพระองค์ไปอยู่เมืองน้อย (ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ที่อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน เป็นเมืองห่างไกลทุรกันดารเหมาะสำหรับการเนรเทศเจ้านายชั้นสูง) แล้วอัญเชิญ “ท้าวซายคำ” (บ้างเรียกท้าวชาย-อย่าสับสนกับท้าวไชยนะคะ) ผู้เป็นโอรสในไส้ของพระเมืองเกษเกล้า มาจากเมืองเชียงแสนขึ้นครองราชย์แทนพ่อ

ขุนนางที่ “ทำคด” ต่อพระเมืองเกษเกล้า หาใช่ใครที่ไหนไม่ เขาคือ “หมื่นหัวเคียน” เจ้าเมืองสอย (อยู่ที่น้ำแม่สอย อ.จอมทอง ไม่ใช่แถวแก่งสร้อย จ.ตาก) สั่งให้ “หมื่นคำฮอม” (ต่อมาเป็นแสนคำฮอม) เป็นคนนำพระเมืองเกษเกล้าไปขังที่เมืองน้อย

ท้าวซายคำปกครองล้านนาได้ไม่นานก็ถูกทำรัฐประหารโดยขุนนางอีก คนฆ่าท้าวซายคำคือพินญาเสนา (แสนยี่มโน) เมืองมโนก็คือเวียงมโน ปัจจุบันอยู่อำเภอหางดง เป็นปลายขอบของเมืองหัวเคียนตอนบน

มีการเอาพระเมืองเกษเกล้ากลับมาขัดตาทัพจากที่เคยเนรเทศไปแล้วหนหนึ่ง แต่แล้วพระเมืองเกษเกล้าก็ถูกฆ่าโดยขุนนางชั้นสูงชื่อ “แสนคร้าว” (บ้างเรียกแสนคราว) ชาวเชียงตุง เคยเป็น “หมื่นเตริน” ครองเมืองเถินมาก่อน บุคคลผู้นี้เป็นพันธมิตรกับฝ่ายมหาเทวีจิรประภา

ชีวิตของคนชื่อ “แสนคร้าว” ผู้นี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เขาเคยเป็นพี่เลี้ยงของพระเมืองแก้ว แถมยังเป็นพ่อนมให้กับพระเมืองเกษเกล้า ดูแลสองกษัตริย์พ่อลูกตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แต่แล้วอยู่ๆ ก็เบนเข็มมาค้ำบัลลังก์ให้กับฝ่ายจิรประภา

สะท้อนให้เห็นว่า ขุนนางสองฝ่ายทั้งสายหัวเคียนของราชเทวีจอมใจ และสายเชียงตุงของจิรประภาผลัดกันสำแดงฤทธานุภาพในการสังหารกษัตริย์สองพ่อลูก (พระเมืองเกษเกล้า-ท้าวซายคำ)

จิรประภาขึ้นนั่งเมืองต่อจากพระเมืองเกษเกล้า (รายละเอียดเคยกล่าวไปแล้วในตอนก่อนๆ) จากนั้นพระโพธิสาลราชจากล้านช้าง (ผ่านการเชื้อเชิญของจิรประภา) พร้อมโอรสพระไชยเชษฐาเข้ามาครองล้านนา

เมื่อพระไชยเชษฐากลับล้านช้าง มหาเทวีแม่พระจอมเมือง (ชายาของพระเมืองเกษเกล้า) สามารถดึงอำนาจกลับมาได้อีกครั้งในฐานะราชินีหม้าย ทำการแข็งเมืองนานถึง 3 ปี

ระหว่างนั้น ราชเทวีจอมใจ (วิสุทธิเทวี) ชายาอีกคนของพระเมืองแก้วแอบลักลอบเขียนสาส์นไปเชิญพระไชยราชาให้ขึ้นมาจัดการกับมหาเทวีสองนาง (ทั้งจิรประภา และแม่พระจอมเมือง) ถึงสองครั้ง (ครั้งแรกจิรประภายังไม่เสียชีวิตออกมาต้อนรับ ครั้งที่สองพระไชยราชาเสียชีวิตเอง แต่พระจอมเมืองต้องไปเป็นองค์ประกันที่อยุธยา) กระทั่ง กองกำลังของวิสุทธิเทวีแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นำมาซึ่งการครองบัลลังก์ของโอรสนาม ท้าวแม่กุ

การปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ ถอดรหัสชื่อนางมัทรีจอมใจ

เมื่อราวทศวรรษก่อน ดิฉันได้ตั้งคำถามว่า ประเพณีการชักลากจูงศพด้วยนกหัสดีลิงค์บนแผ่นดินล้านนานั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยมีมาก่อนการปลงศพของพระนางวิสุทธิเทวีหรือไม่ เป็นประเพณีของชาติพันธุ์ใด หรือแว่นแคว้นแดนไหนคิดขึ้นก่อน อินเดีย มอญ พม่า ไทลื้อ?

เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนัก ว่ากษัตริย์ล้านนาองค์ก่อนๆ ในราชวงศ์มังรายปลงศพกันด้วยวิธีใด เอกสารหลายชิ้นมักเขียนแค่ว่า “ส่งสการ”

พงศาวดารโยนกกล่าวถึงช่วงที่มหาเทวีองค์สุดท้ายซึ่งสวรรคตในปี พ.ศ.2121 ว่า

“นางพญาวิสุทธิราชเทวีผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ถึงพิราลัย พระยาแสนหลวงแต่งการศพทำเป็นพิมานบุษบก ตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ขนาดใหญ่รองด้วยเลื่อนแม่สะดึง เชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกนั้น แล้วฉุดชักไปด้วยแรงคชสาร เจาะพังกำแพงเมืองไปถึงทุ่งวัดโลก ก็กระทำฌาปนกิจถวายพระเพลิง ณ ที่นั้น เผาพร้อมทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ทรงศพนั้นด้วย จึงเป็นธรรมเนียมลาวในการปลงศพเจ้าผู้ครองนครทำเช่นนี้สืบกันมา”

วัดโลก คือชื่อเดิมของวัดโลกโมฬี ได้ชื่อ “โลกโมฬี” ก็ด้วยการเอาคำว่า “พระราชโมฬี” สมเด็จพระสังฆราชาซึ่งเคยประทับ ณ นครหริภุญไชย มาสวมเป็นชื่อให้วัดแห่งนี้ อาจารย์ชัยวุฒิมองว่าเป็นการเคลื่อนย้ายอำนาจทางสงฆ์จากลำพูนให้มาอยู่ที่เชียงใหม่

ทำไมต้องปลงศพนางพญาวิสุทธิเทวีไว้ที่วัดแห่งนี้? ในเมื่อพระราชสวามีของพระนางคือพระเมืองแก้ว ปลงศพที่วัดพระสิงห์ คนที่ถูกปลงศพ ณ วัดโลก พร้อมเอาอัฐิบรรจุไว้ที่นี่ก็คือพระเมืองเกษเกล้าต่างหาก บุคคลที่นางพญาวิสุทธิเทวีให้คนใกล้ชิดนำตัวเนรเทศไปให้พ้นปริมณฑลแห่งอำนาจ

ไม่มีใครทราบว่า มเหสีของพระเมืองเกษเกล้าที่เราเรียกตลอดเวลาว่า “มหาเทวีแม่พระจอมเมือง” นั้นมีการนำอัฐิของนางบรรจุไว้ที่ไหน รวมทั้งมหาเทวีจิรประภา เนื่องจากบางเหตุการณ์ไม่ได้มีการบันทึกรายละเอียดไว้ หรือบางทีเราอาจยังไม่พบหลักฐานอะไรอีกจำนวนมากที่ซุกซ่อนอยู่

อาจารย์ชัยวุฒิได้นำเสนอเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดคำเหล่านี้ฝากไว้ชวนให้คิด ว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ระหว่างชื่อ ราชเทวีจอมใจ การปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ กับในตำนานเทศมหาชาติ หรือเวสันตระชาดกที่พบในใบลานเขียนปี จ.ศ.1128 (พ.ศ.2309) เขียนช่วงก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก 1 ปี

มีการบรรยายปราสาทศพช่วงที่จะเผาพระนางมัทรี เรียกนางว่า “จอมใจเมืองมิ่ง” โดยเผาศพนางมัทรีด้วยนกหัสดีลิงค์เช่นกัน และพรรณนาว่าเป็นการทำศพของพญามาแต่ก่อน

ส่วนเทศมหาชาติสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกนางมัทรีช่วงทำศพว่า “นางจอมใจม้วยมิ่ง” อาจารย์ชัยวุฒิตั้งคำถามว่า เหตุไรคำว่า “จอมใจ” จึงถูกนำไปเชื่อมโยงกับการเผาศพด้วยนกหัสดีลิงค์หลายครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องราวเฉพาะของนางพญาวิสุทธิเทวีเท่านั้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชนชั้นสูงในราชสำนักสยามน่าจะยังรู้จักราชเทวีจอมใจกันอยู่

สรุป จากการที่ดิฉันได้รับฟังและติดตามการนำเสนอเอกสารหลักฐานชิ้นใหม่ๆ ที่อาจารย์ชัยวุฒิ ไชยชนะ ได้ค้นพบและพยายามถอดรหัสตีความ ต่อเติมจิ๊กซอว์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ขาดหายของอาณาจักรล้านนาตอนปลายในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้น

ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยกับการที่จะให้ผู้อ่านรื้อ “ภาพจำ” หรือสลัด “องค์ความรู้เดิม” ทิ้งไป ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์ล้านนาที่เรารับรู้กันนั้น ยิ่งศึกษาก็จะยิ่งพบช่องโหว่เว้าแหว่งว่ามีหลายจุดที่ไม่มีความกระจ่างชัด

การลำดับเหตุการณ์ของตัวละครที่อาจารย์ชัยวุฒิพยายามร้อยเรียงเรื่องราวโดยอิงหลักฐานที่ค้นพบใหม่มาทั้งหมดนี้ โปรดอย่ามองว่าเป็นเรื่องเมาธ์มอยเขียนเอามันส์ แต่งนิยายเลอะเทอะ แน่นอนว่าตัวดิฉันในฐานะคอลัมนิสต์ย่อมต้องเพิ่มสำบัดสำนวนและสร้างสีสันให้ชวนอ่านไม่มากก็น้อย

ทว่า เหนือสิ่งอื่นใดนั้น “ข้อมูลก็คือข้อมูล” “หลักฐานก็คือหลักฐาน” มันวางกองอยู่เบื้องหน้าคุณแล้ว ผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์ล้านนา สามารถหยิบมันไปใช้เองได้ โดยสร้างข้อสมมุติฐานใหม่ด้วยตัวเอง ตั้งโจทย์ วางไทม์ไลน์ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างช่วงปลายราชวงศ์ล้านนา

ข้อสำคัญลองแกะหรือดึงคำว่า “มหาเทวี” ออกมาวางเรียงทีละจุดอีกครั้ง แล้วท่านจะพบว่า ความทับซ้อนของคำคำเดียวกันนี้ สามารถแยกร่างออกได้หลายนาง •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (1) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (2) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

นางพญาวิสุทธิเทวี ศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง (3) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...