โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ASW โกยยอดขายไตรมาส 1 เฉียด 7 พันล. จ่อโอน 11 โครงการใหม่ 2.6 หมื่นล.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 08.17 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 08.17 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทายรอบด้าน บริษัทฯ ยังสามารถรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) สามารถทำยอดขายจากโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมได้รวมทั้งสิ้น 6,854 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 37% ของเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ในระดับ 18,500 ล้านบาท

ความสำเร็จของยอดขายดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin) ซึ่งเป็นโครงการ Leisure Residence ใกล้หาดสุรินทร์ จังหวัดภูเก็ต มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ที่ทำยอดจองไปแล้วกว่า 65%, โครงการแคมปัสคอนโด “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท และโครงการ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) ช้อปเฮ้าส์บนคอมมูนิตี้แห่งใหม่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต มูลค่ารวม 255 ล้านบาท โดยสองโครงการหลังได้เปิดรอบพิเศษ VVIP ไปเมื่อวันที่ 27-28 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากโครงการที่เปิดขายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ “โคราลิน่า กมลา” (Coralina Kamala) และ “เดอะ บาลโคนี ในยาง” (The Balcony Naiyang) รวมถึงอีเวนต์แรกของปีอย่าง “AssetWise Funtastic Deal” ที่สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 1,200 ล้านบาท

สำหรับยอดพรีเซลของ ASW ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยบริษัทพบสัญญาณบวกจากการตัดสินใจซื้อของลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 สัปดาห์หลังเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ในระยะสั้นประเมินว่านักท่องเที่ยวบางส่วน เช่น กลุ่มตะวันออกกลางและบางประเทศในยุโรป อาจชะลอตัวลงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน แต่ในระยะยาวบริษัทมีความเชื่อมั่นว่าจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Destination) ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยปัจจัยบวกด้านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ และสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าระยะยาว ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) และกลุ่มพำนักระยะยาว (Long-stay) จากทั่วโลกที่กำลังมองหาบ้านหลังที่สอง

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ปัจจัยบวกในประเทศ ทั้งความชัดเจนทางการเมือง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% แนวโน้มเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงต่อเนื่องซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ตลอดจนมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนปรนเงื่อนไข LTV ที่จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดย ASW ยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยทางการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และบริหารจัดการสต๊อกสินค้า (Inventory) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้ากลุ่มดังกล่าวพัฒนาด้วยต้นทุนค่าก่อสร้างเดิม ทำให้บริษัทสามารถคงระดับราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าที่สุด

ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทมีแผนทยอยส่งมอบโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่ารวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการรับรู้รายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 16,360 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการโมดิซ อาวองการ์ด (Modiz Avantgarde) มูลค่า 1,800 ล้านบาท 2.โครงการเคฟ ลูมินัส บางมด (Kave Luminous Bangmod) มูลค่า 1,200 ล้านบาท 3.โครงการโมดิซ วอลท์ เกษตร-ศรีปทุม (Modiz Vault Kaset-Sripatum) มูลค่า 2,200 ล้านบาท 4.โครงการเคฟ เจเนซิส นครปฐม (Kave Genesis Nakhon Pathom) มูลค่า 1,160 ล้านบาท 5.โครงการเดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท และ 6.โครงการเดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสองโครงการหลังพัฒนาโดย บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ

นอกจากนี้ ASW ยังมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน โดยเตรียมเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมและผลการดำเนินงานงวด 12 เดือนของปี 2568 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับ 7% เมื่ออ้างอิงจากราคาปิดสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมฯ ในวันที่ 23 เมษายน 2569 และมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 30 เมษายน 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...