โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์: โรคหัดระบาดเพราะการฉีดวัคซีนเชื้อเป็น จริงหรือ?

ชัวร์ก่อนแชร์

อัพเดต 30 มี.ค. 2568 เวลา 01.54 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 18.54 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

30 มีนาคม 2568
แปลและเรียบเรียงบทความ : อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ข้อมูลที่ถูกแชร์ :

ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคหัดในสหรัฐอเมริกา มีข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคหัดและวัคซีนป้องกันโรคหัดเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยอ้างว่าสาเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อโรคหัดในสหรัฐอเมริกาช่วงต้นปี 2025 แท้จริงแล้วมาจากการรณรงค์ฉีดวัคซีนโรคหัดนั่นเอง เนื่องจากมีการผลิตวัคซีนโรคหัดด้วยไวรัสเชื้อเป็น ทำให้ผู้รับวัคซีนมีอาการป่วยและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น หลังพบหลักฐานเด็กที่รับวัคซีน MMR แล้วมีผื่นขึ้นตามตัวเหมือนโรคหัด และมีการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสโรคหัดในปัสสาวะของผู้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดอีกด้วย

บทสรุป :

  • ไวรัสเชื้อเป็นในวัคซีนโรคหัดไม่ทำให้ผู้ฉีดติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคหัดไปยังผู้อื่น
  • โรคหัดกลับมาระบาดในสหรัฐฯ เพราะอัตราการฉีดวัคซีนลดลง

FACT CHECK : ตรวจสอบข้อเท็จจริง :

วัคซีนโรคหัด เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1963 เป็นวัคซีนเชื้อเป็นชนิดลดฤทธิ์ของไวรัส (Attenuated Vaccine) ประสิทธิผลในการป้องกันโรคหัดหลังจากฉีดเข็มแรกอยู่ที่ 93% และ 97% หลังจากฉีดเข็มที่ 2

ต่อมาในปี 1971 มีการใช้วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือวัคซีน MMR โดยประสิทธิผลในการป้องกันโรคหลังฉีดครบ 2 เข็มได้แก่ 97% 88% และ 97% ตามลำดับ

เข็มแรกแนะนำให้ฉีดในทารกวัย 9-15 เดือน ส่วนเข็มที่ 2 ฉีดในช่วงวัย 15 เดือน-6 ขวบ โดยให้ฉีดโดสแรกและโดสที่ 2 ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

แม้จะมีคำแนะนำห้ามการฉีดวัคซีนโรคหัดให้กับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยมะเร็ง เพราะอาจจะทำให้ป่วยจากการได้รับวัคซีนเชื้อเป็น แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าการฉีดวัคซีนโรคหัดให้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคหัดไปยังผู้อื่นได้

อาการข้างเคียงจากวัคซีนไม่เหมือนกับการติดเชื้อโรคหัด

มีการอ้างงานวิจัย 2 ชิ้นที่พบหลักฐานทำให้เชื่อว่าผู้รับวัคซีนโรคหัดสามารถแพร่เชื้อหัดได้ คืองานวิจัยปี 2012 ที่พบว่ามีเด็กผื่นขึ้นตามตัวหลังรับวัคซีน MMR และงานวิจัยปี 1995 ที่พบสารพันธุกรรม RNA ในปัสสาวะของผู้รับวัคซีน MMR

อย่างไรก็ดี เนื่องจากอาการข้างเคียงจากวัคซีน MMR และอาการป่วยจากการติดเชื้อโรคหัดมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบว่าผื่นที่ขึ้นตามตัวผู้รับวัคซีน เป็นผื่นจากการติดเชื้อโรคหัดหรือผื่นจากวัคซีน

วิธีการตรวจสอบคือการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโรคหัดในปัสสาวะ ซึ่งการตรวจสอบยืนยันว่าสารพันธุกรรมของเชื้อโรคหัดในปัสสาวะของเด็กที่ผื่นขึ้นหลังฉีดวัคซีน MMR เป็นสารพันธุกรรมของเชื้อหัดที่อยู่ในวัคซีน ไม่ใช่สารพันธุกรรมของเชื้อหัดในธรรมชาติ จึงเป็นการยืนยันว่า ผื่นที่ขึ้นตามตัวเด็กเป็นอาการข้างเคียงจากวัคซีน ไม่ใช่ผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อโรคหัด ดังนั้นเด็กคนดังกล่าวจึงไม่จัดอยู่ในสถานะผู้ติดเชื้อโรคหัด และไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

แม้จะมีการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสเชื้อโรคหัดจากวัคซีนในอุจจาระหรือปัสสาวะของผู้รับวัคซีน MMR แต่ไม่มีหลักฐานว่าผู้รับวัคซีน MMR จะแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นได้ เพราะหากเป็นจริง จะต้องพบสถิติการระบาดของโรคหัดในชุมชนที่มีการฉีดวัคซีน MMR จำนวนมาก ซึ่งไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานสาธารณสุขในรัฐเท็กซัสพบว่า ตัวอย่างทั้งหมดของผู้ติดเชื้อโรคหัดในเท็กซัส ล้วนมีสารพันธุกรรมของไวรัสโรคหัดที่พบในธรรมชาติ ไม่ใช่สายพันธุ์โรคหัดที่ใช้ผลิตวัคซีน

พอล ออฟฟิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวัคซีน โรงพยาบาล Children’s Hospital of Philadelphia ยืนยันว่า ไวรัสเชื้อเป็นที่อยู่ในวัคซีนป้องกันโรคหัด ถูกทำให้ลดฤทธิ์จนไม่สามารถก่อโรคหรือแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

ไวรัสโรคหัดกลับมาระบาดเพราะขาดการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอ

สหรัฐฯ เคยประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคหัดในประเทศสิ้นสุดลงในปี 2000 หลังไม่พบการแพร่เชื้อเป็นเวลานานมากกว่า 1 ปี

แต่ภายหลังได้พบการแพร่ของโรคหัดภายในประเทศ สาเหตุเพราะการนำเชื้อมาแพร่จากต่างประเทศ และอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดต่ำลงในสหรัฐฯ

ช่วงปลายเดือนมกราคม ในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส พบรายงานผู้ป่วยโรคหัด 2 รายที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศและไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อโรคหัดใน 12 รัฐช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัด 2 ราย ซึ่งประวัติพบว่ายังไม่ฉีดวัคซีนทั้งคู่

การระบาดของโรคหัดในประเทศซามัว

สถานการณ์โรคหัดระบาดในสหรัฐฯ มีความคล้ายคลึงกับเหตุโรคหัดระบาดในประเทศซามัวเมื่อปี 2019

โดยก่อนหน้าการแพร่ระบาด สถิติการฉีดวัคซีน MMR ในซามัวลดต่ำลงอย่างมาก หลังเกิดความไม่ไว้วางใจวัคซีนในหมู่ชาวซามัว เมื่อมีข่าวเด็กทารก 2 รายเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน MMR

ซึ่งการตรวจสอบพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กทารกไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่เกิดจากความผิดพลาดของบุคลากรทางการแพทย์ที่นำยาคลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นตัวทำละลายในวัคซีนแทนน้ำเปล่า

จนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อโรคหัดเดินทางมายังซามัวในปี 2019 ส่งผลให้ชุมชนที่ไร้ภูมิคุ้มกันหมู่ต่อโรคหัดในซามัว ติดโรคหัดและเกิดการระบาดในเวลาต่อมา ซึ่งการตรวจสอบยืนยันว่าสายพันธุ์ของไวรัสโรคหัดที่นำไปสู่การแพร่ระบาดในปี 2019 คือสายพันธุ์ของไวรัสโรคหัดที่พบในธรรมชาติ ไม่ใช่สายพันธุ์ของไวรัสโรคหัดที่ใช้ในการผลิตวัคซีนเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง :

https://healthfeedback.org/claimreview/vaccine-skeptics-misconstrue-studies-falsely-claim-measles-vaccine-causes-measles-outbreaks/
https://www.politifact.com/factchecks/2025/feb/28/facebook-posts/no-a-vaccine-campaign-did-not-cause-the-gaines-cou/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...