ความเจ็บปวดที่ไม่จบในวันเกิดเหตุ : บทเรียนจาก “ปุ้ย” เหยื่อ…ที่ถูกกระทำซ้ำใน “ทนายปีศาจ”
เมื่อมีผู้หญิงลุกขึ้นมาบอกว่าตนถูกล่วงละเมิดทางเพศ สังคมมักจะตั้งคำถามและกล่าวโทษใครก่อน ระหว่าง ผู้ถูกกล่าวหา กับ ผู้เสียหาย ?
“ทำไม ? ไม่โวยวาย”
“ไปอ่อยเขาไหม ?”
“กุเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาเงินหรือเปล่า ?”
เชื่อว่าเป็นคำถามที่ผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ และหลายครั้งคำถามเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่วันเกิดเหตุ แต่ลามไปถึงรูปร่างหน้าตา ประวัติชีวิต หรือทุกสิ่งที่ถูกนำมาใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือของคน ๆ หนึ่ง
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนผ่านตัวละคร “ปุ้ย” ในซีรีส์ดังที่กำลังเป็นกระแสเรื่อง ทนายปีศาจ รับบทโดย พลอย ศิริอุดมเศรษฐ หญิงสาวที่ต้องขึ้นให้การต่อศาล หลังตกเป็นเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยนายแพทย์ที่ชื่อว่า “กรณ์” ในช่วงการพิจารณาคดีนี้ การเล่าความจริงของปุ้ยกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งต่อหน้าบัลลังก์ศาล และสายตาของสังคม
เหยื่อ…แบบไหน ? ที่สังคมยอมเชื่อ
หนึ่งในฉากที่น่าสนใจของซีรีส์ คือ ช่วงที่คดีของปุ้ยถูกนำไปพูดถึงในรายการ ก่อนจะมีความคิดเห็นจากชาวเน็ตปรากฏขึ้น หนึ่งในนั้นระบุว่า“กูเป็นหมอกูกลับไปเอาเมียที่บ้านดีกว่า” ข้อความจากความเห็นเพียงสั้น ๆ ประโยคนี้ ตอกย้ำวิธีคิดบางอย่างที่ยังปรากฏอยู่ในสังคม นั่นคือ การล่วงละเมิดทางเพศกับรูปลักษณ์หน้าตาของเหยื่อ
ในเรื่อง ปุ้ย คือผู้หญิงรูปร่างอวบ ตรงกันข้ามกับภรรยาของหมอกรณ์ ที่มีรูปลักษณ์ตรงกับมาตรฐานความงามที่สังคมคุ้นเคย ทั้งผิวขาว และหน้าตาดี จนทำให้เกิดคำถามในหมู่ผู้ชมบางส่วนว่า “ถ้าหมอมีภรรยาสวยอยู่แล้ว จะไปทำกับผู้หญิงคนนี้ทำไม”
คำถามลักษณะนี้ชวนให้มองไปถึงแนวคิดเรื่อง เหยื่อในอุดมคติ (Ideal Victim) ซึ่งหมายถึง ภาพจำ ของเหยื่อที่สังคมพร้อมจะเชื่อและเห็นใจได้ง่ายกว่า เช่น เป็นคนที่ดูอ่อนแอ น่าสงสาร หรืออยู่ในสถานะที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ในทางกลับกัน เมื่อปุ้ยไม่สอดคล้องกับภาพจำดังกล่าว เธอจึงถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ ยังเห็นถึงอคติที่ผูกโยงการตกเป็นเหยื่อเข้ากับมาตรฐานความงาม โดยมองว่าคนที่ไม่ตรงตามค่านิยมความสวยของสังคมย่อม “ไม่น่าเป็นเหยื่อ” ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ว่าใครก็สามารถตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศได้ทั้งนั้น
เมื่อเหยื่อ…ไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง
อีกความคิดเห็นหนึ่งจากชาวเน็ต ระบุว่า “คิดว่าผู้เสียหายแปลก เพราะไม่ใช่เด็ก โต ๆ แล้ว กลัวอะไร ทำไมไม่โวยวาย”
คำถามลักษณะนี้ยังสะท้อนความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้เสียหายว่าต้องขัดขืน หรือร้องขอความช่วยเหลือ จึงจะน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการพิจารณาคดี ปุ้ยเล่าว่าในขณะเกิดเหตุ เธอทำได้เพียงนอนนิ่ง ตัวแข็ง และบอกตัวเองในใจว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านไปให้ได้
อาการดังกล่าวสอดคล้องกับภาวะ Tonic Immobility ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อเผชิญสถานการณ์ ถูกคุกคามหรือความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ผู้เผชิญเหตุอาจไม่สามารถขยับร่างกาย ส่งเสียงร้อง หรือโต้ตอบได้ แม้ยังคงรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ฉากนี้จึงชวนให้เห็นว่า การไม่ขัดขืนหรือไม่โวยวายไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น แต่เป็นอีกหนึ่งปฏิกิริยาที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในผู้เสียหาย
อย่างไรก็ตาม ในซีรีส์ ชาวเน็ตจำนวนมากกลับเลือกเชื่อหมอกรณ์มากกว่าปุ้ย เนื่องจากสถานะทางสังคม อาชีพ และภาพลักษณ์ของการเป็นแพทย์ ทำให้เขาถูกมองว่าน่าเชื่อถือกว่า ส่วนปุ้ยกลับถูกตั้งคำถามถึงพฤติกรรม รูปร่างหน้าตา และความน่าเชื่อถือของตนเอง สิ่งนี้กำลังสะท้อนถึง การกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ที่ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคมซ้ำเติม นอกเหนือจากความรุนแรงที่ตนได้รับตั้งแต่แรก
บาดแผลทางจิตใจที่ถูกผลิตซ้ำ
หลังจากปุ้ยได้เห็นความคิดเห็นของชาวเน็ตที่เลือกสงสัยต่อสิ่งที่เธอเผชิญ เธอมีอาการเสียใจและเก็บตัวอยู่ภายในห้อง เมื่อเข้าสู่ฉากการพิจารณาคดี สามารถสังเกตเห็นได้ว่าปุ้ยมีสภาพผมที่มัน และมีรังแคปรากฏอยู่บนหนังศีรษะ รายละเอียดดังกล่าวตีความได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตัวละครที่ใช้สื่อถึง สภาวะความเครียด ความทุกข์ทางใจ และการละเลยการดูแลตนเองหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง รวมถึงแรงกดดันจากสังคมที่ถาโถมเข้ามา
ยิ่งไปกว่านั้น ฉากการพิจารณาคดีที่ ทนายจิตตรี ซักถามถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่กระตุ้นความรู้สึกสะเทือนใจ และการหยิบยกอาการไบโพลาร์ที่ปุ้ยเคยเป็นมาใช้ในการตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของเธอ ส่งผลให้ปุ้ยร้องไห้อย่างแตกสลายต่อหน้าศาล ฉากดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าผู้เสียหายไม่ได้เผชิญเพียงความรุนแรงจากเหตุการณ์แรกเริ่มเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญการบาดเจ็บซ้ำจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งการถูกตั้งคำถามมากมายต่อความน่าเชื่อถือทั้งที่อยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ และการตัดสินจากสังคมที่ยังคงดำเนินต่อไป
จากซีรีส์สู่ความจริง : ความเจ็บปวดของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรม
หากการเล่าเรื่องในทนายปีศาจที่เราได้เห็น ปุ้ยต้องเผชิญการซักค้านอย่างหนักในชั้นศาล แต่ในโลกความเป็นจริง ผู้เสียหายจากคดีการล่วงละเมิดทางเพศจำนวนไม่น้อย ก็ต้องเผชิญประสบการณ์คล้ายกัน
ป้าโก๋ – สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีทางเพศมานาน เล่าว่า ผู้เสียหายจำนวนมากต้องเล่าเรื่องราวเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ตั้งแต่การแจ้งความกับพนักงานสอบสวน การตรวจร่างกาย การสอบปากคำ การให้ข้อมูลกับอัยการ ไปจนถึงการขึ้นเบิกความในชั้นศาล
แต่ละขั้นตอนล้วนทำให้ผู้เสียหายต้องย้อนกลับไปเผชิญกับเหตุการณ์ที่พยายามจะลืม ทางมูลนิธิฯ จึงมีบทบาทในการให้การสนับสนุนทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายสามารถรับมือกับผลกระทบทางอารมณ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทางยุติธรรม
“เคยมีคดีที่ผู้เสียหายต้องย้ำแล้วย้ำอีกต่อศาล ว่าข้อเท็จจริงหนึ่งเดียวที่สำคัญเลย คือ เขาถูกกระทำจริง ระหว่างให้การผู้เสียหายก็ร้องไห้ไปด้วย เขาไม่ได้ต้องการย้อนกลับถึงเหตุการณ์นั้นอีก”
ป้าโก๋ ย้อนเรื่องราว
ที่แย่ไปกว่านั้น ในชั้นศาลผู้เสียหายอาจต้องตอบคำถามจากทนายฝ่ายจำเลยหลายครั้ง โดยเฉพาะในคดีที่มีผู้ต้องหาหลายคน ซึ่งอาจมีทนายหลายคนผลัดกันซักค้าน ทำให้ผู้เสียหายมีความเครียด ร้องไห้หนัก หรือบางรายถึงขั้นเป็นลมจนต้องหยุดการพิจารณาคดีชั่วคราว
นอกจากต้องย้อนเล่าเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผู้เสียหายยังต้องเผชิญหน้ากับจำเลยภายในห้องพิจารณาคดีอีกด้วย สำหรับบางคน เพียงแค่เห็นหน้าผู้กระทำก็อาจกระตุ้นความทรงจำเลวร้ายกลับมาอีกครั้ง ทำให้ในบางกรณีจำเป็นต้องใช้ การสืบพยานแบบแยกห้อง เพื่อให้ผู้เสียหายเบิกความจากอีกห้องหนึ่งโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับจำเลยโดยตรง และลดผลกระทบทางจิตใจที่จะเกิดขึ้น
ในด้านทัศนคติเรื่องการกล่าวโทษเหยื่อ ป้าโก๋ ได้เล่าเพิ่มเติมว่า เคยมีคดีที่ผู้เสียหายถูกกระทำในช่วงกลางดึกจากคนในครอบครัว ก่อนจะรีบเดินทางไปแจ้งความในสภาพที่ยังอยู่ภายใต้ความตกใจ และอยู่ในสภาวะที่แต่งตัวไม่มิดชิด ทำให้ผู้เสียหายเผชิญกับท่าทีที่ไม่เชื่อจากพนักงานสอบสวน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการมีอคติพบได้จริงต่อผู้เสียหาย แม้แต่ในกระบวนการยุติธรรมก็ตาม
เหยื่อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม…กับการตัดสินจากสังคม
ในส่วนของคดีปุ้ย ในซีรีส์ได้มีการนำเสนอจุดจบของตัวละคร ที่เธอตัดสินใจจบชีวิตลงหลังจากการต่อสู้ในชั้นศาล รวมถึงการถูกกล่าวโทษและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล เหตุการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ถึงผลกระทบโดยนัยจากการที่สังคมเลือกกล่าวโทษและตัดสินผู้เสียหาย
สิ่งนี้ ชเนตตี ทินนาม ผู้เชี่ยวชาญประเด็นเพศสภาพและเพศวิถี อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่สังคมกล่าวโทษเหยื่อนั้น เป็นผลมาจาก วัฒนธรรมปิตาธิปไตย หรือ วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ที่ยังคงฝังรากอยู่ในสังคมไทย
ผู้หญิงถูกสอนให้ต้องดูแล ปกป้อง และรับผิดชอบต่อความปลอดภัยทางเพศของตนเอง จนเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศขึ้น ความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์จึงถูกผลักจากผู้กระทำไปสู่ผู้เสียหายแทน ส่งผลให้ผู้กระทำผิดจำนวนมากสามารถลอยนวลและก่อเหตุซ้ำได้ โดยไม่ได้เรียนรู้หรือรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
“คนที่เป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการถูกคุกคามทางเพศเจ็บปวดมากพอแล้ว ไม่ควรถูกโทษหรือกล่าวหาซ้ำสองว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อเหยื่อถูกกล่าวโทษแล้ว เขาไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ คุณภาพชีวิตลดลง ต้องแยกตัวออกจากสังคม และบางคนอาจตัดสินใจจากโลกนี้ไปเลย”
ชเนตตี ขยายความ
นอกจากนี้การที่ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาพูดว่าตนเองเคยถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องง่าย การออกมาพูดมีราคาสูงที่ชีวิตต้องแลกหลังจากที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ชเนตตี ยังอธิบายถึงงานวิจัยในหลายประเทศที่พบว่าการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีทางเพศมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย อาจมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เป็นการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จ ดังนั้น ผู้เสียหายควรถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนเสมอ
“ในวันที่เหยื่อลุกขึ้นมาพูด ขอให้ทุกคนหยุดและฟังก่อนที่จะตัดสิน การพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตัดสินก่อนคำพิพากษาจะปรากฏ หน้าที่ของพวกเราคือการฟังผู้หญิงด้วยความกรุณา และให้โอกาสพวกเธอได้เล่าประสบการณ์ที่เจ็บปวดก่อน ส่วนข้อเท็จจริงให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หากกระบวนการยุติธรรมเที่ยงธรรมพอ ก็จะทำหน้าที่สอบสวนและพิจารณาเอง”
ชเนตตี สะท้อนมุมมอง
ดังนั้น สิ่งที่ทนายปีศาจทิ้งไว้ให้ขบคิด คือเหตุใดผู้เสียหายจำนวนมากจึงต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง มากกว่าการพิสูจน์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เพราะในเรื่อง ปุ้ย ถูกตั้งคำถามถึงรูปร่างหน้าตา พฤติกรรมหลังเกิดเหตุ ภาวะทางจิตใจในอดีต รวมถึงการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิตของเธอ ราวกับว่าการจะได้รับความเห็นใจจากสังคม ผู้เสียหายจำเป็นต้องเป็น “เหยื่อที่สมบูรณ์แบบ” เสียก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีใครควรถูกตัดสินคุณค่าความเป็นเหยื่อจากรูปลักษณ์ อาชีพ หรือประวัติชีวิตของตน
แม้แต่ในโลกออนไลน์ที่ข้อมูลเดินทางรวดเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม ผู้คนอาจเผลอมีบทบาทเป็นทั้งผู้ชม ผู้วิจารณ์ และผู้ตัดสินคดีไปพร้อมกัน แต่ในวันที่ยังไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด สิ่งที่สังคมทำได้อาจไม่ใช่การรีบเลือกข้าง หากเป็นการรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ซ้ำเติมผู้ที่กำลังแบกรับความเจ็บปวดอยู่แล้ว
เพราะสำหรับผู้เสียหายหลายคน บาดแผลไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่เกิดเหตุ หากยังคงถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านคำถาม ความสงสัย และการตัดสินจากผู้คนรอบตัว และบางครั้ง ความเจ็บปวดที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การต้องจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่คือการใช้ชีวิตอยู่กับสังคมที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ถูกฟังเลย