ส่อง 3 หุ้น “ค้าปลีก” ลุ้นไตรมาส 2 ฟื้นตัว ชู DOHOME เด่นสุด รับมาร์จิ้นหนุน
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้รวบรวมบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และทิศทางครึ่งปีหลังของกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แก่ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และบริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า GLOBAL มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ภาคเกษตร ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานสาขาหลักราว 53% ของสาขาทั้งหมด ทั้งนี้ ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เดือนเมษายน 2569 กลับมาเป็นบวกในระดับเลขหลักเดียวต่ำ ขณะที่สัดส่วนสินค้า House Brand เพิ่มขึ้นแตะประมาณ 27.5% จาก 24-25% ในปีก่อนหน้า ช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าครึ่งหลังปี 2569 อาจเผชิญแรงกดดันจากฤดูกาลและฐานกำไรสูงในปีก่อน โดยปรับราคาเป้าหมายที่ 7.40 บาท
ด้าน HMPRO คาดกำไรไตรมาส 2/2569 อ่อนตัวเล็กน้อยทั้งเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน แม้ได้รับแรงหนุนจากการปรับราคาขายเฉลี่ยและการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand แต่ถูกกดดันจากโครงสร้างสินค้าที่มีสัดส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และการใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวจำกัดและรายได้เงินสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ลดลง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 แม้คาดกำไรยังเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากฐานต่ำในปีก่อน พร้อมปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 3-5% และให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 7.10 บาท
สำหรับ DOHOME ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากยอดขายที่ฟื้นตัวและอัตรากำไรที่ดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนสินค้าเหล็กที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน และราคาดัชนีเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์จากสต๊อกต้นทุนต่ำ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการอาจอ่อนตัวจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ครึ่งหลังปี 2569 ความน่าสนใจอาจลดลงจากอุปสงค์วัสดุก่อสร้างที่ชะลอตัวและประโยชน์จากสต๊อกเหล็กที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับราคาเป้าหมายใหม่ที่ 3.60 บาท