ดูยุคตะวันตกตื่นกลัว "ซาตาน" อย่างหนัก มองสิ่งไม่ชอบมาพากลว่ามี "ปีศาจ" อยู่เบื้องหลัง
ยุคตะวันตกตื่นกลัว ซาตาน มองสิ่งไม่ชอบมาพากลว่ามี “ปีศาจ” อยู่เบื้องหลัง
ในอดีตกาลมนุษย์เคยหวาดกลัวสิ่งที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีอยู่หลายครั้งที่มักปรากฏคำอธิบายสิ่งที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ คำอธิบายบางอย่างไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักเหตุและผล ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างในช่วงเวลานั้น
น่าเสียดายที่คำอธิบายบางกรณีซึ่งยึดโยงกับฐานคิดแบบ“ความเชื่อ” ย้อนกลับมาส่งผลต่อวิถีชีวิตผู้คนในแง่ลบ ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจริงคือความตื่นกลัวต่อความเชื่อเรื่อง “ซาตาน” ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ยุค 80s มาจนถึงยุค 90s หรือบางแห่งยังมองว่า สืบเนื่องมาจนถึงยุคนี้ด้วยซ้ำ
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าแม่มดตั้งแต่ ค.ศ.1560-1760 พฤติกรรมที่แปลกแตกต่างออกไปจากมาตรฐานสังคมสุ่มเสี่ยงจะถูกนิยามว่าจัดเป็นพฤติกรรมของแม่มด/พ่อมด
แม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ในอดีตก็เคยมีการพิจารณาคดีบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเป็นแม่มดในช่วง ค.ศ. 1692 จนถึงกลางปี 1693 หลายคนรู้จักในนาม Salem Witch Trials ซึ่งในระยะเวลานั้น มีผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด/พ่อมดรวมแล้วหลักร้อยราย ถูกตัดสินแขวนคอไปหลายสิบราย
ความเชื่อเรื่อง“ปีศาจร้าย/สิ่งชั่วร้าย” (ซึ่งมีคำเรียกแตกต่างกันออกไป) ไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ในพื้นที่เดียว หลายประเทศในทวีปยุโรปต่างมีความเชื่อเรื่องนี้ลึกไปจนถึงเรื่องพฤติกรรมทางเพศ
กรณีตัวอย่าง มาร์กาเร็ต โจนส์ หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งในเมืองบอสตันถูกจับและตั้งข้อหาเป็นแม่มด เมื่อตรวจสอบอวัยวะเพศของเธอ (และคลิตอริส) แล้วพบอาการบอบช้ำ ในด้านหนึ่งเพื่อนบ้านของเธอสามารถยืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นผลจากการคลอดบุตรผิดวิธี แต่นักล่าแม่มด (ที่ความรู้ด้านกายวิภาคมีจำกัด) ก็ไม่รับฟังข้อแก้ตัวนี้ (อนุสรณ์ ติปยานนท์, 2558)
ทั้งนี้ สภาพการใช้อวัยวะเพศของเพศหญิงเข้ามาเป็นเครื่องชำระความเกิดขึ้นในหลายประเทศในทวีปยุโรป อาทิ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส โดยในการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาจำเป็นต้องถามถึงกิจกรรมทางเพศระหว่างผู้หญิงกับคู่รักหรือสามี เพิ่มเติมจากการไต่สวนว่าผู้หญิงมีกิจกรรมความสัมพันธ์ระหว่างปีศาจร้ายหรือไม่
ในแง่หนึ่ง อนุสรณ์ ติปยานนท์ ผู้เขียนหนังสือ “ล่าแม่มด” มองว่า การว่าความโดยเพศชายไม่ใช่แค่การแสวงหาความจริง แต่ยังเป็นการแสวงหาความเพลิดเพลินอีกแบบด้วย
เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงศตวรรษที่ 20 ในยุค 1980s สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศมหาอำนาจภายหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม อเมริกายังพบปัญหาสังคมเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อและอาจพอกล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับทฤษฎีสมคบคิดที่แพร่กระจายไปในสังคมวงกว้างจนส่งผลต่อชีวิตผู้คนมากกว่าที่คิด
อันที่จริงแล้วคำว่า “ปีศาจร้าย” ในประวัติศาสตร์ปรากฏในหลายรูปแบบ คำหนึ่งซึ่งปรากฏในทฤษฎีสมคบคิดยุคหลังคือคำว่า “ซาตาน” แม้ว่านักวิจัยและนักประวัติศาสตร์ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อทางสังคมในประวัติศาสตร์ล้วนชี้ว่า “ซาตาน” (Satan) ในรูปแบบความเชื่อของชาวคริสเตียนตะวันตกแทบไม่ปรากฏคำนี้โดยตรงในหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาของชาวยิวหรือในกลุ่มศาสนายูดาห์ (Judaism) แบบดั้งเดิม แต่พบว่าซาตานเริ่มมาปรากฏในแหล่งอ้างอิงจากกลุ่มชาวยิวในช่วงหลังของยุคโบราณ
Elaine Pagels เจ้าของผลงานศึกษาวิจัยเรื่อง “ประวัติศาสตร์สังคมของซาตาน” (The Social History of Satan, the “Intimate Enemy”: A Preliminary Sketch) ตีพิมพ์ในวารสารมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambrige) เมื่อปี 2011 อธิบายไว้ว่า “ซาตาน” เริ่มปรากฏในหลักฐานที่อยู่ระหว่าง 165 ปีก่อนสากลศักราช จนถึง ค.ศ. 100 หลังจากนั้นมา ซาตานในความเข้าใจรูปแบบผู้นำ “อาณาจักรแห่งความชั่วร้าย” เป็นกองทัพวิญญาณอันตรายซึ่งชื่นชอบเห็นมนุษย์ประสบสภาพพินาศย่อยยับ ค่อยๆ พัฒนารูปแบบและปรากฏจำนวนเพิ่มขึ้นในแหล่งข้อมูลจากกลุ่มชาวยิวรุ่นหลัง
กระทั่งหลายทศวรรษต่อมา “ซาตาน” และ “สาวกปีศาจ” ทั้งหลายจึงเริ่มมีที่ทางปรากฏในความเชื่อของหมู่ชาวคริสต์
คำศัพท์และภาพการรับรู้ถึงซาตานแพร่กระจายไปปรากฏในวัฒนธรรมความเชื่อของผู้คนแทบทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากในช่วงเวลารอบ 2-3 ปีมานี้ คำว่า “ซาตาน” ยังปรากฏในสื่อร่วมสมัยอย่างภาพยนตร์และซีรีส์มากมายทั้งในตะวันตกและเอเชีย แม้แต่ผลงานที่ผลิตขึ้นในไทยก็ปรากฏการวาง ซาตานอยู่ในภูมิหลังของตัวละคร ดังเช่นผลงาน “เด็กใหม่” (Girl from Nowhere) ซีรีส์ในแพลตฟอร์ม Netflix ซึ่งซาตานถูกอธิบายว่าเกี่ยวพันกับตัวละครหลักในเรื่อง เป็นความสัมพันธ์แบบ “ผู้ให้กำเนิด-ลูก”
ย้อนกลับไปในบริบทพื้นที่ตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาตามหัวข้อเรื่องเดิมอีกครั้ง ความเชื่อเรื่องซาตาน อันเป็นรูปแบบความชั่วร้ายเหนือธรรมชาติในลักษณะทฤษฎีสมคบคิดยังคงวนเวียนในถึงในช่วงศควรรษที่ 21 ปรากฏการณ์ที่อาจยังอยู่ในความทรงจำของหลายคนคือบรรยากาศในยุค 80-90s
ต้นทศวรรษ 1980s สังคมอเมริกามีทฤษฎีสมคบคิดที่แพร่หลายว่า กลุ่มลัทธิพิธีที่เชื่อเรื่องซาตานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการละเมิดเด็กที่เกิดขึ้นไปทั่วประเทศ สื่อมวลชนและรายการข่าวต่างๆ เป็นช่องทางหนึ่งที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายอารมณ์ความรู้สึกหวาดกลัว ผู้ปกครองหลายรายถึงกับไปขุดค้นสถาบันศึกษาก่อนอนุบาล (preschool) เพื่อพิสูจน์ว่ามีอุโมงค์ลับหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลข้อสังเกตถึงสัญลักษณ์นอกรีต จำเลยทางสังคมที่ตกเป็นเป้าโจมตีด้วยข้อหาที่ไม่มีมูลความจริงกลายเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กในยุค 80s
หรือในยุค 90s สังคมอเมริกันร่วมกันกล่าวหากันเองไปเองแบบผิดๆ ว่ากลุ่มเด็กวัยรุ่น 3 รายคือผู้ลงมือในคดีฆาตกรรมโดยอ้างอิงจากแค่เรื่องวิถีชีวิตแนวกอธ (Goth) ของเด็กทั้ง 3 ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานทางสังคม
ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องดำเนินการตรวจสอบสืบสวนสอบสวนหลายคดี แม้ว่าคดีความจะเข้าสู่ช่วงท้าย ข้อสงสัยต่างๆ เริ่มปรากฏข้อเท็จจริงมากขึ้น มีการลงโทษฝ่ายจำเลยไปแล้ว แต่ครอบครัวของเหยื่อยังคงบอบช้ำทางจิตใจ
เค็น แลนนิ่ง อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอซึ่งดูแลคดีล่วงละเมิดหลายกรณีกับฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า “ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่เรื่องการทำพิธีที่มาจากความเชื่อเรื่องซาตานแล้วไปล่วงละเมิดคนอื่นนั้นยังไม่จางหายไป”
“เมื่อผู้คนเอาอารมณ์เข้าไปอินกับเรื่องนี้ ความคิดในแง่สามัญสำนึกพื้นฐานและหลักการแบบเหตุและผลก็หลุดหายไป ผู้คนเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเองต้องการจะเชื่อและอยากจะเชื่อ”
รายงานพิเศษจาก New York Times อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ Mary deYoung ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแกรนด์วัลเลย์สเตท (Grand Valley State) ซึ่งเธอเชื่อว่าหนังสือ Michelle Remembers ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1980 เขียนโดยจิตแพทย์ชาวแคนาดาเล่าเรื่องราวผู้เข้ารับการรักษารายหนึ่งที่มีความทรงจำเกี่ยวกับการล่วงละเมิดในวัยเด็กโดยกลุ่มผู้มีความเชื่อเรื่องซาตาน หนังสือเล่มนี้ส่งผลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคมในหมู่ชาวอเมริกัน
ช่วงเวลานั้นสุภาพสตรีเลือกออกไปทำงานกันมากขึ้นสืบเนื่องมาจากประเด็นเรื่องสิทธิสตรีประกอบกับสถานการณ์ในยุคที่อเมริกาเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันแนวคิดจารีตนิยมและเรื่องทางศาสนาก็ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้น พ่อแม่ชาวอเมริกันยากจะหาสถานรับเลี้ยงเด็กที่ดีๆ ได้
แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกโต้แย้งอย่างรวดเร็วแต่กระแสนิยมในตัวหนังสือก็ส่งให้มันติดอันดับหนังสือขายดีไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป สังคมเริ่มเผชิญกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะในกลุ่มเหยื่อที่เป็นเด็ก Mary deYoung เชื่อว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับความเชื่อในรูปแบบทฤษฎีสมคบคิด ท้ายที่สุดสังคมจึงตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวและขยายตัวไปในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม นักเขียนบางรายให้ข้อมูลว่า ความหวาดกลัวต่างๆ อันมาจากความเชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถา ลัทธิซาตานเริ่มมีเค้าลางมาตั้งแต่ปลายยุค 60s จนถึงยุค 70s ซึ่งมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญกรณีของลัทธิของชาร์ลส แมนสัน (Charles Manson) ที่ก่อเหตุฆาตกรรมสยดสยองขึ้น ตามมาด้วยสื่ออย่างหนังสือ The Satanic Bible ในปี 1969 สิ่งพิมพ์ที่รวบรวมบทความและเนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีซึ่งเชื่อกันว่าหนังสือเล่มนี้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญอีกชิ้นที่มีต่อความเชื่อเรื่องซาตานในยุคสมัยใหม่
เมื่อมาถึงยุค 80s องค์ประกอบต่างๆ เริ่มผสมรวมเข้าด้วยกันจนปะทุขึ้น กรณีตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในปี 1983 ข้อกล่าวหามาจากสตรีในแมนฮัตตัน แคลิฟอร์เนีย เธอกล่าวหาเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในสถานการศึกษาก่อนวัยอนุบาลว่า ล่วงละเมิดลูกชายของเธอ ในคดีนี้เจ้าหน้านี้ตำรวจส่งจดหมายไปถึงครอบครัวไม่ต่ำกว่า 200 ครอบครัวเพื่อร้องขอให้ช่วยร่วมมือในกระบวนการสอบสวน
ในปี 1986 เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาลูกจ้างกลุ่มหนึ่งจำนวน 7 รายด้วยข้อกล่าวหาลวนลามเด็ก สัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่ทางการยกเลิกข้อกล่าวหา 5 รายจาก 7 รายโดยอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่คดีนี้กลายเป็นข่าวกระจายไปทั่วประเทศไปเสียแล้ว
ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังพยายามเดินหน้าในคดีทั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักฐานจากต้นทางที่กล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาไปจนถึงคำให้การจากผู้มาให้สัมภาษณ์ ซึ่งหลักฐานหรือเบาะแสต้นทางบางส่วนมีเนื้อหาลักษณะผสมจินตนาการเข้าไปด้วย เช่น ลูกจ้างของสถาบันการศึกษาที่มีพฤติกรรมใช้เลือดจากสัตว์เพื่อสังเวยในพิธี สามารถบินไปไหนมาไหนได้และลงมือโดยไม่ทิ้งร่องรอย
ระหว่างยุคที่สังคมอเมริกันตกอยู่ในความหวาดกลัวเรื่องเกี่ยวกับซาตาน รายงานข่าวเผยว่า มีผู้ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมเกือบ 200 ราย และถูกตัดสินว่าผิดจริงอีกนับสิบราย ผู้โชคร้ายหลายรายได้รับอิสระหลังรับโทษนานหลายปี กรณีวัยรุ่น 3 รายที่เรียกกันว่า West Memphis Three ได้รับอิสระในปี 2011 เป็นเวลา 20 ปีให้หลังแล้วภายหลังพวกเขาถูกตัดสินว่าลงมือฆาตกรรมตามที่ฝ่ายอัยการผลักดันคดีว่า เป็นพฤติกรรม “บูชายัญตามความเชื่อแนวซาตาน”
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว ความเชื่อเรื่องซาตานในสังคมอเมริกันยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะ อาจไม่ใช่ “ความตื่นกลัว” ในวงกว้างแบบเดิม แต่รูปแบบของความสงสัยต่อเรื่องเหนือธรรมชาติซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปของมนุษย์ยังขับเคลื่อนให้แทบทุกสังคมยังมีภาวะ “ตื่นตัว” กับสิ่งเหล่านี้อยู่ ตั้งแต่การดึงเอาสัญญะในความเชื่อเรื่องทางศาสนามาปรากฏใน MV เพลงMontero (Call Me By Your Name) ของศิลปินอย่าง Lil Nas เมื่อต้นปี 2021 จนถูกตีความไปต่างๆ นานาเชื่อมโยงมาถึงซาตาน หรือซาตานในโลกตะวันออกอย่างซีรีส์ในไทยในปีเดียวกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงความเชื่อเข้ากับกลุ่มทางการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า QAnon
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและอิทธิพลของความเชื่อที่มีต่อมนุษย์แต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี และทำให้เห็นว่าสิ่งที่พึงระวังจริงๆ คงไม่ใช่ระวังความเชื่อแบบโดดๆ แค่ตัวของมันเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมื่อความเชื่อเหล่านี้ถูกนำไปใช้จนสามารถมีอำนาจ มีอิทธิพลต่อบุคคลในวงกว้างถึงระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนในสังคมมากกว่า
อ่านเพิ่มเติม :
- รู้จัก “โบสถ์ซาตาน” กลุ่มวัฒนธรรมร่วมสมัยในสหรัฐฯ ใช้ “บาโฟเมต” เป็นสัญลักษณ์แต่ถูกป้ายสี?
- แดง-เขียว สีแห่งปีศาจและความชั่วร้าย ในสายตาของชาวคริสต์
- ต้นตอ “นิทานเวตาล” กับลักษณะของ “เวตาล” ปีศาจช่างพูด-นักเล่าเรื่อง
อ้างอิง :
อนุสรณ์ ติปยานนท์.ล่าแม่มด. กรุงเทพฯ : มติชน, 2558
“คิทตี้ ชิชา กับการกลับมาของ ‘แนนโน๊ะ’ ลูกสาวซาตานที่ปังยิ่งกว่าเดิม”.มติชน. ออนไลน์. เข้าถึงเมื่อ 10 พฤษภาคม 2564.
Pagels, Elaine. The Social History of Satan, the “Intimate Enemy”: A Preliminary Sketch. Cambridge University Press, 2021.
Yuhas, Alan. “It’s Time to Revisit the Satanic Panic”. New York Times. Online. Published 31 MAR 2021. Access 10 MAY 2021.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤษภาคม 2564
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดูยุคตะวันตกตื่นกลัว “ซาตาน” อย่างหนัก มองสิ่งไม่ชอบมาพากลว่ามี “ปีศาจ” อยู่เบื้องหลัง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com